ที่ด้านในสุดของห้องโถงมีบัลลังก์ตั้งอยู่โต๊ะอาหารเลิศหรูกับเก้าอี้หกตัวถูกวางแผ่ไว้หน้าบัลลังก์นั้น
แต่กลับไม่มีใครนั่งอยู่เลย
เนื่องด้วยพวกมันเป็เพียงเก้าอี้ที่นำมาไว้เพื่อประดับ จึงไม่มีใครคิดจะนั่ง
จากผู้คนทั้งสามที่ปรากฏอยู่ภายในห้อง มีคนหนึ่งที่อยู่ใกล้โต๊ะส่วนอีกสองคนต่างอยู่ด้วยกันบนบัลลังก์ทั้งคู่
ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์คนแรกคือหญิงสาวผู้มีเส้นผมสีแดงยาวและใบหน้างดงาม
เธอสวมชุดเดรสสีแดงยาวฟูฟ่องที่บริเวณอกเสื้อส่องประกาย กระโปรงส่วนล่างตั่งแต่่เอวลงไปมีขอบลูกไม้สีม่วงดำไม่ว่าจะมองไปที่ตรงไหนก็จะเห็นแต่เพียงสีแดง เว้นก็แต่จี้ห้อยคอรูปกางเขน กับถุงมือยาวและถุงน่องเท่านั้นที่เป็สีดำ แต่นั่นก็ช่วยสร้างเฉดสีที่ตัดกันได้ดี
ส่วนอีกร่างหนึ่งบนบัลลังก์นั้นคือเด็กสาวผมทองยาวผู้น่ารักเธอสวมชุดเดรสสีดำมันวาวที่ดูคล้ายกับของหญิงสาวก่อนหน้าทว่าดูเรียบร้อยกว่ามากนอกจากนี้เธอยังสวมถุงมือยาวกับถุงน่องสีดำอีกด้วย แต่ทว่าก็ไม่ได้มีเครื่องประดับใดๆสวมเอาไว้ให้เห็น
เด็กสาวไม่ได้กำลังนั่งอยู่แต่เธอกำลังขึ้นคร่อมหญิงสาวผมแดงบนบัลลังก์
แต่สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่จริงๆ ก็คือ...
...กำลังดูดเื
เด็กสาวอ้าปากเผยโคนเขี้ยวแหลมคมที่ได้ฝังลงไปบนลำคอขาวผ่องของหญิงสาว
เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็เผ่าพันธุ์ต้องสาปหรือถ้าจะให้ชี้ชัดกว่านี้...ก็คงจะต้องเรียกว่า ‘แวมไพร์’
แวมไพร์นั้นสมควรจะเป็เพียงสิ่งมีชีวิตในจินตนาการเพ้อฝันและไม่ควรที่จะมีตัวตนอยู่จริง
เพียงแต่ หากได้ลองมองไปรอบๆ ห้องโถงแห่งนี้ดูก็จะพบเข้ากับเชิงเทียนติดไฟมากมายที่ลอยกระจายอยู่ทั่วห้อง
ไม่เพียงแค่นั้น ความจริงแล้วบุคคลภายในห้องนี้ทุกคนเองต่างก็ไม่ใช่มนุษย์ แม้จะดูเหมือนมนุษย์มากเพียงใดแต่ก็ไม่มีใครเลยที่จะเป็มนุษย์จริงๆ กันซักคน
นั่นก็เป็เพราะ โลกใบนี้นั้นไม่ใช่โลกแห่งความเป็จริง
แต่เป็โลกจำลอง
...หรืออย่างน้อยก็น่าจะเคยเป็
********************************************************************************************
—เมืองบริมเมืองชายแดนในเขตรอยต่อระหว่างราชอาณาจักรอีควิสกับราชอาณาจักรเดอฟาราเรีย
เมฆสีดำปกคลุมทั่วท้องฟ้า มีเค้าลางว่าฝนจะตก
หญิงสาวชุดคลุมน้ำตาลแหงนหน้ามองฟ้าข้าวของได้ถูกจัดแจงขึ้นรถม้าเป็ที่เรียบร้อย เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง แต่ทว่าสภาพอากาศในตอนนี้...มันช่างไม่เป็ใจเอาเสียเลย
เสียงฟ้าร้องโครมครามดังระงม แต่ฝนก็ยังคงไม่ตกลงมาราวกับคนกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดชีวิต
ความมืดมิดเข้าปกคลุม สายลมเย็นะเืพัดโชย สร้างบรรยากาศหดหู่ประหนึ่งบอกใบ้ว่า...กำลังจะเกิดเื่ร้ายขึ้นในเร็ววัน
“ลูกแน่ใจแล้วรึ?”
เสียงนั้นดังมาจากไม่ไกล เป็ชายในชุดคลุมสีเทาที่หันมาคุยกับเธอแม้ร่างส่วนใหญ่จะถูกชุดคลุมบดบังทว่าก็ไม่อาจปกปิดร่างกายกำยำล่ำสันแบบนั้นได้มิด
หญิงสาวหันหน้าไปมอง เธอเงียบไปซักพัก
“ลูกแน่ใจ ลูกจะต้องขอความช่วยเหลือจากราชอาณาจักรเดอฟาราเรียมาให้จงได้ นอกเหนือจากท่านลุง...ก็ยังคงมีลอร่าอยู่อีกคนแม้ลูกจะไม่ได้พบเธอนานแล้ว แต่ลูกเชื่อว่า ‘ถ้าเป็เธอ’จะต้องรีบส่งความช่วยเหลือมาอย่างแน่นอน”
หญิงสาวตอบกลับอย่างมั่นใจเธอมองกลับไปยังชายผู้ถามคำถามด้วยสายตาแน่วแน่ ดูเหมือนว่าเธอจะเชื่อมั่นใน ‘ลอร่า’ คนนี้มากเลยทีเดียว
คำพูดที่หญิงสาวกล่าวออกมา มันเป็เพียงแค่ความคิดแบบเด็กๆโลกใบนี้มันไม่ได้ง่ายดายและงดงามถึงเพียงนั้นเลย
“ถ้าลูกคิดเช่นนั้น...พ่อก็จะไม่ห้ามแบบนั้นมันก็ดีเหมือนกันหละนะ...โชเฟีย”
ชายในชุดคลุมเทากล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน ประดุจดั่งกล่าวคำอำลาหญิงสาวเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ออกมาจากปากของผู้เป็บิดาเธอก็รู้สึกเ็ปตรงหัวใจเล็กน้อย
ราวกับหัวใจถูกบีบรัดโดยมือที่มองไม่เห็น หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างจนเืแดงฉานไหลรินแม้ไม่มีน้ำตา ก็ััได้ถึงความเศร้าโศก
หญิงสาวรู้ดี ที่บิดาของเธออนุญาตให้ออกเดินทางไม่ใช่เพื่อไปขอความช่วยเหลือ แต่ก็เพื่อให้เธออยู่ห่างจากภยันตราย
ยิ่งเธออยู่ห่างจากที่แห่งนี้มากเพียงใด...เธอก็จะยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น
“ถ้าเช่นนั้น...ลูกคงต้องขอตัวลา”
หญิงสาวกล่าวลาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอกลั้นน้ำตาก่อนที่จะกระโจนขึ้นไปนั่งบนรถม้าโทรมๆ
การเดินทางในครั้งนี้ถือเป็ความลับ ยังไงซะเป้าหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้ ก็คือการนำพาความช่วยเหลือกลับมา
ชายในชุดคลุมเทาได้หันไปหาชายอีกสองคนที่อยู่ใกล้ๆ
“เดรค แจ๊ค ข้าขอฝากโซเฟียไว้กับพวกเ้าทั้งสองด้วย”
“พวกเราจะปกป้ององค์หญิงเอาไว้สุดความสามารถเลยพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าา”
“ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
คำพูดถูกกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงชายทั้งสองคือผู้คุ้มกันของหญิงสาว สำหรับการเดินทางในครั้งนี้
ทั้งคู่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา แม้แต่หน้าตาก็ยังดูธรรมดา...ไม่มีอะไรโดดเด่นทว่าแววตาของทั้งคู่กลับฉายแววของนักรบผู้เจนศึก เป็แววตาของชายชาตรีดาบที่ห้อยอยู่ตรงเอวของทั้งสอง ก็ดูเป็ของคุณภาพดีไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อได้รับคำตอบที่หนักแน่นชายในชุดคลุมเทาก็พอที่จะวางใจได้บ้าง
“ฝ่าาถ้าเช่นนั้น...พวกข้าคงต้องขอตัวลา”
หลังจากที่ร่ำรากันเป็ที่เรียบร้อย รถม้าก็ได้ออกเดินทางม้าสีน้ำตาลสามตัวได้ทำการลากรถม้าออกไป
เมื่อการเดินทางของพวกเขาเริ่มต้น สายฝนก็ได้ตกลงมาอย่างปริดปอยราวกับกำลังร่ำไห้...สำหรับการจากลา
********************************************************************************************
ในความเงียบสงัด เสียงถอนหายใจยาวได้ดังขึ้น เสียงนั้นฟังดูห่อเหี่ยวจนน่าใจหายทำให้แม้แต่เมดสาวผู้ที่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ใกล้ๆ ยังต้องหยุดมือเพื่อหันมอง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ท่านมิเชล?”
เป็เมดสาวคนนั้นผู้กล่าวถาม แต่ถึงแม้คำพูดที่กล่าวออกมานั้นจะมีความหมายเชิงห่วยใยทว่าน้ำเสียงของเธอกลับแข็งกระด้างไร้อารมณ์ ทำให้เมื่อได้ยินแล้วรู้สึกขัดกันแปลกๆ
แต่เสียงนั่นก็เป็เสียงที่มิเชลคุ้นเคยดี แม้น้ำเสียงของเมดสาวผู้นี้จะฟังดูไร้อารมณ์ทว่านั่นก็เป็เอกลักษณ์ของเธอ— ไม่สิเรียกได้ว่าเป็เอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์เธอเลยมากกว่า
มิเชลเหลือบมองเมดสาวผู้นั้น สิ่งที่เห็นคือใบหน้าไร้อารมณ์ที่ไม่เปลี่ยนไปเลยั้แ่เจอกันครั้งแรกเมดสาวผมสีขาวแซมม่วงผู้สวมชุดเมดสีกรมท่าสลับขาวผู้ที่มีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับตุ๊กตา ผู้ที่สุดท้ายแล้วก็ได้กลายมาเป็เมดส่วนตัวของมิเชล...แอนนาเบลดอลี่
ทั้งสองต่างจ้องตากันซักพัก จนกระทั่งมิเชลเป็ผู้พ่ายแพ้ต่อความเงียบงันนี้และกล่าวตอบขึ้นมา
“ไม่มีอะไร ทำงานของเ้าต่อไปเถอะ แอนนา”
“รับทราบแล้วค่ะ”
แอนนาส่งเสียงตอบ ก่อนที่จะหันกลับไปทำงานที่ได้รับมอบหมายต่อเมื่อเห็นว่าไม่มีใครขัดคอแล้ว มิเชลจึงกลับไปครุ่นคิดถึงสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ก่อนหน้าเหลือบสายตามองรอบห้องโถงพลางย้อนนึงถึงความทรงจำในอดีต แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนักแต่เธอก็อาศัยอยู่ที่นี่มานานจนรู้สึกผูกพัน
ที่แห่งนี้คือปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปแม้แต่ห้องโถงที่มิเชลอยู่ในตอนนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งภายในปราสาทนั้น ถึงจะดูไม่เหมือนแต่ความจริงแล้ว ห้องๆ นี้คือท้องพระโรง แต่ด้วยความโล่งเตียนในระดับที่เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลยจึงทำให้มันดูเหมือนกับโบสถ์ร้างเสียมากกว่าที่จริงจะหาอะไรมาประดับซักนิดให้ดูสดใสขึ้นซักหน่อยก็ได้แต่เป็เพราะมิเชลไม่ได้ใช้งานห้องนี้บ่อยนักเธอจึงไม่เคยมีความคิดที่จะตกแต่งท้องพระโรงนี้อยู่ในหัว
นอกจากความโล่งเตียนแล้ว อีกจุดเด่นหนึ่งที่เห็นได้ชัดของท้องพระโรงนี้เลยก็คือความเก่าแก่เมื่อมองดูจากภายนอกก็จะเห็นรอยร้าวมากมายตามกำแพงและพื้นหินสีเทาจุดที่ลอกแตกก็จะเผยให้เห็นเนื้อในสีดำ แต่ทว่า ความเก่าแก่ที่ััได้จากภายนอกนี้นั้นไม่ใช่ของจริงความสกปรกเองก็เช่นกัน ความจริงแล้ว พวกมันเป็เพียงแค่ภาพหลอกตาเท่านั้น
แม้แต่ครั้งแรกที่ได้มามิเชลก็ไม่เคยรู้สึกว่าที่นี่มันสกปรกอากาศรอบๆ ไม่ได้ตลอบอบอวนไปด้วยฝุ่น ไม่มีฝุ่นเกาะหรือหยากไย่ให้เห็นตามที่ต่างๆที่นี่มันช่างดูสะอาดขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกโดยสิ้นเชิง สรุปง่ายๆก็เป็เหมือนกับห้องสะอาดที่ถูกแปะวอลเปเปอร์ภาพสกปรกไว้ทั่วนั่นเอง
แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริงๆ เลยก็คือ...
...ที่แห่งนี้มีอายุเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
ในยุคสมัยที่โลกเสมือนจริงมีตัวตนขึ้นมา ‘เกม’ เองก็เป็สิ่งหนึ่งที่ได้หลอมรวมเข้ากับชีวิตผู้คนยุคใหม่ไปแล้วด้วยเช่นกัน
การเล่นเกมในโลกเสมือนจริงนั้นเป็สิ่งที่ใครหลายๆ คนต่างใฝ่ฝัน โดยเฉพาะในยุคที่โลกเสมือนจริงไม่ได้เป็แค่เื่เพ้อฝันแบบนี้ก็ได้ช่วยจุดประกายแสงแห่งความหวังในจิตใจของผู้คนมากมายเลยทีเดียว
แต่แล้ว เกมทั้งหลายที่ถูกผลิตออกมากลับไม่ถึงมาตรฐานที่ผู้คนคาดหวังความใฝ่ฝันทั้งหลายต่างพังคลืนลงทันทีที่ได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของโลกแห่งความเป็จริงเป็เพราะเทคโนโลยีเสมือนจริงถูกสร้างขึ้นมาสำเร็จเร็วจนเกินไปโดยคนกลุ่มน้อยไม่ต่างจากการนำเอาเทคโนโลยีในโลกอนาคตกลับมายัดใส่ในยุคปัจจุบันที่รังแต่จะสร้างความปั่นป่วน
แต่กระนั้นก็ยังคงมี ‘บางเกม’ ที่ยังอยู่ในมาตรฐานที่ผู้คนพอรับได้ อย่างเช่น ‘7ผู้กล้า’เป็ต้นนอกจากนี้ยังมี ‘Last Project’ แห่งนี้ ที่สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเกินมาตรฐานนั้นที่ผู้คน้าไปไกลโข
มิเลขได้รับเกม ‘Last Project’นี้มาจากกล่องพัสดุปริศนาที่ส่งตรงมาถึงหน้าประตูบ้านโดยที่ในกล่องนั้นมีข้อความแสดงความยินดีที่ได้รับเลือกเป็ผู้ทดสอบเกมใหม่นี้แนบติดมาด้วยในตอนแรกมิเชลก็ไม่แน่ใจ บางทีนี่อาจจะเป็เพียงแค่การแกล้งกันเล่นหรือไม่ก็อาจจะเป็ไวรัสบางอย่าง แต่สุดท้าย เธอก็อดใจไม่ไหวจนต้องลองเข้าไปัักับโลกใบนั้นดู
—นี่คือสิ่งที่มิเชลพอจะจำได้
เมื่อได้ลองเชื่อมต่อเข้าไปในโลกใบนั้นเพียงแค่กราฟฟิคอันอลังการก็ทำให้เธอรู้สึกหลงรักมันั้แ่แรกเห็น
—โลกใบนี้ช่างดูสวยงามราวกับเป็โลกอีกใบจริงๆ
เพียงแต่ในท้ายที่สุด...
...โลกใบนี้มันกลับไม่ใช่โลกเสมือนจริงอีกต่อไป
เท่าที่จำความได้ มิเชลถูกส่งตัวมาที่ท้องพระโรงแห่งนี้ทันทีหลังจากจบTutoreal
—มีบางอย่างผิดปกติ... เธอรู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณ
การถูกส่งตัวมายังห้องโถงน่ากลัวแบบนี้โดยไม่บอกกล่าวนับเป็เื่แปลกนอกจากนี้ ความทรงจำบางส่วนของเธอยัง...หายไป ส่วนใหญ่เลือนรางจนแทบนึกไม่ออกความทรงจำที่เด่นชัดที่สุดก็คงจะเป็่ไม่กี่อาทิตย์ก่อน มาจนถึงตอนที่เธอได้รับ‘Last Project’ มา
ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำนี้ เป็ไปได้ว่าจะเป็เพราะ...
...เกิดความขัดข้องบางอย่างภายในตู้เสมือนของเธอ
โชคดีที่ยังพอหลงเหลือความทรงจำที่สำคัญอยู่บ้างเล็กน้อยจึงทำให้เธอพอจะคาดเดาถึงสาเหตุเื่นี้ได้มิเชลยังจำบทความที่เธอได้อ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ได้ดีมันคือข่าวดราม่าเกมดังอย่าง ‘7ผู้กล้า’ ที่ทำให้เกิดทั้งกระแสฮือฮาและต่อต้านจากผู้คนทั่วโลก
‘7ผู้กล้า’ เป็เกมเสมือนจริงที่มีระบบซับซ้อนพอตัว ต่างจากเกมอื่นๆที่ดูง้องแง้ง จึงทำให้มันกลายมาเป็เกมระดับต้นๆแห่งยุค ครั้งนั้นเนื้อเื่หลักของเกมได้ดำเนินมาถึงจุดจบ [Bad Ending] โลกของ‘7ผู้กล้า’นั้นใกล้จะถึงกาลอวสานหากโลกพังพินาจ ก็หมายถึงจุดจบของเกมด้วยเช่นกัน ทางทีมงานที่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงได้แอบจัดอีเว้นท์ใหญ่อย่างการย้อนเวลา ขึ้นมา
ผู้เล่นเจ็ดคนได้ถูกเลือกให้กลายมาเป็ตัวละครหลักในการเคลียอีเว้นท์ครั้งนั้นแบบลับๆเพียงแต่ การย้อนเวลานั้นไม่สามารถทำได้จริง ทางทีมงานจึงได้งัดเอาระบบหนึ่งของตู้เสมือนที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีอยู่ออกมาใช้
...ระบบลบความทรงจำ
เมื่อผู้กล้าทั้งเจ็ดสามารผ่านเงื่อนไขภารกิจได้สำเร็จข้อมูลเกมก็ได้ถูกย้อนกลับไปยัง่เวลาก่อนที่จะเกิดหายนะผู้เล่นทุกคนต่างถูกลบความทรงจำภายในเกมเกี่ยวกับเื่ที่จะเกิดในอนาคตเป็การรีเซ็ต...เพื่อเริ่มต้นใหม่
เมื่อเหตุการณ์ใหญ่ในครั้งนั้นแดงออกมาก็ทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของระบบลบความทรงจำภายในตู้เสมือน
—รวมถึงตัวมิเชลเองด้วย
ความทรงจำที่คลุมเครือและสับสนนี้ เป็ไปได้สูงว่าจะเป็เพราะเกิดความขัดข้องบางอย่างภายในระบบตู้เสมือนของเธอนั่นทำให้มิเชลรู้สึกโกรธเสียจน...ถ้าออกไปแล้วก็กะจะฟ้องทางผู้ผลิตตู้เสมือนให้ย่อยยับไปเื่แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่สมควรจะให้อภัยกันได้ง่ายๆ
แต่แล้ว
มิเชลไม่สามารถล็อคเอ้าท์ออกจากเกมได้... AI ของตู้เสมือนไม่ตอบสนองต่อคำสั่ง นอกจากนี้บรรยากาศภายในห้องโถงแห่งนี้ก็ยังดูสมจริงจนน่ากลัว ถ้าหากมิเชลไม่ได้มี ‘ไนท์วิชัน’เธอก็อาจจะรู้สึกหวาดกลัวไปแล้ว
ทุกอย่างนี้มันสมจริงเกินไปจนเกินไปประสาทััของมิเชลเฉียบคม และรู้สึกถึงสภาพโดยรอบได้อย่างชัดเจนแต่ไม่ว่าจะเป็เกมเสมือนที่สมจริงถึงขนาดไหน...มันก็ไม่ควรที่จะสมจริงจนถึงขนาดนี้
หลังจากที่มิเชลตั้งสติและเค้นสมองคิดอย่างหนักข้อสรุปสองข้อก็ได้ลอยเข้ามาในหัว เป็ไปได้ว่าจะเป็เพราะระบบภายในตู้เสมือนของเธอกำลังเกิดเหตุขัดข้อง เป็เหตุทำให้ความทรงจำของเธอหายไปและไม่อาจล็อคเอ้าท์ได้
...แต่นั่นก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลเื่ความสมจริงนี้ที่เธอกำลังได้รับนี้อยู่ อยู่ดี
ส่วนอีกความเป็ไปได้นึง แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ความคิดนี้ก็ได้ผุดเข้ามาในหัวไปแล้ว ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะไม่ใช่โลกเสมือนอีกต่อไป...ความสมจริงนี้มันเกินกว่าที่จะเป็เพียงแค่โลกจำลองหรือถ้าจะให้พูดเป็ภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ ‘ถูกส่งมาต่างโลก’ซะแล้ว
เรียกได้ว่าซวยซ้ำซวยซ้อน โชคสองชั้นแบบกลับตาลปัดนอกจากจะโดนลบความทรงจำแล้ว ก็ยังจะถูกส่งมาต่างโลกอีกการที่มิเชลได้มาพบกับเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าโชคร้ายทั้งมวลได้มากระจุกอยู่กับเธอั้แ่ตอนที่เธอได้รับไอ้เกมบ้านั่นมาแล้ว
ผ่านมาแล้วกว่าเจ็ดปีกาลเวลาที่ผ่านพ้นได้ทำให้ความทรงจำอันเลือนรางทั้งหลายของมิเชลนั้นค่อยๆ จางหายไปจนกระทั่งไม่สามารถที่จะจดจำอดีตของตนเองได้อีก
—ทว่าก็ยังคงมีอยู่เื่หนึ่ง ที่มิเชลยังคงจดจำได้ดี และจะไม่มีวันลืมเป็อันขาด!
มิเชลนึกถึงเื่นั้นพลางเหลือบสายตามองแอนนาผู้ที่กำลังจัดโต๊ะอาหารจากโต๊ะที่ว่างเปล่าก่อนหน้าเริ่มที่จะเป็รูปเป็ร่างขึ้นมา ใกล้สมบูรณ์เต็มทนแม้จะอยากถอนหายใจ แต่มิเชลก็จำใจต้องสะกดข่มความรู้สึกนั้นไว้เธอไม่้าจะถูกเพ่งเล็งโดยแอนนาอีกการมีคนมาคอยห่วยใยแบบนี้มันก็ดี...แต่ในบางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
...สุดท้ายมิเชลจึงทำได้เพียงถอนหายใจอยู่ในความคิด
(...เฮ่อ เื่ชื่อก็พอจะเข้าใจอยู่หรอกนะ แต่อย่าบอกนะว่า...ที่เรากลายเป็ผู้หญิงไปเพราะระบบดันรวมตัวละครของเราเข้ากับแวมไพร์หญิงที่กดกาชามานะ? แต่จะมานั่งเสียใจเอาตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้วเฮ่อ...)
—ใช่แล้ว...มิเชล ลีแวน แอนโดราสผู้งดงามผู้ปกครองสูงสุดแห่งปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปนั้น...เป็หญิงใจชาย
มิเชลได้คอยครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ ‘เขา’ กลายมาเป็ ‘เธอ’ อยู่ตลอดในช่างเวลาที่เธอว่างข้อสรุปเพียงอย่างเดียวจากข้อสันนิษฐานนับไม่ท้วนมีเพียง ‘ระบบผสมของ’ ที่เธอดันปล่อยให้มันทำตามอำเภอใจเท่านั้น
‘ระบบผสมของ’ได้ปรากฏขึ้นมาในตอนที่มิเชลมีไอเทมกาชาในมากจนเกินไปแต่เนื่องจากตอนนั้นเธอกำลังหงุดหงิด ที่สุ่มของชิ้นสุดท้ายที่้าไม่ได้เสียทีนอกจากนี้ทางระบบเองก็เด้งเตือนขึ้นมาไม่หยุด เป็เพราะความรำคาญ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจอนุญาตให้ระบบจัดการปัญหาไอเทมล้นด้วยตัวมันเองไปเสียเลย
...แต่นั่นก็นับเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาด
มิเชลพอจะจำได้ว่า ใน่เวลานั้นเหมือนจะมีข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาประมาณ...ผสมตัวละครเข้ากับแวมไพร์ที่สุ่มกาชาจะทำให้มีโอกาสได้รับผลพิเศษ— แต่ทั้งที่ยังอ่านได้ไม่ทันจบ ปากเ้ากรรมก็ดันตอบตกลงไปเสียแล้ว
เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงได้กลายมาเป็บทเรียนที่เธอต้องจ่าย...ด้วยร่างกายของตัวเอง
จนถึงทุกวันนี้มิเชลยังไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นเป็เผ่าพันธุ์อะไรกันแน่แม้จะเคยใช้ไอเทมตรวจสอบดูแล้ว แต่ผลลัพท์ที่ได้กลับมีแต่เครื่องหมายคำถาม[???] นอกเหนือไปจากประสาทััที่เฉียบคมและพละกำลังที่มีมากกว่ามนุษย์ปกติธรรมดาทั่วไป สิ่งอื่นที่เธอมีมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดาเลยแม้แต่น้อยไม่สิ จะเป็แบบนั้นก็ต่อเมื่อไม่ได้นับความสามารถพื้นฐานของการเป็เพลเยอร์กับความสามารถในการอัญเชิญของมิเชลเข้าไปเท่านั้นมิเชลคิดว่าอย่างน้อยแล้วเธอก็โชคดีที่ยังพอจะมีความสามารถพิเศษอะไรติดตัวอยู่บ้าง
นอกจากนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวมิเชลเองเท่านั้นที่เป็ผลพวงมาจากการผสมกันมั่วๆ ของระบบตัวปราสาทนี้เองก็เช่นกัน เป็ไปได้ว่า เป็เพราะมิเชลได้เลือกแวมไพร์เป็เผ่าพันธุ์ผู้ช่วยผลลัพท์จึงได้กลายมาเป็ที่อยู่อาศัยธีมปราสาทร้าง แบบนี้
ไม่ว่าจะได้นึกย้อนกลับไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นในอดีตเหล่านี้ทีไรมันก็ทำให้มิเชลรู้สึกปวดหัวได้เสียทุกที เธอรู้สึกเครียดเสียจนอยากที่จะถอนหายใจออกมาเพื่อระบายความอันอั้นทว่าเธอก็ทำแบบนั้นในตอนนี้ไม่ได้
เมื่อความเครียดเริ่มกัดกินสมองในที่สุดมิเชลจึงตัดสินใจหยุดคิด มีเื่น่าปวดหัวเกิดขึ้นในอดีตมากจนเกินไป การนึกต่อไปรังแต่จะทำให้เธอเครียดเสียเปล่าๆ
(...เฮ่อ)
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ความรู้สึกที่เหมือนกับกำลังโดนสูบเืบริเวณลำคอของมิเชลก็ได้หายไปก่อเกิดเป็ความรู้สึกเหมือนกับกำลังถูกโลมเลียขึ้นมาแทนที่แม้จะไม่รู้สึกเจ็บแต่มิเชลก็รู้สึกได้ ว่าาแเล็กๆ ที่บริเวณลำคอของเธอได้สมานตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว
มิเชลก้มหน้าลง หันมองไปยังผู้ที่เป็สาเหตุของความรู้สึกแปลกๆเ่าั้
“อิ่มแล้วเรอะ ฟรานเชสก้า?”
“ค่ะ”
ที่ตรงนั้นคือสาวน้อยน่ารักผู้มีเส้นผมสีทองยาวเธอกล่าวตอบมิเชลอย่างน่ารักพร้อมกับรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มนั้นได้ช่วยเยียวยาจิตใจของมิเชลปัดเป่าความตรึงเครียดที่อยู่มีให้หายไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ฟรานเชสก้า เธอคือตัวละครผู้ช่วยที่มิเชลได้เลือกมาก่อนที่จะเริ่มเกม ความจริงแล้วสาวน้อยคนนี้ไม่จำเป็ต้องดื่มเืแต่เป็เพราะเธอได้เคยลิ้มลองเืของมิเชลมาั้แ่สมัยเด็กจึงทำให้นิสัยนี้ค่อนข้างจะแก้ยาก
ฟรานเชสก้าผละตัวออกจากการขึ้นคร่อมมิเชลก่อนที่จะกลับไปยื่นอยู่ในที่ของตนข้างบัลลังก์แม้เธอจะทำท่าทีไม่อยากจากไปเล็กน้อย แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่ควรเอาแต่ใจ
หลังจากที่จ้องมองฟรานเชสก้ากลับไปยังที่ของตนเรียบร้อยแล้วมิเชลจึงเบนสายตามาที่โต๊ะอาหารตรงหน้าเธอแทน ฝีมือการจัดโต๊ะอาหารตรงหน้าเธอนี้สามารถเรียกได้ว่าเข้าขั้นงานศิลปะ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็เพราะเครื่องครัวที่งดงามแต่มิเชลก็อดไม่ได้ ที่จะแอบชื่นชมแอนนาอยู่ในใจ
“แล้ว วันนี้มีอะไรบ้างล่ะ แอนนา?”
“ค่ะ จานหลักวันนี้คือ ปลาฮังกาเรียราดซอส เสิร์ฟคู่กับสลัดกระหล่ำเข้ากันได้ดีกับไวน์องุ่นแดง”
แอนนายังคงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคยแม้มิเชลจะรู้สึกเหมือนแอนนาได้เน้นเสียงตรงคำว่า ‘ไวน์องุ่นแดง’เล็กน้อยทว่าสุดท้ายมิเชลก็คิดว่าเธอคงคิดไปเอง
“...ส่วนของหวานคือ เฟลลา..โต้—”
“แค่กๆ”
“เป็อะไรรึเปล่าคะท่านมิเชล!”
หลังจากที่สำลักอยู่ซักพักมิเชลก็ได้สอดประสานสายตาเข้ากับแอนนาแต่สิ่งที่มิเชลเห็นกลับมีเพียงใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ที่จ้องตอบ แอนนาไม่กล่าวอะไรเธอเพียงแค่จ้องกลับมา...ราวกับกำลังรอให้มิเชลชี้แนะบางสิ่ง
ดูเหมือนทางแอนนานั้นจะไม่ได้รู้ตัวเลย...ว่าตนนั้นได้กล่าวคำพูดต้องห้ามร้ายแรงออกมาแม้เธอจะกล่าวได้อย่างไม่ถูกต้องนักก็ตาม
“...เปล่า ข้าไม่เป็ไร มันเรียกว่าเจลาโต้ อย่าได้เรียกผิดอีกซะล่ะ”
“ต้องขอประทานโทษด้วยค่ะ ดิฉันจะระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบนี้ขึ้นมาอีก”
มิเชลพยักหน้าตอบรับคำของโทษของแอนนาทว่าสายตาของเธอก็ยังคงจ้องมองแอนนาอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นแอนนาเองก็เอียงคอจ้องตอบด้วยความฉงน ราวกับ้าจะถามว่า มีอะไรรึเปล่า
ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปแห่งนี้ทุกคนล้วนมีอดีตเป็ของตนหรือถ้าจะให้เรียกในภาษาเกม ก็คงจะเป็ Background Story หากไม่นับฟรานเชสก้าเหล่าแวมไพร์ที่มิเชลเป็ผู้อัญเชิญมาด้วยสกิลและก็เหล่าผู้ที่ถูกอัญเชิญมาด้วยไอเทมแล้วหละก็...จากผู้คนทั้งหมดที่มิเชลได้พบเจอในขณะที่สำรวจปราสาทแห่งนี้มีเพียงแอนนาเท่านั้นที่อ้างว่าตนเองไม่มีอตีต
ผู้ที่ไม่มีอดีตเป็ของตนก็จะถูกตั้งค่าให้มีความรู้พื้นฐานทั่วไปกับความรู้ในด้านสายงานที่ตนถนัดทว่าแอนนาผู้ไม่มีอดีตกลับเป็คนที่ดูจะมีความรู้กว้างขวางจนเกินไปมิเชลจึงได้สงสัย ว่าแท้จริงแล้วแอนนานั้นจงใจกล่าวคำพูดต้องห้ามนั้นออกมารึเปล่า แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าสงสัยที่แอนนาแสดงออกมาก็พอจะมั่นใจได้แล้วว่าเธอไม่ได้โกหก
ปกติแล้วแอนนาจะเป็ซูปเปอร์คุณเมดผู้ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดแต่เป็เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ มิเชลได้ไปพบกับสูตรการทำเจลาโต้ในห้องสมบัติเข้าด้วยความที่อยากลองทาน มิเชลจึงได้นำวิธีการทำนี้ไปบอกกับหัวหน้าแม่ครัวคามิล่าเพราะสิ่งนี้ถือเป็สิ่งใหม่ที่เข้ามาภายในชีวิต ความผิดพลาดเล็กน้อยนี้ของแอนนาจึงเป็สิ่งที่พอยอมรับได้
สุดท้ายมิเชลจึงเลิกสนใจแอนนา เป็เพราะกลิ่นอาหารบนโต๊ะที่ลอยโชยมามันช่างกระตุ้นต่อมน้ำลายมิเชลหันเหความสนใจมายังโต๊ะอาหารตรงหน้า หยิบแก้วไวน์ที่ถูกรินแล้วขึ้นมา เขย่าหมุนวนซักพักก่อนที่จะค่อยๆ จิบมันลงไป
(...ไม่ไหวจริงๆ ด้วยเเฮะ ก็เคยเห็นคำบรรยายตามหนังสืออยู่นะว่า ‘ไวน์องุ่นชั้นดีจะมีรสชาตินุ่มละมุนลิ้นสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้เด็ดดมและลิ้มลอง’ แต่ดูเหมือนเราจะเป็พวกที่ไม่ถูกกับแอลกอฮอล์จริงๆนั่นแหละ ไม่เห็นจะรู้เลยว่าไอ้รสชาตินุ่มละมุนลิ้นที่ว่ามันอยู่ตรงไหน...)
หลังจากที่มองแก้วไวน์อยู่ซักพัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมิเชลก็ได้พบเข้ากับสายตาที่แปลกไปเล็กน้อยของแอนนา...จ้องมองมาราวกับกำลังคาดหวังบางสิ่งการโดนจ้องแบบนี้ทำให้มิเชลค่อนข้างรู้สึกอึดอัดเธอจึงรีบเอ่ยความ้าของตัวเองออกไป
“พอจะมีน้ำองุ่นธรรมดาบ้างไหม?”
“มีค่ะ”
แววตาคาดหวังได้หายไปมิเชลแอบโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ต้องรับมือกับสายตาแบบนั้นอีกแอนนาได้กลับเข้าสู่โหมดสาวรับใช้อย่างเต็มตัว หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาใหม่ก่อนที่จะรินน้ำองุ่นที่เตรียมไว้ลงไป น้ำองุ่นแก้วใหม่ถูกเตรียมเสร็จอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งก็เป็เพราะ่นี้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยๆ ด้วย
มิเชลรับแก้วน้ำองุ่นขึ้นมาจิบก่อนที่จะพยักหน้าอย่างพอใจจากนั้นจึงเหลือบสายตาไปมองอาหารบนโต๊ะต่อ ทว่า สิ่งที่เธอมองเห็นกลับมีเพียงสีแดง
ปลาฮังกาเรียเป็ปลาเกล็ดขาว ทว่าเนื้อของมันกลับมีสีแดงสดเมื่อถูกนำมาปรุงสุงแล้วราดด้วยซอสสีแดงเข้มจึงทำให้มันดูราวกับเป็เนื้อดิบที่ยังคงมีเืไหลทะลัก
ทางด้านสลัดผัก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็ผักรูปร่างประหลาดที่มีตะปุ่มตะป่ำสีม่วงแดงยำอยู่รวมกันแบบมั่วๆ หากไม่ใช่ว่ามิเชลเคยทานมาแล้ว ด้วยรูปลักษณ์อันแปลกประหลาดของมันเธอคงคิดว่ามันทานไม่ได้
สุดท้ายก็ยังมีน้ำองุ่นสีแดงเข้มนั่นอีกแม้มิเชลจะสงสัยว่าทำไมอาหารของเธอจึงได้มีแต่ของสีสันโทนมืดทว่าสุดท้ายแล้วเธอก็เลือกที่จะกลืนความสงสัยนั้นลงคอไป ยังไงซะมิเชลก็ไม่ได้แวะมากินอาหารที่นี่บ่อยนักเธอจึงคิดว่าอย่าทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่จะดีว่าปกติแล้วมิเชลจะดื่มโพชันที่ช่วยให้ไม่จำเป็ต้องดื่มกินแต่ที่เธอแวะมาทานอาหารจริงๆ เป็ครั้งคราว เป็เพราะว่าเธอเห็นมันเป็ส่วนหนึ่งของสีสันในชีวิตก็เท่านั้น
มิเชลบรรจงทานอาหารบนโต๊ะไปที่ละอย่าง ใช้เวลาพอควรเลยที่เดียว กว่าที่อาหารแต่ละจานจะหมดลงความจริงอาหารเหล่านี้มันก็ไม่ได้มากมายอะไรเพียงแต่แค่กินไปเพียงเท่านี้ก็ทำให้มิเชลรู้สึกอิ่มมากแล้ว
หลังทานเสร็จมิเชลก็รับผ้ามาจากแอนนา ก่อนที่จะเช็ดปากด้วยความพึงพอใจ
“ฝากไปบอกหัวหน้าแม่ครัวคามิล่าด้วยว่าอาหารมื้อนี้ยอดเยี่ยมมากเพียงแต่ เจลาโต้นั้นมันหวานเกินไปหน่อยจนทำให้ไปกลบเกลื่อนรสชาติของวัตถุดิบอื่นจนหมด อย่างอื่นๆ นั้นดีแล้ว”
“รับทราบแล้วค่ะ แล้วดิฉันจะไปบอกให้”
ความจริงแล้วไอ้เื่ที่ว่ามันหวานเกินไปรึเปล่ามิเชลก็ไม่ได้รู้ด้วยหรอกคนที่ลิ้นไม่สามารถรับรสความละเอียดอ่อนของไวน์ได้อย่างเธอจะไปรู้เื่แบบนั้นได้ยังไงแม้ตัวมิเชลในอดีตอาจจะเคยได้ลิ้มลองเจลาโต้ต้นตำหรับมาแล้ว ทว่าเธอก็จดจำมันไม่ได้อยู่ดีที่มิเชลกล่าวออกไปแบบนั้นก็เพื่อจะหาเื่ให้หัวหน้าแม่ครัวคามิล่าหัวหมุนซักพักคามิล่าจะได้ไม่มีเวลาไปคิดค้นสูตรพิศดารแบบที่เคยทำในอดีต เพียงแค่นึกถึงก็ทำให้มิเชลรู้สึกขนลุกทั้งที่เธอก็ไม่ได้มาทานอาหารบ่อยแท้ๆ
ในอดีตตอนที่มิเชลได้รับรู้ถึงอีกด้านหนึ่งของคามิล่าเป็ครั้งแรก คงจะเป็ราวๆซักห้าปีก่อนได้ นั่นเป็ครั้งแรก ที่มิเชลได้ทานหัวปลาน่ากลัวที่มีฟันแหลมคมแม้มันจะอร่อย...แต่หลังจากนั้นมิเชลก็ไม่ได้ออกมาทานอาหารอยู่นานหลายเดือน
นอกจากในครั้งนั้นก็ยังคงมีอีกหลายครั้งที่มิเชลได้พบเจอกับของคล้ายๆกัน ทุกวันนี้มิเชลยังคงถามตัวเองอยู่เสมอเลยว่า เธอกล้ากินของพรรณนั้นลงไปได้ยังไงแม้พวกมันจะอร่อยจริงๆ ก็ตาม
ยังไงซะตอนนี้ก็ต้องหางานให้หัวหน้าแม่ครัวคามิล่าทำไปก่อนอย่าปล่อยให้เธอว่างงานเป็อันขาด!
มิเชลตั้งมั่นเอาไว้ในใจ ก่อนที่จะนึกถึงเื่สำคัญต่อไปที่จะกล่าวกับแอนนา
“...แล้วก็นะ”
“คะ?”
มิเชลจ้องใบหน้าแอนนาก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แอนนา เ้าจงไปเรียกรวมตัวทุกคนให้มาพบข้าที่ท้องพระโรงแห่งนี้ซะข้ามีเื่สำคัญบางอย่างที่จะประกาศ”
“รับทราบแล้วค่ะ”
แม้มิเชลจะเอ่ยไปเพียงแค่นั้น แต่แอนนาก็รู้ดีว่าทุกคนที่ว่านี้หมายถึงใครบ้าง
มิเชลจ้องมองไปยังฟรานเชสก้าพลางคิด
(...มันคงถึงเวลาที่จะต้องออกไปสำรวจโลกภายนอก แล้วหละนะ)
หลังจากเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานถูกส่งมายังโล่งที่ไม่รู้จักทันทีหลังจากจบ Tutoreal ไม่รู้จุดประสงค์ไม่มีจุดหมาย
มันคงถึงเวลา...ที่จะก้าวออกไปเผชิญกับโลกภายนอกเสียที
********************************************************************************************
แอนนาเข็นรถเข็นออกมาจากท้องพระโรง พร้อมมีเชิงเทียน โต๊ะหรูเก้าอี้เข้าคู่หกตัว กับผ้าปูโต๊ะสีเทาที่ลอยตามหลัง ประตูสู่ท้องประโรงได้ถูกปิดลงแอนนาเข็นรถต่อไปตามโถงทางเดินยาว จนกระทั่งต้องหยุดลง เพราะมีบางสิ่งมาขวาง
“ไวน์ของข้า¿เป็อย่างไรบ้าง¿นายท่านชื่นชอบมันบ้างไหม¿”
“ไม่เลย เดซี่ ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมนายท่านเลือกที่จะดื่มน้ำองุ่นเสียมากกว่า”
“งั้นรึ¿คงเป็เพราะฝีมือของข้านั้นยังไม่ถึงขั้น¿ ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงจะต้องพยายามให้มากกว่านี้¿ยังไงซะตัวตนของท่านมิเชลก็คงจะเป็แวมไพร์ระดับสูงสุดเฉกเช่นเดียวกับท่านฟรานเชสก้า¿เืและไวน์ย่อมเป็ของคู่กับแวมไพร์...ไม่อาจแยกจาก¿”
แอนนาผงกหัวลงเล็กน้อย เป็การตอบรับว่าเห็นด้วยเ้าของเสียงอันแหบแห้งที่แอนนากำลังคุยอยู่ด้วยนี้คือหนึ่งในผู้ที่มิเชล้าจะพบ‘เดซี่ เดบบัค’
เส้นผมยาวสีดำปิดบังใบหน้าจนมิด ทรงผมแหวกกลางเล็กน้อยเผยดวงตากลมโตสีดำที่น่าหวาดหวั่น เมื่อเห็นแล้วทำให้นึกถึงผีในหนังสยองขวัญ
เดซี่ใส่ชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวยาวที่บางจนมองละลุได้ชุดกระโปรงนั้นพลิ้วไหวไปมาราวกับโดนลมพัดอยู่ตลอด แต่สิ่งที่แปลกที่สุดเลยก็คือตัวเธอนั้นลอยอยู่เหนือพื้นได้โดยไม่มีขา
เห็นได้ชัดเลยว่าเดซี่คนนี้ไม่ใช่มนุษย์น่าจะเป็วิญญาอาฆาตต้องสาปเสียมากกว่า ทว่าทางแอนนาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวใดๆออกมาให้เห็น อาจเป็เพราะพวกเธอได้อยู่ร่วมกันมานานถึงเจ็ดปีอีกทั้งตัวแอนนาเองก็ไม่ใช่มนุษย์เช่นกัน
“นายท่านได้เรียกรวมตัวพวกเราทุกคนเห็นว่าท่านมีเื่สำคัญบางอย่างที่จะกล่าวข้อคงต้องขอให้เ้าไปรออยู่ที่ห้องรับรองเสียก่อน เมื่อมากันครบเมื่อไหรพวกเราจะไปเข้าเฝ้าท่านมิเชลพร้อมๆ กัน”
“จริงรึ¿แบบนี้ข้าก็อดไปทำไวน์รูปแบบใหม่แล้วน่ะสิ¿ ข้าอุสาห์วางแผนเตรียมการทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้วด้วย...ไม่เป็ไร¿ เื่อื่นนั้นต้องรอไปก่อน¿ ในเมื่อเป็คำสั่งของท่านมิเชลข้าก็จะทำตาม¿ ว่าแต่...นี่เื่มันอะไรกันหนะ¿ทั้งที่ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา...ท่านมิเชลก็ไม่เคยเรียกรวมตัวพวกเราทุกคนพร้อมกันเลยแท้ๆ¿”
เดซี่ เดบบัคเธอเป็ิญญาร้ายที่ไม่ได้มีความรู้เื่ไวน์เลยแม้แต่น้อยถึงแม้จะมีความทรงจำก่อนตาย แต่ก็ไม่ได้มีเื่ไวน์อยู่ในหัวเธอเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองั้แ่ศูนย์แม้เธอจะไม่ได้มีความรู้เื่ไวน์ ทว่าเธอก็ได้อยู่อาศัยในสถานที่ ที่มีไวน์ชั้นเลิศมาเป็เวลานาน
เดซี่ได้วางแผนการพัฒนาไวน์รูปแบบใหม่ๆ ไว้ในหัวหมดแล้วแต่ในเมื่อมันเป็คำสั่งของนายท่าน เธอก็คงต้องยุติโปรเจคเอาไว้ก่อนไวน์ของเธอได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากมายจากหลายๆ คนที่ได้ลิ้มลองแต่หากมันไม่ถูกปากนายท่าน มันก็ถือว่าเธอยังคงไม่ประสบความสำเร็จ
ซักวันนึง เธอจะต้องผลิตไวน์ที่คู่ควรกับนายท่านของเธอออกมาให้จงได้ เดซี่ตั้งมั่นเอาไว้ในใจ
แอนนาที่ได้ยินคำถามของเดซี่ก็ได้เงียบไปเล็กน้อยเธอย้อนนึกกลับไปถึงการถอนหายใจก่อนหน้าของมิเชล ตอลดเจ็ดปีที่ผ่านมา แอนนาเรียกได้ว่าเป็ผู้ที่ไกล้ชิดกับมิเชลมากที่สุดแต่เธอก็ไม่เคยเห็นมิเชลถอนหายใจออกมาให้ซักครั้งเื่ในครั้งนี้คงจะไม่ใช่เื่ดีแน่ แอนนาคิดเช่นนั้น
“เื่นั้นเองข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูจากสีหน้าของท่านมิเชลแล้วข้าคิดว่ามันคงไม่ใช่เื่ดี เ้าจงไปรอที่ห้องรับรองเสียก่อนข้ายังต้องไปตามคนอื่นๆ ที่เหลืออีก”
เดซี่พยักหน้าตอบก่อนที่จะล่องลอยจากไปการพูดคุยกันระหว่างทั้งสองนั้นค่อนข้างที่จะแข็งกร้าวไม่แสดงท่าทีสนิทสนมออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อยดูเหมือนกับเป็คนแปลกหน้าสองคนที่เพิ่งได้มาเจอกันเสียมากกว่า
แม้จะอยู่ร่วมกันมานานถึงเจ็ดปีแต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนจะสนิทสนมกันสำหรับแอนนาแล้ว เธอรู้แค่เื่ของมิเชลกับฟรานเชสก้าเป็พอ เื่คนอื่นๆจะเป็ยังไงเธอก็ไม่สน
แอนนาได้เข็นรถเข็นต่อไปตามทางเดินอันมืดมิดโดยมีแส่งสว่างจากเชิงเทียนคอยส่องทาง