“ดี ดี ดี!”
มู่อวิ๋นแผดเสียงะโคำว่าดีออกมาติดต่อกันถึงสามครั้ง
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนดูอัปลักษณ์และน่าสยดสยองถึงขีดสุด
การสูญเสียหลานชายไป ทำให้ความแค้นระหว่างเขาและตระกูลเซี่ยกลายเป็หนี้เืที่มิอาจอยู่ร่วมโลก ต่อให้ราชครูจะออกหน้าขวางทาง เขาก็ไม่คิดจะรามือ
“เช่นนั้นก็ให้ข้าได้ประจักษ์เถิดว่า ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรหย่าสือหลานอย่างเ้า จะเก่งกาจสมคำร่ำลือเพียงใด!”
มู่อวิ๋นเลียริมฝีปากตนเอง จากนั้นประสานอินขึ้นข้างหน้า กลิ่นอายพลังทั่วร่างพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งในชั่วพริบตา
“เ้าถึงขั้นฝึกฝนวิชามารเช่นนี้เชียวรึ?”
เมื่อเห็นความแข็งแกร่งของมู่อวิ๋นเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ราชครูก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาเพียงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ท้องฟ้าทั้งหมดหม่นแสงไร้สีสัน เมื่อร่างปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาก็เข้าประชิดตัวมู่อวิ๋นแล้ว
“ปัง!”
เมื่อเห็นราชครูลงมือ มู่อวิ๋นก็ซัดฝ่ามือออกไปต้านรับ สองฝ่ามือปะทะกันเกิดคลื่นพายุหมุนอันรุนแรงมหาศาลม้วนตัวออกจากใจกลางการต่อสู้ แผ่กระจายทำลายล้างไปทั่วบริเวณ
“ระวัง!”
มู่อวิ๋นไม่รู้ว่าใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามใดจึงสามารถยกระดับพลังสู่ขอบเขตอานุภาพเทพได้ชั่วคราว เมื่อเห็นยอดฝีมือขอบเขตอานุภาพเทพสองคนเพียงขยับเขยื้อนกายก็เกิดแรงะเืขนาดนี้ เซี่ยฝูคุนจึงรีบะโเตือนออกมา
และในจังหวะนั้นเอง เงาที่ยืนอยู่ข้างกายเซี่ยฝูคุนก็ก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะยื่นมือออกไปสลายคลื่นพายุอันดุดันนั้นลงได้อย่างง่ายดาย
เซี่ยฝูคุนหนังตากระตุกด้วยความใ เขาคาดไม่ถึงว่าแม้แต่คนสนิทที่ราชครูพามาด้วยจะมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ ดูท่าคนผู้นี้คงจะบรรลุขอบเขตครึ่งก้าวอานุภาพเทพแล้วกระมัง?
เซี่ยฝูคุนละสายตามายังคนข้างกาย และเป็จังหวะนี้เองที่เขามีเวลาพิจารณาอีกสองคนที่เหลือซึ่งมาพร้อมกับราชครู
เขาพบว่าข้างกายของตนในตอนนี้ มีแม่นางน้อยตัวเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งกำลังยืนอยู่
แม่นางน้อยคนนี้อายุราวๆ สิบขวบ นางสวมเสื้อตัวสั้นสีเขียวอ่อนดุจใบหลิวริมทะเลสาบ เผยให้เห็นแขนขาวนวลเนียนราวกับรากบัว เส้นผมทั้งสองข้างมัดด้วยด้ายแดงเป็เปียเล็กๆ ทิ้งตัวยาวสยายลงมา ให้ความรู้สึกถึงความเป็เด็กสาวโลลิอย่างเด่นชัด
ราวกับััได้ถึงสายตาของเซี่ยฝูคุน แม่นางน้อยจึงยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหันมาและยื่นมือออกไปหาเขา
“ชิงมู่เสวียน เป็ผู้อัญเชิญเช่นกัน”
เหอะๆ... แนะนำตัวได้เท่เกินไปไหมเนี่ย?
เซี่ยฝูคุนยื่นมือออกไปจับมือเล็กๆ นั้นอย่างเก้ๆ กังๆ
คงไม่ใช่หรอกนะ? เขาเคยแอบคิดว่าราชครูอาจจะใช้อุบายสาวงามมาล่อลวงเขาเพื่อดึงตัวเข้าสังกัด อย่างเช่นการหมั้นหมายอะไรทำนองนั้น แต่ถ้าจะให้สมเหตุสมผลหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะส่งคนที่อายุใกล้เคียงกับเขามาสิ แต่นี่พาเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเขาเป็สิบปีมาด้วยนี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ไม่ได้การ... เซี่ยฝูคุนคิดว่าวันหน้าเขาต้องหาโอกาสปรึกษาเื่นี้กับราชครูอย่างจริงจังเสียแล้ว
ทางด้านชิงมู่เสวียน หลังจากจับมือเสร็จก็ไม่ได้สนใจเซี่ยฝูคุนอีก นางหันไปจดจ้องที่สนามรบทันที เซี่ยฝูคุนเองก็ไม่อยากทำตัวให้น่ารำคาญ จึงเบนสายตากลับไปยังการปะทะกันระหว่างราชครูกับมู่อวิ๋น
ในเวลานี้ การต่อสู้เริ่มปรากฏผลแพ้ชนะให้เห็นแล้ว
แม้ว่ามู่อวิ๋นจะยกระดับพลังสู่ขอบเขตอานุภาพเทพได้ชั่วคราว ทว่านั่นเป็เพียงวิชาทางอ้อมที่ไม่มั่นคง ในขณะที่ราชครูนั้นบรรลุขอบเขตอานุภาพเทพมานานแล้ว หากจะพูดให้ร้ายหน่อยก็คือ ทั้งคู่เป็คู่ต่อสู้ที่อยู่คนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง
เพียงไม่นาน มู่อวิ๋นก็ถูกบีบให้ถอยร่นไปทีละก้าว
“ท่านราชครู ท่านคิดจะสอดมือยุ่งเื่นี้จริงๆ หรือ?”
มู่อวิ๋นยิ่งสู้ก็ยิ่งว้าวุ่นใจ ตอนนี้เขาถึงได้ตระหนักว่า ช่องว่างระหว่างยอดฝีมืออันดับสองและอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรหย่าสือหลานนั้น มันกว้างใหญ่เพียงใด!
“มิเช่นนั้น? หรือเ้าคิดว่าที่ข้าลงมือไปเมื่อครู่คือการหยอกเล่น?”
ราชครูแค่นหัวเราะ เขารู้ดีว่าในใจของมู่อวิ๋นเริ่มคิดถอยหนี แต่เขาก็ไม่อยากเหลือเสี้ยนหนามอย่างมู่อวิ๋นเอาไว้ เพราะหากตัดหญ้าไม่ถอนราก พอลมฤดูใบไม้ผลิพัดมา มันย่อมกลับมาเติบโตได้อีก
“ในเมื่อเป็เช่นนี้”
มู่อวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วโบกมือขึ้น ยอดฝีมือจากเขาเมฆาขาวที่เหลือทั้งหมดกลับถูกพลังของเขาดูดดึงเข้ามาหาตัวอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นยอดฝีมือเขาเมฆาขาวถูกดึงมาเช่นนั้น ราชครูก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่ามู่อวิ๋นกำลังเล่นเล่ห์กลอันใดอยู่
“เื่ในวันนี้ มู่อวิ๋นจะจำไว้ วันหน้า หนี้ใหม่และแค้นเก่า ข้าจะมาสะสางรวบยอดพร้อมกัน!”
มู่อวิ๋นทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้และเตรียมจะหนี
ราชครูเตรียมจะลงมือขัดขวาง แต่ร่างกายของยอดฝีมือเขาเมฆาขาวเ่าั้กลับะเิออกมาจากการถูกควบคุมโดยที่เ้าตัวไม่อาจขัดขืน
แรงะเิอันรุนแรงและต่อเนื่องนั้น แม้แต่ราชครูยังรู้สึกว่าตึงมือเกินกว่าจะฝ่าเข้าไป เขาจึงทำได้เพียงยืนอยู่กับที่และมองดูมู่อวิ๋นหลบหนีไปต่อหน้าต่อตา
“บัดซบเอ๊ย!”
เซี่ยฝูคุนคาดไม่ถึงว่าในวาระสุดท้าย มู่อวิ๋นจะใช้วิธีการชั้นต่ำเช่นนี้ในการหลบหนี
เป็อันว่า ในอนาคตเขาจะมีศัตรูตัวฉกาจคอยลอบกัดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเสียแล้ว!
แต่นับว่าโชคดี สำหรับเซี่ยฝูคุนแล้ว มู่อวิ๋นเป็เพียงตัวตนที่เขายังไม่อาจต่อกรได้ในตอนนี้เท่านั้น ในอนาคต เมื่อเขาสามารถหลอมสัตว์อัญเชิญระดับอานุภาพเทพออกมาได้ ถึงตอนนั้น ใครจะต้องเกรงกลัวใครก็ยังไม่แน่!
ราชครูมองส่งมู่อวิ๋นที่หนีไปพลางส่ายศีรษะ ก่อนจะหันกลับมาหาเซี่ยฝูคุน
“เ้าหนู ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากเมืองหลวงเพื่อช่วยชีวิตเ้าไว้เชียวนะ”
เมื่อได้ยินคำของราชครู เซี่ยฝูคุนก็ได้แต่กลอกตาไปมา
“ทราบแล้ว ทราบแล้ว ท่านก็แค่อยากให้ข้ากลับไปกับท่านมิใช่หรือ? ข้าจะไปกับท่านก็ได้”
ราชครูยิ้ม เขาคาดไม่ถึงว่าเซี่ยฝูคุนจะมีไหวพริบและเข้าใจสถานการณ์ได้รวดเร็วเพียงนี้
“ทว่า ท่านต้องรับปากข้าอย่างหนึ่ง ท่านต้องคุ้มครองความปลอดภัยของตระกูลเซี่ย ข้าเกรงว่าเฒ่าเ้าเล่ห์มู่อวิ๋นจะไม่ยอมรามือ และย้อนกลับมาล้างแค้นในภายหลัง”
“เื่นี้เ้าวางใจได้”
ราชครูยิ้มอย่างละไม
“ก่อนหน้านี้ข้าได้จัดสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายชั่วคราวไว้ที่เมืองเซี่ยแล้ว หากเมืองเซี่ยมีภัย ข้าสามารถเดินทางมาถึงได้ในทันที”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยฝูคุนจึงพยักหน้าตกลง
ทางด้านเซี่ยกว่างอวิ๋น ในตอนนี้อาการเริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว เมื่อเห็นราชครูผู้สูงส่งเหนือผู้ใดกำลังพูดคุยหยอกล้อกับบุตรชายของตนอย่างเป็กันเอง ในใจของเขาก็เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
เขาโค้งคำนับราชครูอย่างนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านราชครูที่เมตตาช่วยเหลือ”
“ฮ่าๆ มิต้องขอบคุณข้าหรอก หากจะขอบคุณ ก็จงขอบคุณที่เ้ามีบุตรชายที่ดี หากเขาไม่ใช่ผู้อัญเชิญ ข้าเองก็คงไม่ได้เดินทางมาช่วยเหลือด้วยตนเองเช่นนี้”
คำพูดของราชครูทำให้เซี่ยกว่างอวิ๋นรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
“เอาเถิด ไม่ต้องมากความ ยามนี้เมืองเซี่ยพังพินาศย่อยยับไปไม่น้อย เื่ที่เหลือหลังจากนี้เ้าต้องจัดการดูแลด้วยตนเอง ส่วนเซี่ยฝูคุน ข้าจะขอนำตัวเขาไปก่อน”
“คุนเอ๋อร์สามารถติดตามไปฝึกฝนกับท่านราชครูได้ กว่างอวิ๋นย่อมวางใจยิ่งนัก”
เซี่ยกว่างอวิ๋นโค้งคำนับอีกครั้ง
เดิมทีเขาคิดจะส่งเซี่ยฝูคุนไปที่สำนักศึกษาอ้าวติง แต่ตอนนี้เมื่อมองดูแล้ว การได้ติดตามอยู่ข้างกายราชครูนับเป็ทางเลือกที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า
“ฮ่าๆ”
ราชครูหัวเราะเบาๆ สะบัดแขนเสื้อครั้งเดียว ร่างของเซี่ยฝูคุนและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ หายไปในอากาศพร้อมกับเขา
ก่อนจะลับตาไป เซี่ยฝูคุนมองไปยังเซี่ยกว่างอวิ๋น ทำให้นึกถึงบิดาของตนที่อยู่บนโลกมนุษย์
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงมีความรู้สึกแรงกล้าขึ้นมาสายหนึ่ง
เมื่อใดที่เขาแข็งแกร่งขึ้นจนถึงขีดสุด...
เขาจะต้องหาทางกลับไปยังโลกมนุษย์ให้จงได้
...
เมืองหลวง
เซี่ยฝูคุนรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วครู่ พริบตาต่อมาพวกเขาก็มาถึงเมืองหลวงแห่งอาณาจักรหย่าสือหลานเรียบร้อยแล้ว
หลังจากจัดเตรียมที่พักให้เสร็จสรรพ ราชครูก็พูดกับเซี่ยฝูคุนว่า
“นับจากนี้ไป เ้าจงติดตามฝึกฝนไปพร้อมกับเสวียนเอ๋อร์เถิด”
“เสวียนเอ๋อร์?”
เซี่ยฝูคุนชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อนั้น
จะให้เขาติดตามฝึกฝนไปพร้อมกับแม่นางน้อยอายุสิบขวบเนี่ยนะ???
นี่มัน... ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรกระมัง?