“ใต้เท้าสามารถสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในระแวกนั้นได้เลยเจ้าค่ะ ข้าเป็นผู้ฟาดไม้ใส่หัวขโมยจริง ๆ ถ้าข้าไม่ทำท่านแม่จะต้องถูกหัวขโมยใช้มีดแทงจนเสียชีวิต น้องชายกับน้องสาวฝาแฝดของข้าเพิ่งอายุได้สามขวบ ขาดท่านแม่ไปชีวิตของพวกเราที่ลำบากอยู่แล้วต้องลำบากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว”
เพื่อนบ้านในระแวกนั้นต่างส่งเสียงบอกว่าที่นางกล่าวมาเป็นเรื่องจริง มิได้บิดเบือนคำให้การแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าจงบอกมาว่าเข้าไปในบ้านของผู้อื่นยามวิกาลเพราะเหตุใด” หันหน้าไปยังหัวขโมยทั้งสองที่ยังมีชีวิตอยู่ “หากกล่าวเท็จแม้แต่คำเดียวโทษของพวกเจ้าจะเพิ่มอีกสิบเท่า”
โจรทั้งสองนั่งตัวสั่นเทาเกรงกลัวบทลงโทษ พวกตนกระทำการลักเล็กขโมยน้อยในตรอกชาวบ้านที่ยากจนมาหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแจ้งความจึงได้ใจ ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเขาล้วนไม่อยากวุ่นวายแต่ครั้งนี้เกิดเหตุใหญ่พวกตนถึงได้ซวย
“พวกเราหิวจึงคิดจะเข้าไปขโมยข้าวสารขอรับ”
“คิดจะไปขโมยข้าวสาร? เจ้าเห็นว่าข้าหลอกง่ายเพียงนั้นเลยหรือ” ใต้เท้าจิ่นส่งสายดุดันให้กับหัวขโมย “เจ้าให้การเท็จแล้วหนึ่งครั้ง โทษเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า”
“ข้าน้อยกล่าวความจริงนะขอรับ”
“ประวัติลักเล็กขโมยน้อยของพวกเจ้านั้นโชกโชนทีเดียว ต่อให้ถูกแขวนคอประจานอยู่หน้ากำแพงเมืองก็ไม่เพียงพอต่อความผิด”
“ใต้เท้าโปรดอภัยให้พวกข้าด้วย” ทั้งสองรีบโขกศีรษะร้องขอชีวิตเมื่อได้ยินว่าจะถูกแควนคอประจานหน้ากำแพงเมือง ร่างกายสั่นเทาจนแทบคุกเข่าต่อไม่ไหว
“หากอยากให้ข้าลดโทษให้ก็สารภาพมาแต่โดยดีว่าเข้าไปในบ้านลี่ยามวิกาลเพราะเหตุใด”
“พวกข้าต้องการเข้าไปขโมยเงินขอรับ” หนึ่งในหัวขโมยยอมรับสารภาพ
“บ้านลี่นั้นยากจนกว่าบ้านหลังอื่น เหตุใดถึงคิดเข้าไปขโมยเงิน”
“เมื่อวานข้าเห็นเด็กน้อยบ้านลี่อยู่กับพวกเศรษฐีที่ชนะการประลอง พวกเขาได้เงินเดิมพันกลับไปเป็นแสนก้วน พวกข้าจึงคิดว่าเด็กบ้านลี่น่าจะได้รับส่วนแบ่ง จึงแอบลักลอบเข้าไปขโมยขอรับ”
“พวกเจ้าไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยสักนิด กฎหมายคงไม่อยู่ในสายตาเลยสินะ ชาวบ้านเดือดร้อนมากพอแล้วแต่พวกเจ้าขี้เกียจสันหลังยาวไม่ยอมทำงานทำการ ยังซ้ำเติมพวกเขาโดยการลักเล็กขโมยน้อย”
ใต้เท้าจิ่นปวดหัวกับพวกขี้เกียจทำงาน และยังชอบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น
“พวกเจ้าลักเล็กขโมยน้อยและท้าทายกฎหมายเกือบยี่สิบครั้งแล้ว หากไม่ลงโทษเจ้าให้เป็นเยี่ยงอย่าง ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองคงไม่เคารพกฎหมาย”
