ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 4 ทางเข้าสุสานปรากฏ 1/2

            รุ่งเช้าของวันที่ทางเข้าสุสานจะปรากฏ

            หลังจากนั้นแม้อูหลินเฟิงจะพยายามตามหาทรัพย์อสูรวารีสายเลือดพิเศษ แต่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจหามันได้เจอ  ต่อให้เป็นเต่าเศียรพยัคฆ์สายเลือดโบราณที่อาจารย์แนะนำ เขาก็ไม่อาจหามันพบจึงจำเป็นต้องถอดใจเรื่องการหาสัตว์อสูรวารีสายเลือดพิเศษ

    เมื่อรุ่งเช้าอูหลินเฟิงสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า ตอนนี้รอบๆเขตป่าหมอกมีผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าสองหมื่นคนทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ และยังมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นไปอีก แต่ละคนยังเป็นนักสู้ระดับห้าขึ้นไปทั้งนั้น เรียกได้ว่านักสู้ระดับกลางและสูง ผู้ใช้กระบี่และผู้ใช้เพลงหมัด ต่างมารวมกันยังป่าร้อยปรากฏการณ์แห่งนี้

            " ดูเหมือนว่า ผู้ฝึกยุทธ์กระบี่และหมัดจะมารวมกัน มากขึ้นเรื่อยๆ"ไป๋หลันฮวากล่าว ตอนนี้คนที่มารอเข้าไปยังเขตป่าหมอกมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีบางคนใจร้อนเดินทางเข้าไปยัง เขตป่าหมอกทั้งแต่สองวันก่อนตั้งแต่ตอนที่หมอกยังไม่จางหายไป

            " เจ้าคิดว่าทางเข้าสุสานเทพกระบี่จะปรากฏออกมาเมื่อไหร่"เซี่ยชิงเอ๋อร์ถามอูหลินเฟิง วันนี้คือวันที่หมอกในเขตป่าหมอกจะหายไป เพียงแค่ตอนเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเต็มดวงหมอกก็หายไปเยอะจนหลายคนเริ่มทยอยเข้าไปในเขตป่าหมอกแล้ว หากชักช้าอาจโดนตัดหน้า มีผู้เข้าไปสุสานเทพกระบี่ก่อนก็ได้

            "ใจเย็นๆ เก็บแรงเอาไว้ก่อนเถอะ คุณหนูเซี่ยสุสานเทพกระบี่คงไม่ปรากฏออกมาง่ายๆ หรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ช่วงเช้าหรือบ่ายแน่นอน"อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ เขาได้เดินไปนั่งข้างต้นไม้ริมทะเลสาบอย่างสบายใจ

            "เหตุใดถึงมั่นใจขนาดนั้น"ไป๋หลันฮวา ถามออกมาเมื่อเห็นท่าทางมั่นใจของอีกฝ่าย

            " อย่างแรก ปรากฏการณ์ที่หมอกจางหายไปจากเขตป่าหมอก ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ย่อมเกิดมาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง เพราะว่าช่วงนี้ย่อมเป็นช่วงที่ สามารถหาทรัพยากรที่ต้องการในป่าหมอกได้อย่างง่ายดาย แต่ว่าเวลาที่ผ่านกลับไม่มีคนค้นพบทางเข้าสุสานของเทพกระบี่คงหมิงแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นทางเข้าสุสานเทพกระบี่ต้องปรากฏออกมาภายใต้เงื่อนไงบางอย่างนอกเหนือจากวันที่ไร้หมอก

    พวกท่านสองคนรู้จักประวัติของเทพกระบี่คงหมิงหรือไม่"อูหลินเฟิง กลับเลือกตอบคำถามด้วยคำถามแทน

            " เขาคือเทพกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด"เซี่ยชิงเอ๋อร์ตอบ แม้ทางจะศึกษาเรื่องของเทพกระบี่มาบ้างแค่ว่านอกจากประวัติของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาแล้วนางไม่รู้ประวัติของเทพกระบี่คนอื่นมากนัก รู้เพียงแต่ว่าเป็นเทพกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปปราณฟ้า แต่เหนือกว่าเทพกระบี่ของทวีปอื่นด้วยเช่นกัน

