จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 181 ลงโทษหัวขโมย

    “ใต้เท้าสามารถสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในระแวกนั้นได้เลยเจ้าค่ะ ข้าเป็นผู้ฟาดไม้ใส่หัวขโมยจริง ๆ ถ้าข้าไม่ทำท่านแม่จะต้องถูกหัวขโมยใช้มีดแทงจนเสียชีวิต น้องชายกับน้องสาวฝาแฝดของข้าเพิ่งอายุได้สามขวบ ขาดท่านแม่ไปชีวิตของพวกเราที่ลำบากอยู่แล้วต้องลำบากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว”

    เพื่อนบ้านในระแวกนั้นต่างส่งเสียงบอกว่าที่นางกล่าวมาเป็นเรื่องจริง มิได้บิดเบือนคำให้การแม้แต่น้อย

    “พวกเจ้าจงบอกมาว่าเข้าไปในบ้านของผู้อื่นยามวิกาลเพราะเหตุใด” หันหน้าไปยังหัวขโมยทั้งสองที่ยังมีชีวิตอยู่ “หากกล่าวเท็จแม้แต่คำเดียวโทษของพวกเจ้าจะเพิ่มอีกสิบเท่า”

    โจรทั้งสองนั่งตัวสั่นเทาเกรงกลัวบทลงโทษ พวกตนกระทำการลักเล็กขโมยน้อยในตรอกชาวบ้านที่ยากจนมาหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแจ้งความจึงได้ใจ ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเขาล้วนไม่อยากวุ่นวายแต่ครั้งนี้เกิดเหตุใหญ่พวกตนถึงได้ซวย

    “พวกเราหิวจึงคิดจะเข้าไปขโมยข้าวสารขอรับ”

    “คิดจะไปขโมยข้าวสาร? เจ้าเห็นว่าข้าหลอกง่ายเพียงนั้นเลยหรือ” ใต้เท้าจิ่นส่งสายดุดันให้กับหัวขโมย “เจ้าให้การเท็จแล้วหนึ่งครั้ง โทษเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า”

    “ข้าน้อยกล่าวความจริงนะขอรับ”

    “ประวัติลักเล็กขโมยน้อยของพวกเจ้านั้นโชกโชนทีเดียว ต่อให้ถูกแขวนคอประจานอยู่หน้ากำแพงเมืองก็ไม่เพียงพอต่อความผิด”

    “ใต้เท้าโปรดอภัยให้พวกข้าด้วย” ทั้งสองรีบโขกศีรษะร้องขอชีวิตเมื่อได้ยินว่าจะถูกแควนคอประจานหน้ากำแพงเมือง ร่างกายสั่นเทาจนแทบคุกเข่าต่อไม่ไหว

    “หากอยากให้ข้าลดโทษให้ก็สารภาพมาแต่โดยดีว่าเข้าไปในบ้านลี่ยามวิกาลเพราะเหตุใด”

    “พวกข้าต้องการเข้าไปขโมยเงินขอรับ” หนึ่งในหัวขโมยยอมรับสารภาพ

    “บ้านลี่นั้นยากจนกว่าบ้านหลังอื่น เหตุใดถึงคิดเข้าไปขโมยเงิน”

    “เมื่อวานข้าเห็นเด็กน้อยบ้านลี่อยู่กับพวกเศรษฐีที่ชนะการประลอง พวกเขาได้เงินเดิมพันกลับไปเป็นแสนก้วน พวกข้าจึงคิดว่าเด็กบ้านลี่น่าจะได้รับส่วนแบ่ง จึงแอบลักลอบเข้าไปขโมยขอรับ”

    “พวกเจ้าไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยสักนิด กฎหมายคงไม่อยู่ในสายตาเลยสินะ ชาวบ้านเดือดร้อนมากพอแล้วแต่พวกเจ้าขี้เกียจสันหลังยาวไม่ยอมทำงานทำการ ยังซ้ำเติมพวกเขาโดยการลักเล็กขโมยน้อย”

    ใต้เท้าจิ่นปวดหัวกับพวกขี้เกียจทำงาน และยังชอบสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

    “พวกเจ้าลักเล็กขโมยน้อยและท้าทายกฎหมายเกือบยี่สิบครั้งแล้ว หากไม่ลงโทษเจ้าให้เป็นเยี่ยงอย่าง ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองคงไม่เคารพกฎหมาย”