ประวัติทั้งหมดของหัวขโมยพวกนี้ทำให้จิ่นเชาจำต้องลงโทษเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่าง แม้จะเป็นการลักขโมยเล็กน้อยแต่ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง
“ตัดมือด้านซ้ายของทั้งสอง จำคุกเป็นระยะเวลาห้าปี” โยนแผ่นไม้ลงต่อหน้าหัวขโมยทั้งสอง
“ส่วนเจ้า” หันหน้าไปทางเด็กหญิงตัวอ้วน “ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่เพื่อปกป้องบุพการีและทรัพย์สินจำต้องลงมือกระทำเช่นนั้น รับโทษโบยสามครั้ง”
ชาวบ้านต่างพึงพอใจกับการตัดสิน โจรทั้งสองถูกตัดมือและจำคุกห้าปี ระหว่างจำคุกไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปใช้แรงงานที่ใดบ้าง ส่วนเด็กน้อยที่ลงมือฟาดหัวขโมยที่จะสังหารมารดาของนางจนตาย ถูกโบยเพียงสามครั้งถือว่าท่านเจ้าเมืองเมตตาต่อเด็ก เพราะถึงอย่างไรนางก็ฆ่าคนตายต่อให้พวกนั้นจะเป็นขโมยก็ตาม
ลี่มี่กับท่านย่าของนางกอดกันร้องไห้เมื่อคำตัดสินออกมา พวกนางไม่ต้องติดคุก รับโทษโบยเพียงสามครั้งลี่มี่ไม่คิดว่ามันหนักหนาอันใด
จ้าวลู่ชิงสัมผัสได้ว่าอี้หมัวมัวมีอาการกระสับกระส่ายแปลก ๆ แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปากถามก็ได้ยินเสียงอี้หมัวมัวดังขึ้นเสียก่อน
“เสี่ยวหนาน” อี้หมัวมัวจ้องตาไม่กระพริบพอเห็นคนที่นางเรียกหันกลับมาก็น้ำตาไหลพราก
นั่นคือน้องสาวของนางจริง ๆ สินะ แม้น้องสาวจะชรามากเพียงใดนางก็จำได้ น้องสาวของนางจะมีใบหน้าเหมือนท่านแม่ ขนาดยามมีอายุใบหน้ายังคล้ายคลึงกับท่านแม่อย่างกับถอดแบบกันมา
อี้หมัวมัวถลาเข้าไปจับมืออี้ซื่อ “ข้าเอง เสี่ยวเหมย พี่สาวของเจ้า” แหวกม่านของหมวกให้เห็นใบหน้า
“พี่สาว”
อี้ซื่อร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นหน้าพี่สาวที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบหก ใบหน้าของพี่สาวนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เค้าโครงเดิมยังเหมือนตอนเป็นสาว
--------------------------------------------------
จ้าวลู่ชิงพาอี้หมัวมัวกลับมาบ้านลี่ นางมองเด็กน้อยลี่มี่ที่กำลังกระโดดโลดเต้นกับน้องชายด้วยความแปลกใจกับร่างกายของเด็กคนนี้
“คุณหนู ข้าคิดว่านางแข็งแรงเกินมนุษย์มากนะเจ้าคะ”
ซูเจินอึ้งกับสิ่งที่เห็น เด็กคนนี้ถูกโบยสามครั้งไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาและยังวิ่งเล่นเหมือนไม่เป็นอะไร ถ้าเด็กคนอื่นคงนอนซมอยู่บนเตียง
“หนังเด็กคนนี้น่าจะหนากว่าคนทั่วไป น้องชายนางก็เหมือนกัน ขนาดมีผ้าพันแผลบริเวณเท้าอยู่ยังวิ่งเล่นได้” โม่เอินนิ่งมาตลอดยังอดคิดไม่ได้ว่าเด็กสองคนนั้นแตกต่างจากเด็กทั่วไป
อี้หมัวมัวกับน้องสาวนั่งกอดกันร้องไห้
“ข้านึกว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว”
อี้ซื่อยกมือหยาบกระด้างเช็ดน้ำตาบนใบหน้า พี่สาวของนางหนีออกจากบ้านหลายปีมากแล้ว พวกตนไม่เคยได้ข่าวคราวเลยสักนิด แม้ท่านพ่อกับบรรดาพี่ชายของนางจะออกตามหาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ข่าว
“เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” จับมือน้องสาวเอาไว้แน่น
“มือของท่านนุ่มราวกับฝ้าย ดูมือของข้าสิ” ซ่อนมือหยาบกระด้างเอาไว้ด้านหลัง พี่สาวของนางยังคงงดงามเหมือนวันวาน
“ข้าไม่ได้ทำงานหนักจะเทียบเจ้าได้อย่างไร เหตุใดชีวิตของเจ้าถึงได้รันทดนัก” ฟังเรื่องราวชีวิตของน้องสาวที่ต้องเสียสามีและบุตรชายคนเดียวไปก็หวนนึกถึงชีวิตตนเอง
“หรือว่าชีวิตสตรีบ้านเราจะต้องคำสาป” พี่สาวนางก็สูญเสียสามีและบุตรชายไปมิใช่หรือ
“เจ้าอย่าได้กล่าวเหลวไหล มนุษย์มีเวียนว่ายตายเกิด มิได้เกี่ยวอันใดกับต้องคำสาป”
“แล้วเหตุใดพวกเราถึงได้อาภัพนัก”
“เจ้ายังมีลูกสะใภ้ที่ดีและยังมีหลานอีกหลายคน เพียงเท่านี้ก็ดีมากพอแล้ว” ชีวิตนางแม้แต่ลูกสะใภ้ก็ยังไม่เคยมีเพราะบุตรชายนางเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก
“พี่สาว ท่านยกโทษให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ไหม ตอนที่ท่านหนีออกจากบ้านทั้งสองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ หากพวกข้าไม่เกลี่ยกล่อมว่าท่านจะกลับมาท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่มีชีวิตอยู่ ที่พวกท่านฝืนอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อรอให้ท่านกลับไปหา”
แม้ว่านางจะได้สามีอยู่ในเมืองก็คอยตามข่าวที่บ้านเสมอ แต่ละเดือนพี่ชายจะเดินทางนำผลผลิตที่รวบรวมได้มาขายที่นี่ พร้อมกับบอกข่าวบิดามารดาให้นางฟัง
“ข้ารู้ว่าท่านยังคงโกรธกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ยามนั้นท่านพ่อกับท่านแม่ถูกบ้านคนเลวพวกนั้นข่มขู่ หากไม่ยกท่านให้แต่งงานกับคนบ้านนั้น พวกมันจะฆ่าครอบครัวเราทุกคน ท่านพ่อกับท่านแม่หวาดกลัวอำนาจของพวกมัน
แต่พอท่านหนีออกจากบ้านท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่งคิดได้ว่าไม่สมควรทำอย่างนั้น ขนาดคนบ้านนั้นมาหาเรื่องท่านพ่อกับท่านแม่ยังต่อสู้จนเลือดตาแทบกระเด็น”
“เอาล่ะเจ้าไม่ต้องพูดให้มากความ ถึงอย่างไรเรื่องมันก็นานมากแล้ว จะโกรธกันไปจนตายก็คงเป็นไปไม่ได้ ข้ากำลังหาเวลาว่างเพื่อกลับบ้าน” เพียงรู้ว่าบุพการีทั้งสองมีชีวิตอยู่นางก็พอใจมากแล้ว เรื่องในอดีตนางโยนทิ้งนานแล้ว
“ท่านจะกลับบ้านจริง ๆ หรือ” อี้ซื่อยิ้มจนตีนกาเด่นชัด
“อืม วันที่ข้ากลับบ้าน ข้าจะขอให้คุณหนูรับเจ้ากลับไปด้วย”
“จริงสิ คุณหนูของท่านเป็นใคร ทำไมถึงได้นั่งรถม้าของจวนอ๋อง”
“เจ้าอย่าถามให้มากความ”
“เจ้าค่ะ” อี้ซื่อยกมือขึ้นปิดปาก
อี้หมัวมัวเผยรอยยิ้มกว้าง น้องสาวของนางยังเหมือนเด็กน้อยในวันวาน เวลาทำผิดจะยกมือขึ้นปิดปาก
“พวกเจ้ามานี่” อี้ซื่อเรียกลูกสะใภ้กับหลานมาทำความรู้จักกับพี่สาวของนาง
ลี่มี่มองสตรีตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามเพื่อไขความกระจ่าง
“ท่านย่าของข้าเป็นน้องของท่านจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
“ใช่น่ะสิ” อี้หมัวมัวพยักหน้าตอบ
“เหตุใดท่านย่าของข้าถึงได้แก่กว่าท่าน”
“เสี่ยวมี่” เส้าซื่อรีบปิดปากลูกสาว “เจ้าเด็กน่าตายผู้นี้ เหตุใดถึงได้ปากเสียนักนะ”
“ข้าแค่พูดเรื่องจริง ท่านย่าใหญ่ยังดูเด็กกว่าท่านแม่อีกด้วย ท่านย่ากับท่านแม่แก่เกินไป”
“เจ้าเด็กตัวเหม็น ผู้ใดสั่งสอนให้เจ้ากล่าวเช่นนี้” เส้าซื่อยกมือเตรียมจะฟาดก้นบุตรสาว
“โอ๊ย! ข้าเจ็บหลัง” ลี่มี่ยกมือขึ้นพยุงหลัง วิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังอี้หมัวมัวแล้วขอความช่วยเหลือ
“ท่านย่าใหญ่ช่วยเด็กน้อยน่าสงสารอย่างข้าด้วยเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าพอเถอะ” อี้หมัวมัวยกมือห้ามปราม ก้มลงมองเด็กตัวอ้วนที่ชอบทำให้ผู้อื่นมีโทสะ แม้ว่าที่นางกล่าวมาจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
“นางเป็นเด็กดื้อรั้น ข้าเหนื่อยที่จะดุด่านางเต็มทน” อี้ซื่อเท้าสะเอวเหนื่อยใจกับหลานสาว
จ้าวลู่ชิงกับบ่าวรับใช้นั่งมองเด็กลี่มี่
“นางแสบมากเลยเจ้าค่ะ หากข้าเป็นแม่ของนางคงโกรธวันละหลายรอบ” ซูเซียงเห็นฤทธิ์ของเด็กคนนี้แล้วต้องยกนิ้วให้
“นางเป็นเด็กตรงไปตรงมา แม้บางครั้งความจริงที่นางกล่าวออกมาจะไม่น่าฟังก็ตาม”
“ข้าก็คิดเหมือนนาง อี้หมัวมัวยังดูอ่อนวัยกว่าน้องสาวเสียอีก” ซูเจินเห็นด้วยกับที่ลี่มี่กล่าว
“จะเอามาเปรียบกันมิได้ น้องสาวของอี้หมัวมัวนั้นใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น อดมื้อกินมื้อ พยายามดิ้นรนหาเงินมาเลี้ยงหลานสี่คน เจ้าคิดว่าชีวิตแบบนี้สบายนักหรือ”
“ที่คุณหนูกล่าวมานั้นถูกต้อง” ซูเซียงเห็นด้วย พร้อมกับอยากรู้ว่า “คุณหนูจะพาอี้หมัวมัวกลับบ้านเมื่อไหร่เจ้าคะ”
“อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็น่าจะกลับได้แล้วล่ะ”
“อี้หมัวมัวคงคิดถึงบ้านมากแน่” ซูเซียงนับถืออี้หมัวมัวเสมือนมารดาจึงอยากให้อี้หมัวมัวมีความสุข
ลี่มี่กับลี่จินวิ่งมาเล่นกับพวกจ้าวลู่ชิง
“เสี่ยวมี่ พี่สาวขอดูแผลที่หลังเจ้าได้หรือไม่” จ้าวลู่ชิงอยากเห็นแผลที่นางโดนโบย อยากรู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กคนนี้ถึงไม่มีอาการเจ็บปวด
ลี่มี่มิได้เขินอายหันหลังกำลังจะเลิกเสื้อขึ้นแต่ถูกจ้าวลู่ชิงหยุดยั้งเอาไว้เสียก่อน
“พวกเราเข้าไปดูด้านในห้องกันเถอะ”
“ได้เจ้าค่ะ” ลี่มี่จูงมือไปยังห้องนอนของนาง
จ้าวลู่ชิงมองแผ่นหลังของเด็กน้อยที่มีรอยแดงเล็กน้อย นางเห็นกับตาว่าเจ้าหน้าที่โบยแรงพอสมควร เหตุใดแผ่นหลังของนางถึงไม่เป็นอะไร พอถามว่าเจ็บหรือไม่เด็กคนนี้ก็บอกว่าไม่เจ็บ
นี่มันคนเหล็กหรืออย่างไร จ้าวลู่ชิงหัวเราะภายในใจกับความแปลกประหลาดของเด็กคนนี้