            " เทพกระบี่คงหมิง คือผู้ได้ฉายาว่าเทพกระบี่สิบฉายา เนื่องจากเขามีพรสวรรค์อันหลากหลาย และฉายาเทพกระบี่สิบฉายานี้ ได้มาเพราะก่อนเขาจะเป็นเทพกระบี่มีสิบเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้รับสิบฉายาที่แตกต่างกัน"กลับเป็นไป๋หลันฮวาที่ไม่ใช่มือกระบี่ แค่ว่ากลับสามารถบอกประวัติของกระบี่คงหมิงได้

            "ถูกต้อง ในฉายาทั้งสิบ หนึ่งในนั้นคือเจ้าแห่งค่ายกลคงหมิง และ หนึ่งในค่ายกลสร้างชื่อ ที่เขาเคยใช้คือค่ายกลกระบี่แสงจันทร์ ที่ต้องอาศัยแสงจันทร์ในคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวง และ คืนนี้เองก็จะมีพระจันทร์เต็มดวงเช่นกัน"อูหลินเฟิงกล่าวจบพร้อมกับมองไปบนฟ้า

            "แบบนี้เอง สุสานจะปรากฏออกมาในคือจันทร์เต็มด้วย...อาศัยเพียงสองเงื่อนไงนี้จะซ่อนสุสานได้นานขนานนี้เลยงั้นหรือ"ไป๋หลันฮวากล่าวถาม อาศัยสองอย่างนี้อย่างน้อยต้องมีคนเคยพบบ้าง

            "เพียงแค่รอให้วันพระจันทร์เต็มดวงตรงกับวันไร้หมอกก็มีเพียงหนึ่งวันในรอบสิบปีแล้ว ท่านอย่าลืมว่าข้างเขตป่าหมอก เป็นเขตป่าฝน หากว่าแม้ปีที่ผ่านมาวันพระจันทร์เต็มดวงจะไปตรงกับวันที่ไร้หมอกแต่หากมีเมฆฝนจากเขตป่าฝนลอยมาบดบังแสงจันทร์ สุสานย่อมไม่ปรากฏ จึงสามารถซ่อนสุสานได้นานถึงขนาดนี้ เป็นปราการธรรมชาติที่เกือบสมบูรณ์แบบ

            แต่ปีนี้เมฆฝนจากเขตป่าฝนก็ไม่มี เป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งที่สุดในรอบหลายร้อยปี สุสานย่อมปรากฏออกมาตอนกลางคืนที่มีแสงจันทร์แน่นอน พวกท่านพักเอาแรงเถอะ"อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมๆ กับนอนพิงต้นไม้ มองไปยังป่าเมฆฝนที่ตอนนี้มีคนเริ่มต่อสู้กัน หลังจากบางคนนำกระบี่โจมตีไปยังพื้นดินคิดว่าทางเข้าสุสานจะถูกฝังไว้ใต้ดิน เมื่อบางคนแทงโดนบางอย่าง มักจะตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้นทำให้โดนโจมตีจากคนที่อยู่ข้างๆ เกิดการต่อสู้ขึ้นหลายจุดในพื้นที่ป่าหมอก

    อูหลินเฟิงได้บอกถึงการคาดเดาเงื่อนไขการปรากฏทางเข้าสุสานแก่น้องชายและลี่เจียงผ่านยันต์เช่นกัน สถาบันร้อยศาสตราจึงยังไม่ได้เข้าร่วมการค้นหาทางเข้า และยังมีอีกสายกลุ่มที่ศึกษาประวัติของเทพกระบี่คงหมิง สามารถคาดเดาเงื่อนไขของการเกิดทางเข้าสุสานได้เช่นกัน

            "เข้าใจแล้ว"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางยอมรับความคิดของอูหลินเฟิงได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าอีกฝ่ายมีความรู้รอบตัวมากกว่านาง

            “เหมือนว่าเจ้าจะมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์มากทีเดียว” ไป๋หลันฮวากล่าว แม้นางจะรู้เรื่องฉายาของเทพกระบี่คงหมิง แต่ก็ไม่ได้รู้ถึงขนาดว่า ฉายาทั้งสิบมีอะไรบ้าง และเทพกระบี่คงหมิงถนัดค่ายกลอะไร

            “เพราะว่าตั้งแต่เด็กจนถึงราวๆ หนึ่งปีก่อน ร่างกายของข้าอ่อนแอจนไม่อาจฝึกยุทธ์ได้ จึงชอบอ่านหนังสือต่างๆ พวกหนังสือประวัติศาสตร์ข้าเองก็ชื่นชอบเช่นกัน จึงพอมีความรู้ติดตัวไว้บ้าง” อูหลินเฟิงกล่าว แต่นั่นกลับสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ฟังอย่างมาก

            “หนึ่งปี?? จะบอกว่าจะฝึกเพียงหนึ่ง ปีก็สามารถมาถึงระดับหกได้แล้วอย่างนั้นหรือ” ไป๋หลันฮวาถามออกมาอย่างตกใจหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอูหลินเฟิง

            “ที่อ่อนแอมีเพียงแค่ร่างกาย แต่ว่าข้ามีความสามารถด้านพลังจิตและพลังวิญญาณตั้งแต่เกิด แม้ไม่อาจฝึกฝนระดับชั้นกาย แต่ว่าระดับชั้นจิตและระดับชั้นวิญญาณข้าสามารถฝึกฝนได้อย่างดี เมื่อร่างกายของข้าถูกรักษาจนหาย เพียงเดินลมปราณครั้งแรกก็บรรลุลมปราณระดับสามขั้นต้นทันที” อูหลินเฟิงกล่าว เขาจำเป็นต้องโกหกเรื่องการฝึกระดับพลังวิญญาณและพลังจิต เพราะว่าพลังทั้งสองของเขาสามารถฝึกได้หลังจากที่วิญญาณได้กลับมารวมกันอีกครั้ง หากนับรวมๆ กันแล้วไม่ว่าจะเป็นลมปราณพลังจิตหรือพลังวิญญาณ เขายังฝึกฝนได้ไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ แต่หากให้พูดออกไปคนที่จะเชื่อเรื่องนี้ย่อมมีไม่มาก

            “ถ้าแบบนั้นก็เข้าใจได้ หลังจากที่โคจรพลังลมปราณได้แล้ว ระดับลมปราณจึงถูกระดับชั้นจิตและระดับชั้นวิญญาณที่มากกว่าดึงขึ้นจนเหมือนว่าสามารถฝึกลมปราณได้อย่างรวดเร็ว” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างเข้าใจ นางเองก็รู้เรื่องระดับชั้นทั้งสามเป็นอย่างดี

            “คิดจะเข้าไปห้ามหรือไม่ หากปล่อยไว้ การสังหารกันเองของจอมยุทธ์ในทวีป ย่อมเข้าทางของแดนจันทราโลหิต” ไป๋หลันฮวาถาม หลังจากจ้องมองไปยังเขตป่าหมอก ที่ตอนนี้หมอกภายในป่าได้หายไปจนหมดแล้ว ได้มีผู้ฝึกยุทธ์หลายคนที่ไม่อาจคิดเงื่อนไขการปรากฏของทางเข้าสู่ศาล ต่างพยายามตามหาทางเข้ากันอย่างบ้าคลั่ง ถึงขณะที่ตอนนี้ได้เกิดการต่อสู้จนมีคนตกตายภายในเขตป่าหมอกแล้ว

            “คิดว่าหากเข้าไปห้ามแล้วคนพวกนั้นจะฟังข้างั้นเหรอ พวกนั้นคงคิดว่าข้าอยากจะหาทางเข้าให้ได้ก่อนก็แค่นั้น” อูหลินเฟิงกล่าว หนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรประมาทที่สุดในโลกใบนี้ก็คือความโลภของคน

            “ถูกของเขา  ต่อให้เป็นข้าไปพูดเองพวกนั้นก็คงไม่ฟัง ปล่อยให้พวกนั้นสังหารกันเองลดจำนวนคนที่จะเข้าไปยังสุสานยังจะดีกว่า” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว

    “เรื่องจำนวนนั้นท่านไม่ต้องห่วง ข้าคิดว่าคนที่จะสามารถเข้าไปได้ มีไม่มากนักหรอก  ต่อให้จะมีผู้ฝึกยุทธ์มารวมตัวกันนับหมื่นคนก็ตาม” อูหลินเฟิงกล่าว

            “หมายความว่าอย่างไรกัน” ไป๋หลันฮวาถาม

            “หนังสือที่ข้าเคยอ่าน มีเรื่องของสุสานเทพที่ถูกค้นพบแล้ว หลายๆสุสานของเทพหรือมารในอดีตมักจะมีบททดสอบ หรือ เลือกผู้ที่จะเข้าไปภายในสุสาน ไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะสามารถเข้าไป” อูหลินเฟิงกล่าวเขาเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุสานเทพเช่นกัน เขาได้จ้องมองไปยังเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่มองเขาอย่างสงสัย

            “สุสานของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาย่อมไม่มีบททดสอบ เพราะมรดกของเขาทุกสิ่งทุกอย่างได้มอบให้กับพรรคสิบกระบี่ที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นเอง แต่อย่างครั้งที่สุสานของเทพกระบี่ดอกเหมย  หลี่เหยมฮวา ถูกค้นพบเทพกระบี่หลี่เหยมฮวาได้ทิ้งเศษเสี้ยวพลังของตนเองสร้างเงื่อนไขการเข้าสุสานว่า ผู้ที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นสตรีเท่านั้น เรียกได้ว่าในขณะนั้นจากคนทั้งหมดที่ไปหาโชคมีเพียงจำนวนหนึ่งในร้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ ข้าคิดว่าสุสานของเทพกระบี่คงหมิงเองสมควรจะมีค่ายกลหรือเศษเสี้ยวเจตจำนง สร้างเงื่อนไขการเข้าไปภายในสุสานไว้ แต่เกรงว่าก่อนที่จะรู้เงื่อนไขนั้น การฆ่าฟันที่เกิดขึ้นตอนนี้คงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างเสียดาย แม้เขาจะต้องการเข้าไปห้ามไม่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่แดนจันทราโลหิตต้องการ แต่เพียงคำพูดของเขาย่อมไม่อาจทำให้ผู้ที่เต็มไปด้วยความโลภเข้าใจได้

            “อย่างนี้นี่เอง” ไป๋หลันฮวากล่าวออกมาเมื่อเข้าใจ ตอนนี้นางนึกชมเชยความฉลาดของอีกฝ่ายยิ่งนัก กลายเป็นว่าไม่ว่าจะถามเรื่องอะไร อูหลินเฟิงต่างสามารถตอบได้อย่างง่ายดาย

            “แบบนี้เราคงจะต้องรอจนกว่าจะกลางคืนสินะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว

            “ถูกต้อง ตอนนี้พวกเราสมควรพักเอาแรงให้ได้มากที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่ทางเข้าสุสานปรากฏออกมา พวกเราจะหาทางเข้าไปให้เร็วที่สุด โดยที่ต้องสูญเสียพลังของกลุ่มให้ได้น้อยที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าภายในสุสานจะมีบททดสอบอะไรรออยู่” อูหลินเฟิงกล่าว

            เขาได้หลับตาแล้วนอนพิงลงไปยังต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วอูหลินเฟิงได้เพ่งสมาธิไปยังชิกิงามิรูปแบบวิหคทั้งสิบ สำรวจรอบๆ กลุ่มคนที่เขาสังเกตเป็นพิเศษคือกลุ่มที่ยังไม่ยอมเข้าไปในเขตป่าหมอก แต่อยู่รอบนอกเพื่อรอเวลา นอกจากกลุ่มของสถาบันร้อยศาสตราแล้ว ยังมีคนอีกราวๆ สิบสามกลุ่มใหญ่และอีกหลายคนที่ เหมือนจะมาคนเดียว อยู่นิ่งๆ ไม่ยอมเคลื่อนไหว คิดว่าคนพวกนี้เองน่าจะสามารถคาดเดาช่วงเวลาที่สุสานจะปรากฏ แต่ละคนที่หยุดรอนั้นระดับสูงสุดที่สามารถรับรู้ได้คือชนชั้นจักรพรรดิชั้นต้น ส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักระดับสูงต่างๆ

            ‘เจอแล้ว’ อูหลินเฟิงคิดในใจ นอกจากที่เขาจะใช้ชิกิงามิมองดูสถานการณ์โดยรอบแล้ว เขายังใช้เนตรวิญญาณเพ่งมองดวงวิญญาณของแต่ละคนพบว่าผู้ที่มีดวงวิญญาณบิดเบี้ยว มีโอกาสที่จะเป็นอสุรกายโลหิตแฝงตัวมามีจำนวนทั้งสิ้นสี่คน สองในสี่ยังเป็นถึงผู้อาวุโสของ สถาบันร้อยศาสตราและพรรคสิบกระบี่ อสุรกายโลหิตถึงกับสามารถแฝงตัวไปในสิบยอดสำนักได้แล้ว  ไม่แน่ว่าตอนนี้ภายในสิบยอดสำนักอื่นๆ เองก็อาจจะมีอสุรกายโลหิตแฝงตัวเข้ามาเหมือนกันก็ได้ ในครั้งแรกที่เห็นกลุ่มของสถาบันร้อยศาสตราเขาไม่ได้เห็นผู้อาวุโสคนนี้อยู่ในกลุ่มด้วย

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน