ูเาไท่หยินถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะราวกับเป็อีกดินแดนหนึ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีเดินเข้าไปในูเาไท่หยินสายตาของเขามองเห็นสมุนไพรหลายสิบชนิดที่อยู่โดยรอบอย่างชัดเจนูเาแห่งนี้ถูกสาดส่องโดยความบริสุทธิ์ของตะวันจันทราทำให้เกิดเป็จิติญญาชนิดต่างๆ ส่งผลในสมุนไพรเติบโตได้ดี แต่ในเวลาเดียวกันความหนาวเหน็บของดินแดนหิมะนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายจอมยุทธ์ทั่วไปจะรับไหว
มีคนจำนวนน้อยมากที่กล้าขึ้นไปหาสมุนไพรบนยอดเขาไท่หยินกล่าวกันว่ายอดเขาไท่หยินถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหลายลี้และยังเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจอีกมากมาย ถ้าไม่ระวังตัวก็จะตายอยู่ในสถานที่แห่งนั้น
ระหว่างทางฟ่านเสวี่ยหลีกวาดสายตาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าและเก็บสมุนไพรมาได้มากมาย
หลังจากที่เขาบรรลุเนื้อกายขั้นสาม สายตาของเขาก็ดีขึ้นมากทำให้มองเห็นสมุนไพรต่างๆ ในรัศมีสิบจั้งได้ และยังได้กลิ่นสมุนไพรที่อยู่ห่างไกล ช่วยในการแยกแยะ
ฟ่านเสวี่ยหลีเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้นเรื่อยๆเขาเก็บรวบรวมสมุนไพรเอาไว้แทบทั้งหมด ขาดเพียงสมุนไพรหลักอย่างต้นปู้หลี
ต้นปู้หลีนั้นหายากมาก มันขึ้นอยู่ท่ามกลางดินแดนหิมะโดยลำพังแม้ดูเหมือนสมุนไพรธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อนำไปปรุงยาจะส่งกลิ่นหอมที่ติดทนยาวนานและให้ความอบอุ่นที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์
ไม่นานหลังจากนั้น ฟ่านเสวี่ยหลีก็ไปถึงยอดเขาทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงพิณลอยเข้ามา
ทำนองของเสียงพิณฟังดูโศกเศร้า ไม่ใช่ทำนองที่ได้ยินตามทั่วไปกระทั่งยังแฝงด้วยจิตสังหารทำให้จิ้งจอกน้อยในอ้อมแขนของฟ่านเสวี่ยหลีหูตั้งขึ้นในทันที
ฟ่านเสวี่ยหลีสังเกตเห็นสาวใช้ชุดแดงผู้งดงามกำลังบรรเลงเพลง“ความแค้นของเซียงเฟย” ใต้หน้าผาตรงยอดเขา ราวกับ้าใช้แรงอาฆาตในบทเพลงนี้ละลายหิมะบนหน้าผา
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีลองดมกลิ่นก็รู้ทันทีว่าภายในกองหิมะตรงนั้นมีกลิ่นของบัวหิมะพันภูผามันมีมูลค่าสูงจนคนทั่วไปไม่อาจพรรณนาได้ แต่สำหรับเขาแล้วสิ่งนี้ไม่ล้ำค่าเท่ากับต้นปู้หลี
ต้นปู้หลีไม่เพียงแต่มีพลังในการคืนิญญาสรรพคุณของมันยังเหนือกว่าบัวหิมะพันภูผาอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น บัวหิมะพันภูผานี้ยังเป็เพศเมีย
บัวหิมะเพศเมียมีสรรพคุณทางยาที่อ่อนกว่าบัวหิมะเพศผู้มาก
เมื่อสาวใช้คนนั้นเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเดินขึ้นเขามาเพียงลำพังนางก็จ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีทันที และถามอย่างแ่เบาด้วยใบหน้าอันเ็า “ผู้ใดกันยังไม่ถอยไปอีก”
ใบหน้าของนางเปี่ยมด้วยจิตสังหารนางไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามายุ่งกับสมบัติตรงหน้าเด็ดขาดและเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามีระดับพลังที่ต่ำกว่าตนมากนางจึงพูดเตือนและเชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้ากระทำสิ่งใด
ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ข้าน้อยเป็เพียงคนเก็บสมุนไพรและบังเอิญผ่านมาเท่านั้นข้าน้อยจะไม่รบกวนการเก็บสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ของแม่นาง แม่นางโปรดอย่าถือสาเลย”
เขามองออกว่าอีกฝ่ายมีระดับพลังสูงกว่าตนหนึ่งถึงสองขั้นแต่ตอนนี้เขาบ่มเพาะถึงระดับเนื้อกายขั้นสามแล้วประกอบกับวิชาสังหารที่เคยศึกษาในชาติก่อน หากต้องต่อสู้กันจริงๆ เกรงว่าเขาคงเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว
แต่เขาไม่้าเปิดฉากการต่อสู้ที่ไม่จำเป็ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเห็นแล้วว่าอีกมุมหนึ่งของยอดเขามีลมปราณของต้นปู้หลี
ช่างเป็การย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพานยามได้มากลับไม่เสียเวลา
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ เ้าจงถอยห่างจากข้าร้อยก้าว”สาวใช้ชุดแดงจ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีและพูดอย่างเ็า
น้ำเสียงของนางแฝงด้วยความรำคาญ ด้วยนิสัยเดิมของนาง เกรงว่านางคงไล่ฟ่านเสวี่ยหลีไปตั้งนานแล้วแต่ตอนนี้อยู่ใน่เวลาสำคัญ นางจึงไม่สามารถวอกแวก
ฟ่านเสวี่ยหลีเองก็ไม่สนใจอีกฝ่ายและเดินไปที่ด้านข้างของหญ้าปู้หลีจากนั้นเขาก็สงบใจลงแล้วเด็ดต้นปู้หลีขึ้นมาอย่างช้าๆ โดยไม่ให้มันเกิดความเสียหายและใส่ไว้ในตะกร้ายาอย่างหวงแหน
ตามตำนานกล่าวไว้ว่าสมุนไพรนี้ถูกหลอมรวมขึ้นด้วยหยกทองมรกตและน้ำโอสถหางแมลงในดินแดนเก้าิญญาถูกขัดเกลาด้วยปราณหยินหยางมานานนับร้อยปีจนทำให้มีพลังอำนาจอย่างสูงในการขจัดสิ่งชั่วร้าย
สำเร็จแล้ว!
เมื่อสาวใช้ชุดแดงเห็นว่าฟ่านเสวี่ยหลีแค่ขุดสมุนไพรธรรมดาต้นหนึ่งจึงไม่สนใจเขา นิ้วมือของนางเริ่มดีดช้าลง เสียงเพลงก็ค่อยๆ เบาลงจนไม่ได้ยิน
หิมะค่อยๆ ละลายลงด้วยเสียงดนตรีของนาง ในที่สุดก็เผยให้เห็นกลีบดอกบัวหิมะพันภูผามันถูกดึงดูดด้วยเสียงดนตรีและบานสะพรั่งอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านข้างกองหิมะและคว้าบัวหิมะพันภูผาเอาไว้อย่างนุ่มนวล
มันเป็มือที่ราวกับรากบัว เนียนละเอียดอย่างยิ่งส่วนเ้าของมือก็คือหญิงสาวชุดขาววัยราวสิบห้าสิบหกปีที่ดูฉลาดและงามงามั์ตาเป็ประกาย อีกทั้งร่างกายยังมีกลิ่นหอมอันไร้ที่เปรียบ
เมื่อเห็นหญิงชุดขาวได้รับบัวหิมะสาวใช้ชุดแดงก็แสดงสีหน้ามีความสุขและเดินไปข้างหญิงสาวอย่างเคารพเห็นได้ชัดว่าหญิงชุดขาวเป็เ้านายของนาง
ตอนนี้หญิงชุดขาววางบัวหิมะลงในกล่องหยกใสแต่นางกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดยังเป็บัวหิมะตัวเมีย ตอนนี้ร่างกายของท่านแม่หยินพร่องจำเป็ต้องใช้บัวหิมะตัวผู้ เหตุใดถึงหาไม่เจอแต่ตราบใดที่ข้าพยายามต่อไปก็จะหาเจอได้ในที่สุด”
ใบหน้าของนางเผยความหงุดหงิดออกมาเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นนางยังคงไว้ซึ่งบุคลิกอันสง่างามในสายตามีความจริงจังและความบริสุทธิ์อย่างไม่อาจอธิบายได้
จากนั้นนางก็หันไปมองฟ่านเสวี่ยหลีที่อยู่บนยอดเขาและถามสาวใช้ชุดแดงอย่างแ่เบา “เซียงหนู คนผู้นั้นคือใคร”
สาวใช้ชุดแดงพูดอย่างเ็าว่า “เป็เพียงคนเก็บสมุนไพรธรรมดาคนหนึ่งองค์หญิงไม่ต้องใส่ใจหรอกเพคะ หืม? จิ้งจอกตัวนั้น?” นางหันมองฟ่านเสวี่ยหลีและเปล่งเสียงออกด้วยความประหลาดใจ
ตอนนี้จิ้งจอกเก้าชีวิตะโออกจากอ้อมอกของฟ่านเสวี่ยหลีแล้วมาเดินตามเขาอย่างเชื่อฟัง
เดิมทีจิ้งจอกเก้าชีวิตมีร่างกายสีขาว แต่เมื่ออยู่บนยอดเขาขนของมันกลับเปลี่ยนเป็สีทองอันเจิดจรัสกระทั่งสามารถััถึงเืลมอันเข้มข้นในตัวของมันจากระยะไกลเห็นได้ชัดว่าเป็จิ้งจอกชั้นเลิศ หากใช้โลหิตหัวใจของมันมาปรุงยาเกรงว่าจะเพิ่มมูลค่าให้กับยาทุกชนิดได้อย่างสูงจนมีมูลค่าสูงกว่าบัวหิมะพันภูผาเสียอีก
หญิงสาวชุดขาวเผยสีหน้าตกตะลึง “จิ้งจอกเก้าชีวิต? ว่ากันว่ามันมีจิติญญาที่พิเศษเฉพาะมีเพียงจอมยุทธ์แข็งแกร่งเท่านั้นที่ทำให้มันเชื่องได้ ชายหนุ่มเก็บสมุนไพรผู้นี้เป็คนเก่งที่ซ่อนเร้นช่างไม่ธรรมดาเสียจริง” นางอดไม่ได้ที่จะพิจารณาฟ่านเสวี่ยหลีสักเล็กน้อยแต่พบว่าฟ่านเสวี่ยหลีไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ทว่ายิ่งเป็เช่นนี้นางก็ยิ่งระวังตัว
เซียงหนูขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “องค์หญิงเกรงว่าชายผู้นั้นแค่เจอกับจิ้งจอกตนนั้นโดยบังเอิญเท่านั้นที่อยู่ของพวกเราก็มีสิ่งมีชีวิตที่หายากยิ่งกว่าจิ้งจอกเก้าชีวิตไม่ใช่หรือยิ่งไปกว่านั้น สมุนไพรที่เขาเก็บก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”
นางมีนิสัยเย่อหยิ่ง โดยเฉพาะกับจอมยุทธ์ธรรมดาทั่วไป ไม่มีทางอยู่ในสายตาของนาง
ทันใดนั้น หญิงสาวชุดขาวก็นึกบางอย่างออกแล้วพึมพำออกมาว่า “ใช่แล้วโลหิตหัวใจของจิ้งจอกเก้าชีวิตสามารถขจัดสิ่งชั่วร้าย!”ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้นด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าฟ่านเสวี่ยหลีและพูดอย่างแ่เบาว่า“ิน่าคารวะคุณชาย” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับน้ำพุใสผุดขึ้นสู่พื้นดินแฝงด้วยความสง่างามราวกับดอกบัวที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางหุบเขาร้าง
“ข้าน้อยฟ่านเสวี่ยหลี แม่นางิน่ามีเื่อันใดหรือ”ฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินอย่างชัดเจนั้แ่แรกแล้วว่าเซียงหนูเรียกหญิงสาวผู้นี้ว่าองค์หญิงประกอบกับบุคลิกอันสูงส่งของนาง เขาจึงใช้มารยาทราชวงศ์ในการทักทายนาง
เมื่อเห็นท่าทางทำความเคารพอย่างสูงส่งของฟ่านเสวี่ยหลีิน่าก็เผยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย และรู้สึกใกล้ชิดยิ่งขึ้น “คุณชายฟ่านไม่ทราบว่าท่านยินดีสละจิ้งจอกขาวตัวนี้ให้ข้าได้หรือไม่ข้ายินดีแลกด้วยบัวหิมะพันภูผาสี่ต้นนี้ให้คุณชาย”
นางเปิดกล่องหยกในมือที่บรรจุบัวหิมะพันภูผา นอกจากต้นที่เพิ่งเด็ดมาเมื่อกี้ยังมีอีกสามต้นแต่ละต้นต่างส่งกลิ่นหอมนวลอย่างชัดเจนโดยที่ไม่อาจพรรณนาได้
ของเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าจิ้งจอกเก้าชีวิตเสียอีก
“จิ๊ด!”เมื่อจิ้งจอกน้อยได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าระแวงองค์หญิงิน่า ขนของมันพลันชี้ตั้งขึ้นด้วยความโกรธ
มันไม่ยอมเป็สินค้า ยิ่งไปกว่านั้นมันตั้งใจมาตอบแทนบุญคุณที่ฟ่านเสวี่ยหลีช่วยชีวิตมันเอาไว้
ฟ่านเสวี่ยหลีตบไหล่ของจิ้งจอกน้อยเบาๆ แล้วส่ายหน้าพูดว่า“แม่นางิน่าโปรดให้อภัยด้วย ข้าพบมันโดยบังเอิญ และมันยังเป็สหายของข้ามันควรจะอยู่ในดินแดนกว้างใหญ่เสรี หาใช่การถูกผูกมัดโดยมนุษย์”
เขาเชื่อว่า์มีเมตตาต่อเหล่าสรรพสัตว์ไม่ว่าจะเป็สิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามล้วนไม่ควรถูกผูกมัดสิ่งเหล่านี้เป็ความเข้าใจที่เขาได้รับจากการบ่มเพาะเพลิงสัจธรรมเมื่อพันปีก่อนแม้เพลิงสัจธรรมจะเป็สิ่งที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แต่มันกลับมีหัวใจแห่งความอ่อนโยน
“องค์หญิง!”เซียงหนูเอาตัวมาขวางตรงหน้าิน่า สำหรับนางแล้ว โลกมนุษย์ช่างโหดร้ายส่วนองค์หญิงก็ไร้เดียงสาโดยกำเนิด ซึ่งง่ายต่อการถูกทำร้าย ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังกล้าปฏิเสธคำขอขององค์หญิง ช่างใจกล้าเสียจริง!
ทันใดนั้น นางงอตัวเล็กน้อยราวกับเสือที่พร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อนำมาซึ่งจิตสังหารอันน่าเกรงขาม