โม่จ้านลากเจียนั่วที่เผยสีหน้าใสซื่อและกำลังเล่นถุงมือภายในมือไปด้านข้าง ลาถีเท่อไปปะทะคารมกับเจ้าของร้านอย่างดุเดือดจึงฝืนต่อราคาลงได้สองส่วน ทางด้านซีนั่วคลี่ยิ้มตาหยีนั่งอยู่ด้านข้าง มองกลุ่มคนทั้งสี่ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างครึกครื้นมิต่างกับปูเสื่อรอชม
หลังถกเรื่องราคากันแล้ว เจ้าของร้านยัดถุงมือใส่ในหีบอย่างมิอาจหักใจอยู่บ้าง ตามด้วยใส่ลงในถุงผ้าก่อนส่งให้ลาถีเท่อ ทางด้านโม่จ้านรับกระเป๋าสะพายหลังมาจากเจียนั่ว ล้วงเอาป้ายพันธมิตรออกมาอย่างอาจหาญ เสพติดการทำตัวเป็นซีอีโอเผด็จการอีกครั้ง
“ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วมาทำอันใดที่นี่งั้นหรือ? มิคล้ายจะมาซื้ออาวุธแต่อย่างใด”
เก๋อจือที่ว่างงานไม่มีสิ่งใดทำสังเกตเห็นว่าซีนั่วเองก็ว่างมิต่างกันจึงค่อยๆ เขยิบเข้าไปใกล้
“อืม ข้ามารับอาวุธที่นำมาซ่อมแซม คาดว่าอีกประเดี๋ยวก็คงจะส่งมาถึงแล้ว”
ซีนั่วกลับมิได้ปิดบังแต่อย่างใด ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมามิน้อย
“กล่าวตามตรงข้าใคร่รู้ยิ่งนัก ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วใช้อาวุธเช่นไร?”
ดวงตากลมโตของเก๋อจือเป็นประกาย ซีนั่วอับอายเสียจนเหงื่อตก โบกมืออย่างอับจนหนทาง
“ข้ามิใช่อัศวินหรือนักรบ เป็นจอมเวทเช่นเดียวกับเจ้า อาวุธคือสิ่งที่สหายผู้หนึ่งของข้าฝากเอาไว้ที่นี่”
“เอ๋ ท่านหัวหน้ากิลด์เป็นจอมเวทสายตรงหรือ? นับว่าพบเห็นได้น้อยยิ่งนัก…เผ่าสัตว์กลายร่างและกึ่งมนุษย์ที่ข้าเคยพบเห็นล้วนแต่ใช้อาวุธเย็นทั้งสิ้น”
เด็กหนุ่มผมแดงกุมปลายคางพลางเข้าสู่ห้วงความทรงจำ ตนเคยพบเห็นสัตว์กลายร่างในกองทหาร มั่นใจว่ามิเคยพบเห็นจอมเวทสายตรงมาก่อน
“…ขอลูกค้าท่านนี้หลบสักหน่อยขอรับ…”
“เช่นนั้นท่านหัวหน้ากิลด์— หวา อาๆๆๆๆ!!”
เก๋อจือยังมิทันได้เอ่ยถามคำถามต่อไปพลันสะดุ้งตกใจกับเสียงทุ้มที่ห่างจากด้านหลังศีรษะเพียงไม่กี่เซนติเมตรและกระโดดไปอีกด้านทันใด เจียนั่วกับลาถีเท่อหันมามองด้วยความสงสัย พบว่ามีบุรุษร่างผอมปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเก๋อจืออย่างกะทันหัน ใบหน้าพลันฉายแววตะลึงงัน
“อามู่ เจ้ากลับมาแล้วหรือ ขวานอยู่ที่ใด?” ซีนั่วกลับมิเห็นว่ามีสิ่งใดน่าแปลก ตนหยัดกายลุกขึ้นเอ่ยทักทายไปทางผู้มาเยือน
“…อยู่หน้าประตู หนักเกินไป ข้าคร้านจะนำเข้ามา” ชายร่างผอมที่ถูกเรียกว่า 'อามู่' ไม่แม้แต่จะเงยหน้ากลับเดินเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าเงียบเชียบไร้เสียง
ดวงตาที่เบิกโพลงฉับพลันของเจียนั่วไม่แม้แต่จะกะพริบหลังจากได้เห็นอามู่ในแวบแรก เขากระทุ้งไหล่ของโม่จ้านโดยสัญชาตญาณ
“โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้านั่น…”
“อืม คือภูตความมืด”
โม่จ้านพยักหน้า พยายามควบคุมหัวใจที่เต้นอย่างบ้าระห่ำเอาไว้ จากนั้นเผยหนึ่งรอยยิ้มก่อนหันไปเลิกคิ้วให้เจียนั่ว
“เป็นเผ่าที่พบเห็นได้น้อยยิ่งนัก นึกมิถึงว่ากระทั่งเจ้ายังมิเคยพบเห็นมาก่อนเช่นกัน”
ถึงแม้ภูตความมืดจะเป็นเผ่าภูต แต่ทว่านอกเสียจากใบหูที่ทั้งยาวและแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าภูต ยังมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกับเผ่าภูตทั่วไป — นัยน์ตาสีดำสนิท เส้นผมสีเงินและสีผิวที่ค่อนข้างคล้ำ ทำให้สามารถดูออกได้เป็นพิเศษ
ตามคำเล่าขาน ภูตความมืดคือลูกหลานระหว่างเผ่าภูตกับเผ่าปีศาจ ดังนั้นจึงได้รับคำครหาจากเผ่าภูตดั้งเดิม ทำได้เพียงร่อนเร่ตามอาณาจักรต่างๆ
“ข้าเคยพบเห็นมาก่อน เพียงแต่…เอ่อ…”
สีหน้าของเจียนั่วค่อนข้างซับซ้อน คล้ายนึกอยากเอ่ยบางสิ่งแต่ทว่ากลับกลืนลงไป ท้ายที่สุดส่ายหน้าออกมาท่ามกลางสายตาฉายแววสงสัยของโม่จ้าน
“…ช่างเถิด ถึงอย่างไรก็มิใช่เรื่องสำคัญอันใด ได้ผ่านมานานมิน้อยแล้ว”
โม่จ้านกำกำปั้น ยังมิทันได้สติกลับจากความตกใจ
หากกล่าวว่าซีนั่วอาจเป็นชื่อซ้ำโดยบังเอิญ เช่นนั้นการปรากฏตัวของอามู่ก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนแล้วว่าคนทั้งสองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอดีตราชาปีศาจ หมีเอ่อร์เคยบอกว่าอามู่หนีไปทางฝั่งตะวันออก ยามนี้ดูแล้วภูตความมืดได้ลอบกลับมาอีกครา อีกทั้งยังอยู่ที่ตำบลลมฝุ่นกับซีนั่วเป็นการชั่วคราว
ตนกลับเริ่มใคร่รู้เสียแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาของอดีตราชาปีศาจมีมังกรกึ่งมนุษย์และภูตความมืด นอกจากนั้นยังดูคล้ายจะจงรักภักดีมากทีเดียว เช่นนั้นแท้จริงแล้วแรงดึงดูดของอดีตราชาปีศาจจะต้องมีมากเพียงใดกัน อีกทั้งยังเคยผ่านเหตุการณ์เช่นไรมาบ้าง จึงสามารถดึงดูดให้เผ่าที่พบเห็นได้น้อยนิดเช่นนี้ยอมติดตามรับใช้?
สายตาของเจียนั่วเอาแต่จดจ้องม่านประตูที่กั้นระหว่างห้องด้านในกับด้านนอกห้อง ท่ามกลางความประหลาดใจ ภายในใจยังเกิดเป็นความสงสัยมิน้อยว่า — ผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว นึกมิถึงว่าสันตะสำนักจะยังไม่กวาดล้างกองทัพราชาปีศาจอย่างถอนรากถอนโคน?
หากมิใช่เพราะตนเปลี่ยนแปลงใบหน้ามาก่อน เกรงว่าคงจะถูกจดจำได้ในทันทีเสียแล้ว สมองของตนมิอาจแยกแยะใบหน้าของกึ่งมนุษย์ที่มาจากเผ่าเดียวกัน อีกทั้งยังไม่มีวิธียืนยันตัวตนของอีกฝ่าย อีกทั้งยังทำได้เพียงสงสัยว่าหัวหน้ากิลด์สาขาย่อยซีนั่วเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของราชาปีศาจในอดีตหรือไม่ เมื่อดูจากยามนี้ คนทั้งสองที่ตนเพิ่งได้เผชิญหน้าก็คือหัวหน้ากองพลของกองทัพราชาปีศาจ พวกเขามิเพียงแต่ไม่ถูกล้อมปราบ กลับดูคล้ายว่าจะยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายทีเดียว
เพียงแต่ด้วยความสามารถของกองอัศวินแห่งพระวิหารและเหล่าจอมเวทธาตุแสง มิใช่ว่ามิอาจโจมตีสถานที่เล็กๆ เช่นตรอกขี้เถ้ากระมัง? เดิมทีตนยังคิดว่ากองทัพของราชาปีศาจถูกสันตะสำนักกวาดล้างจนหมดสิ้นไปเสียนานแล้ว นึกมิถึงว่าจะยืดเยื้อมาจนป่านนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่าความสามารถของตรอกขี้เถ้าพุ่งสูงขึ้นภายในเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ถึงขั้นที่สันตะสำนักมิอาจไม่เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง?
…รอกระทั่งภารกิจในครั้งนี้เสร็จสิ้นลง ตนค่อยติดต่อผู้บัญชาการกองอัศวินเป็นพอ
“ให้ตายเถิด นี่ก็คืออาวุธของสหายท่านงั้นหรือ?!”
ไม่รู้ว่าเก๋อจือวิ่งออกไปหน้าประตูตั้งแต่เมื่อใด เขาจดจ้องสิ่งที่วางอยู่บนพื้นพร้อมกับร้องออกมาด้วยความตกใจ พวกโม่จ้านไม่กี่คนคุ้นชินกับความกระโตกกระตากของเก๋อจือเสียแล้ว พลันยักไหล่ก่อนเดินตามซีนั่วออกไปนอกร้านอาวุธ
“…ใหญ่มากจริงๆ อีกทั้งยังดูจากน้ำหนักเท่านี้ คาดว่าหากข้าลองแกว่งสักรอบคงได้กระอักทีเดียว…”
ลาถีเท่อย่อกายลงไป มองขวานใหญ่เป็นเงาวาวที่วางอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึง
ตัวขวานมีคมมีดโค้งด้านเดียว ใบมีดยาวประมาณท่อนแขนของโม่จ้าน ด้ามขวานนั้นหนาประมาณข้อมือทีเดียว เก๋อจือผู้อยากรู้อยากเห็นส่งสายตาซักถามไปทางซีนั่ว หลังได้รับอนุญาตจึงเลิกแขนเสื้อขึ้น มือทั้งสองข้างกำด้ามขวานก่อนออกแรงยกขึ้น
“…อึก แค่ก!!!”
ขวานใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เก๋อจือกลับก้นชี้ฟ้าหน้าจิ้มพื้นเพราะออกแรงกะทันหันเสียแล้ว
ลาถีเท่อหัวเราะดังลั่น เจียนั่วส่ายหน้าพลางเผยรอยยิ้มจนปัญญาเช่นกัน ตามด้วยเอื้อมมือไปจับด้ามดาบ
“….!!”
นึกมิถึงว่าเจียนั่วจะอดกลั้นเสียจนหน้าแดงก่ำ อีกทั้งยังต้องใช้สองมือจึงฝืนยกขวานขึ้นมาได้เล็กน้อย ปลายขวานยกขึ้นจากพื้นเพียงสองวินาที เจียนั่วที่เรี่ยวแรงไม่เพียงพอพลันปล่อยด้ามขวานทันที ตามแต่ขวานใหญ่จะกระแทกพื้นเสียงดัง 'ตึง' อย่างไรก็ตาม
เมื่อมองสภาพน่าเวทนาของคนทั้งสองที่พากันแยกเขี้ยวยิงฟัน ลาถีเท่อที่นึกสนุกขึ้นมิน้อยถูสองมือเข้าด้วยกัน ตั้งท่ากุมด้ามขวานเอาไว้ก่อนส่งเสียงคำราม
“…อ๊ากกก!!…ฮึบอึก….”
ลาถีเท่อกัดฟันแน่น กล้ามเนื้อบนท่อนแขนปริเป็นก้อนก่อนออกแรงทั้งหมดที่มี ใบมีดขวานถูกยกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างของลาถีเท่อรักษากำลังเอาไว้ มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะยกขวานขึ้นมาตรงหน้า คิดอยากจะลองฟันดูไม่กี่ครั้ง
ครั้นมองเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่พยายามฝืนทน ซีนั่วที่อยู่ด้านข้างเผยสีหน้าตกตะลึงและปรบมือเป็นการชื่นชม
“มิเลวๆ ในบรรดาผู้ที่ข้าเคยพบเห็นมา เจ้าเป็นคนที่สามที่มีพละกำลังสามารถกวัดแกว่งมัน”
หลังถือขวานใหญ่กวัดแกว่งไปมาไม่กี่ครั้ง เส้นเลือดดำบนท่อนแขนของลาถีเท่อแทบขาดสะบั้นเสียแล้ว ลำคอยังส่งเสียงครวญคลุมเครือออกมาไม่หยุด ท้ายที่สุดหลังสิ้นเสียงขวานกระทบพื้นดัง 'ปัง' เด็กหนุ่มเผ่าหมานที่เหงื่อโทรมกายพลันทิ้งก้นลงบนพื้นแล้วหอบหายใจออกมา
“พละกำลังของลาถีเท่อช่างทำให้ผู้คนตกใจมิน้อยทีเดียว เพียงแต่นึกมิถึงว่าจะทำได้เพียงเท่านี้?”
เก๋อจือเอื้อมมือไปประคองลาถีเท่อ ตามด้วยมองไปทางซีนั่วอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“หากมิเอ่ยถึงเรื่องที่ตัวขวานใหญ่เสียจนผิดปกติ น้ำหนักเช่นนี้นับว่าหนักเกินไปแล้วกระมัง? ยังจะใช้การได้อีกหรือ?”
“ขวานเล่มนี้ทำขึ้นจากโลหะพิเศษที่ผ่านการเล่นแร่แปรธาตุ ทั้งน้ำหนัก ความทนทานและความแข็งแรงล้วนแต่ไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นข้าคงมิต้องส่งมันกลับมาซ่อมกับผู้ที่สร้างมันขึ้นมาให้ได้เสียแล้ว”
“ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ ไม่มาลองดูสักหน่อยหรือ?”