    ประวัติทั้งหมดของหัวขโมยพวกนี้ทำให้จิ่นเชาจำต้องลงโทษเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่าง แม้จะเป็นการลักขโมยเล็กน้อยแต่ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง

    “ตัดมือด้านซ้ายของทั้งสอง จำคุกเป็นระยะเวลาห้าปี” โยนแผ่นไม้ลงต่อหน้าหัวขโมยทั้งสอง

    “ส่วนเจ้า” หันหน้าไปทางเด็กหญิงตัวอ้วน “ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่เพื่อปกป้องบุพการีและทรัพย์สินจำต้องลงมือกระทำเช่นนั้น รับโทษโบยสามครั้ง”

    ชาวบ้านต่างพึงพอใจกับการตัดสิน โจรทั้งสองถูกตัดมือและจำคุกห้าปี ระหว่างจำคุกไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปใช้แรงงานที่ใดบ้าง ส่วนเด็กน้อยที่ลงมือฟาดหัวขโมยที่จะสังหารมารดาของนางจนตาย ถูกโบยเพียงสามครั้งถือว่าท่านเจ้าเมืองเมตตาต่อเด็ก เพราะถึงอย่างไรนางก็ฆ่าคนตายต่อให้พวกนั้นจะเป็นขโมยก็ตาม

    ลี่มี่กับท่านย่าของนางกอดกันร้องไห้เมื่อคำตัดสินออกมา พวกนางไม่ต้องติดคุก รับโทษโบยเพียงสามครั้งลี่มี่ไม่คิดว่ามันหนักหนาอันใด

    จ้าวลู่ชิงสัมผัสได้ว่าอี้หมัวมัวมีอาการกระสับกระส่ายแปลก ๆ แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปากถามก็ได้ยินเสียงอี้หมัวมัวดังขึ้นเสียก่อน

    “เสี่ยวหนาน” อี้หมัวมัวจ้องตาไม่กระพริบพอเห็นคนที่นางเรียกหันกลับมาก็น้ำตาไหลพราก

    นั่นคือน้องสาวของนางจริง ๆ สินะ แม้น้องสาวจะชรามากเพียงใดนางก็จำได้ น้องสาวของนางจะมีใบหน้าเหมือนท่านแม่ ขนาดยามมีอายุใบหน้ายังคล้ายคลึงกับท่านแม่อย่างกับถอดแบบกันมา

    อี้หมัวมัวถลาเข้าไปจับมืออี้ซื่อ “ข้าเอง เสี่ยวเหมย พี่สาวของเจ้า” แหวกม่านของหมวกให้เห็นใบหน้า

    “พี่สาว”

    อี้ซื่อร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นหน้าพี่สาวที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบหก ใบหน้าของพี่สาวนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เค้าโครงเดิมยังเหมือนตอนเป็นสาว

    --------------------------------------------------

    จ้าวลู่ชิงพาอี้หมัวมัวกลับมาบ้านลี่ นางมองเด็กน้อยลี่มี่ที่กำลังกระโดดโลดเต้นกับน้องชายด้วยความแปลกใจกับร่างกายของเด็กคนนี้

    “คุณหนู ข้าคิดว่านางแข็งแรงเกินมนุษย์มากนะเจ้าคะ”

    ซูเจินอึ้งกับสิ่งที่เห็น เด็กคนนี้ถูกโบยสามครั้งไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาและยังวิ่งเล่นเหมือนไม่เป็นอะไร ถ้าเด็กคนอื่นคงนอนซมอยู่บนเตียง

    “หนังเด็กคนนี้น่าจะหนากว่าคนทั่วไป น้องชายนางก็เหมือนกัน ขนาดมีผ้าพันแผลบริเวณเท้าอยู่ยังวิ่งเล่นได้” โม่เอินนิ่งมาตลอดยังอดคิดไม่ได้ว่าเด็กสองคนนั้นแตกต่างจากเด็กทั่วไป

    อี้หมัวมัวกับน้องสาวนั่งกอดกันร้องไห้

    “ข้านึกว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว”

    อี้ซื่อยกมือหยาบกระด้างเช็ดน้ำตาบนใบหน้า พี่สาวของนางหนีออกจากบ้านหลายปีมากแล้ว พวกตนไม่เคยได้ข่าวคราวเลยสักนิด แม้ท่านพ่อกับบรรดาพี่ชายของนางจะออกตามหาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ข่าว

    “เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” จับมือน้องสาวเอาไว้แน่น

    “มือของท่านนุ่มราวกับฝ้าย ดูมือของข้าสิ” ซ่อนมือหยาบกระด้างเอาไว้ด้านหลัง พี่สาวของนางยังคงงดงามเหมือนวันวาน

    “ข้าไม่ได้ทำงานหนักจะเทียบเจ้าได้อย่างไร เหตุใดชีวิตของเจ้าถึงได้รันทดนัก” ฟังเรื่องราวชีวิตของน้องสาวที่ต้องเสียสามีและบุตรชายคนเดียวไปก็หวนนึกถึงชีวิตตนเอง

    “หรือว่าชีวิตสตรีบ้านเราจะต้องคำสาป” พี่สาวนางก็สูญเสียสามีและบุตรชายไปมิใช่หรือ

    “เจ้าอย่าได้กล่าวเหลวไหล มนุษย์มีเวียนว่ายตายเกิด มิได้เกี่ยวอันใดกับต้องคำสาป”

    “แล้วเหตุใดพวกเราถึงได้อาภัพนัก”

    “เจ้ายังมีลูกสะใภ้ที่ดีและยังมีหลานอีกหลายคน เพียงเท่านี้ก็ดีมากพอแล้ว” ชีวิตนางแม้แต่ลูกสะใภ้ก็ยังไม่เคยมีเพราะบุตรชายนางเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก

    “พี่สาว ท่านยกโทษให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ไหม ตอนที่ท่านหนีออกจากบ้านทั้งสองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ หากพวกข้าไม่เกลี่ยกล่อมว่าท่านจะกลับมาท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่มีชีวิตอยู่ ที่พวกท่านฝืนอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อรอให้ท่านกลับไปหา”

    แม้ว่านางจะได้สามีอยู่ในเมืองก็คอยตามข่าวที่บ้านเสมอ แต่ละเดือนพี่ชายจะเดินทางนำผลผลิตที่รวบรวมได้มาขายที่นี่ พร้อมกับบอกข่าวบิดามารดาให้นางฟัง

    “ข้ารู้ว่าท่านยังคงโกรธกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ยามนั้นท่านพ่อกับท่านแม่ถูกบ้านคนเลวพวกนั้นข่มขู่ หากไม่ยกท่านให้แต่งงานกับคนบ้านนั้น พวกมันจะฆ่าครอบครัวเราทุกคน ท่านพ่อกับท่านแม่หวาดกลัวอำนาจของพวกมัน

    แต่พอท่านหนีออกจากบ้านท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่งคิดได้ว่าไม่สมควรทำอย่างนั้น ขนาดคนบ้านนั้นมาหาเรื่องท่านพ่อกับท่านแม่ยังต่อสู้จนเลือดตาแทบกระเด็น”

    “เอาล่ะเจ้าไม่ต้องพูดให้มากความ ถึงอย่างไรเรื่องมันก็นานมากแล้ว จะโกรธกันไปจนตายก็คงเป็นไปไม่ได้ ข้ากำลังหาเวลาว่างเพื่อกลับบ้าน” เพียงรู้ว่าบุพการีทั้งสองมีชีวิตอยู่นางก็พอใจมากแล้ว เรื่องในอดีตนางโยนทิ้งนานแล้ว

    “ท่านจะกลับบ้านจริง ๆ หรือ” อี้ซื่อยิ้มจนตีนกาเด่นชัด

    “อืม วันที่ข้ากลับบ้าน ข้าจะขอให้คุณหนูรับเจ้ากลับไปด้วย”

    “จริงสิ คุณหนูของท่านเป็นใคร ทำไมถึงได้นั่งรถม้าของจวนอ๋อง”

    “เจ้าอย่าถามให้มากความ”

    “เจ้าค่ะ” อี้ซื่อยกมือขึ้นปิดปาก

    อี้หมัวมัวเผยรอยยิ้มกว้าง น้องสาวของนางยังเหมือนเด็กน้อยในวันวาน เวลาทำผิดจะยกมือขึ้นปิดปาก

    “พวกเจ้ามานี่” อี้ซื่อเรียกลูกสะใภ้กับหลานมาทำความรู้จักกับพี่สาวของนาง

    ลี่มี่มองสตรีตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามเพื่อไขความกระจ่าง

    “ท่านย่าของข้าเป็นน้องของท่านจริง ๆ หรือเจ้าคะ”

    “ใช่น่ะสิ” อี้หมัวมัวพยักหน้าตอบ

    “เหตุใดท่านย่าของข้าถึงได้แก่กว่าท่าน”

    “เสี่ยวมี่” เส้าซื่อรีบปิดปากลูกสาว “เจ้าเด็กน่าตายผู้นี้ เหตุใดถึงได้ปากเสียนักนะ”

    “ข้าแค่พูดเรื่องจริง ท่านย่าใหญ่ยังดูเด็กกว่าท่านแม่อีกด้วย ท่านย่ากับท่านแม่แก่เกินไป”

    “เจ้าเด็กตัวเหม็น ผู้ใดสั่งสอนให้เจ้ากล่าวเช่นนี้” เส้าซื่อยกมือเตรียมจะฟาดก้นบุตรสาว

    “โอ๊ย! ข้าเจ็บหลัง” ลี่มี่ยกมือขึ้นพยุงหลัง วิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังอี้หมัวมัวแล้วขอความช่วยเหลือ

    “ท่านย่าใหญ่ช่วยเด็กน้อยน่าสงสารอย่างข้าด้วยเจ้าค่ะ”

    “พวกเจ้าพอเถอะ” อี้หมัวมัวยกมือห้ามปราม ก้มลงมองเด็กตัวอ้วนที่ชอบทำให้ผู้อื่นมีโทสะ แม้ว่าที่นางกล่าวมาจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม

    “นางเป็นเด็กดื้อรั้น ข้าเหนื่อยที่จะดุด่านางเต็มทน” อี้ซื่อเท้าสะเอวเหนื่อยใจกับหลานสาว

    จ้าวลู่ชิงกับบ่าวรับใช้นั่งมองเด็กลี่มี่

    “นางแสบมากเลยเจ้าค่ะ หากข้าเป็นแม่ของนางคงโกรธวันละหลายรอบ” ซูเซียงเห็นฤทธิ์ของเด็กคนนี้แล้วต้องยกนิ้วให้

    “นางเป็นเด็กตรงไปตรงมา แม้บางครั้งความจริงที่นางกล่าวออกมาจะไม่น่าฟังก็ตาม”

    “ข้าก็คิดเหมือนนาง อี้หมัวมัวยังดูอ่อนวัยกว่าน้องสาวเสียอีก” ซูเจินเห็นด้วยกับที่ลี่มี่กล่าว

    “จะเอามาเปรียบกันมิได้ น้องสาวของอี้หมัวมัวนั้นใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น อดมื้อกินมื้อ พยายามดิ้นรนหาเงินมาเลี้ยงหลานสี่คน เจ้าคิดว่าชีวิตแบบนี้สบายนักหรือ”

    “ที่คุณหนูกล่าวมานั้นถูกต้อง” ซูเซียงเห็นด้วย พร้อมกับอยากรู้ว่า “คุณหนูจะพาอี้หมัวมัวกลับบ้านเมื่อไหร่เจ้าคะ”

    “อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็น่าจะกลับได้แล้วล่ะ”

    “อี้หมัวมัวคงคิดถึงบ้านมากแน่” ซูเซียงนับถืออี้หมัวมัวเสมือนมารดาจึงอยากให้อี้หมัวมัวมีความสุข

    ลี่มี่กับลี่จินวิ่งมาเล่นกับพวกจ้าวลู่ชิง

    “เสี่ยวมี่ พี่สาวขอดูแผลที่หลังเจ้าได้หรือไม่” จ้าวลู่ชิงอยากเห็นแผลที่นางโดนโบย อยากรู้ว่าเพราะเหตุใดเด็กคนนี้ถึงไม่มีอาการเจ็บปวด

    ลี่มี่มิได้เขินอายหันหลังกำลังจะเลิกเสื้อขึ้นแต่ถูกจ้าวลู่ชิงหยุดยั้งเอาไว้เสียก่อน

    “พวกเราเข้าไปดูด้านในห้องกันเถอะ”

    “ได้เจ้าค่ะ” ลี่มี่จูงมือไปยังห้องนอนของนาง

    จ้าวลู่ชิงมองแผ่นหลังของเด็กน้อยที่มีรอยแดงเล็กน้อย นางเห็นกับตาว่าเจ้าหน้าที่โบยแรงพอสมควร เหตุใดแผ่นหลังของนางถึงไม่เป็นอะไร พอถามว่าเจ็บหรือไม่เด็กคนนี้ก็บอกว่าไม่เจ็บ

    นี่มันคนเหล็กหรืออย่างไร จ้าวลู่ชิงหัวเราะภายในใจกับความแปลกประหลาดของเด็กคนนี้

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405