ว่ายเปียว จากตระหนกใ ปนความหวาดกลัวในแววตาตอนแรก เมื่อเริ่มมองภาพมุมสูงจาก ‘กระบี่’ บินทะยาน แหวกอากาศเกิด เสียงแหลมบาดแทงแก้วหู
เขาจะเปลี่ยนกลายเป็ความอยากรู้ อยากเห็น ผ่านกรอบสายตาขึ้นมา
คล้ายแววตาทะเล้นว่ายเปียว ได้มองเห็นโลกที่กว้างขึ้น ในมุมมองที่เขาไม่อาจจินตนาการถึง…จากที่ไหนมาก่อน
ซึ่งก็ไม่นาน ขณะเหล่าศิษย์ลอบส่ายหัว ครั้นคิดว่า ‘ว่ายเปียว’ มันจะต้องร้องโหวกเหวกโวยวาย หาแม่อย่างแน่นอน แต่ดันผิดคาด พวกเขาไม่น้อย…
เมื่อเห็นดวงตาใสกระจ่าง ว่ายเปียว ภายใต้เส้นผมพะรุงพะรัง ปกใบหน้าขอทานตัวน้อย ดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
“หึ! ให้มันได้แบบนี้ซิ! ไอ้หมอนี่เปลี่ยนสีหน้า ไว ชะมัดยาด”
“อืมๆ ข้าก็ว่างั้น” ขณะไม่นานเบื้องหน้าพวกเขาคือ ‘เขตสำนักมารบูรพา’ เมื่อผ่านเมฆหมอกพิษสีม่วงหนาบังตา ให้ความรู้สึกอันตราย ขึ้นมาถึงขีดสุด ที่เมฆพิษม่วงแหวกเปิด
พวกเขาก็เห็นที่ตั้งสำนักโอ่อ่าใหญ่โตลึกลับทรงพลัง พร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้าง สูงทะลุไปถึงยอดเขาหินดำน่าคร้ามเกรง
เสียงเอ่ยเตือนดังขึ้นมาจาก ศิษย์พี่ มู่หลง “ข้าขอเตือนพวกเ้าไว้ก่อน อย่าคิดแตะต้องค่ายกลหมอกพิษม่วง เด็ดขาด หากไม่อยากไปนอนคุยกับบรรพบุรุษของพวกเ้า”
ซึ่งคนคิดหนี น่าจะมีแต่ ‘ว่ายเปียว’ ที่นางเอ่ยเตือนขอทานน้อย อย่างตั้งใจ
ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองเด็กหนุ่มด้านหลังสุด ด้วยสีหน้าหลากหลายอารมณ์ แต่สิ่งหนึ่งพวกเขาคิดอยู่ในหัวเหมือนๆ กันคือ ‘ขอทานถูกพามาด้วย จะอยู่ได้กี่วัน…กันเชียว’
ว่ายเปียว ทำปาก อู้อี้ รับคำอย่างไม่ค่อยจำยอมเท่าใดนัก “รู้แล้วน่า!”
‘ข้าก็ไม่ได้โง่นะโว้ย ไอ้สายตาพวกนั้น พวกเ้าควรเก็บกลับไปได้แล้ว!’ ซึ่งคำพูดตอนท้ายว่ายเปียว ก็ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าพูดมันออกมา
วูม!
ก่อนกระบี่บินทะยานจะเหาะมาถึงหน้าเรือนพักศิษย์สายนอก อาคารยาวพรืดเหมือนงูตัวใหญ่ขดอยู่บนเชิงเขา กลางพื้นที่สวนร่มรื่น แบ่งออกเป็ชั้นนอก ชั้นในของเรือนพักที่อยู่อาศัยศิษย์มาใหม่ แต่ละรุ่นอย่างชัดเจน
ทว่าแววตาศิษย์สายนอกบนลานฝึกฝน สายตาพวกเขามองศิษย์ใหม่ ‘มาเยือน’ พลางแสยะยิ้ม มุมปากอย่างน่ากลัว
เหมือนไม่ได้มองพวกเขาเป็มนุษย์ แต่มองเป็เนื้อสด ล็อตใหม่ ถูกส่งเข้ามามากกว่าตอนนี้
ปึง! เสียงเคลื่อนที่หยุดลง…
ศิษย์สายนอก หอชำระล้างกระบี่ เข้ามาช่วยดูแล กระบี่ ศิษย์พี่มู่หลง ก้าวฝีเท้าลงมา นางจะปั้นหน้าเ็า ออก หา ศิษย์สายนอก กลุ่มนั้นทันที
ซึ่งตามจริงนางไม่รู้จะพูดคุยอะไรมากกว่า ขณะศิษย์สองคนกล่าว พร้อมในแววตา ฉายความเลื่อมใส ศรัทธา อย่างสุดซึ้ง “ลำบากศิษย์พี่มู่หลง ออกไปรับศิษย์ใหม่ แล้วขอรับ”
หญิงสาวตอบ “อืม” พร้อมร่างมู่หลงขยับวูบไหว เกิดภาพทับซ้อน ไปประสานฝ่ามือผู้าุโ จั๋ว ชายชราผู้ดูแลศิษย์สายนอก อย่างรวดเร็ว
ให้ผู้คนฮือฮา กับวิชาเคลื่อนที่ร่างกายเงา ไม่ธรรมดาของแม่นางมู่หลง ศิษย์พี่สายใน ไม่ใช่ อะไร พวกเขาจะเห็น ง่ายๆ
ว่ายเปียว มองหน้าผู้าุโชรา ผมสีขาวโพลน สั้นฟู เหมือนหัวเห็ดป่ากำลังผลิบาน
เขาประสานฝ่ามือ โค้งคำนับ แทบหลุดขำ เมื่อมองอย่างไรก็เห็นหัวผู้าุโชรา เป็หัวเห็ดชัดๆ
ขณะทุกคนเรียก ผู้าุโ จั๋ว เสียงดัง… ว่ายเปียว จะแพ้เสียงในหัวของเขาไปแล้ว ที่ะโเบาๆ เรียก ‘ผู้าุโ หัวเห็ด’
ชายแก่ ที่กำลังวางมาด ข่มขู่เด็กใหม่ ด้วยความหยิ่งผยอง จู่ๆ ดวงตาจะกระตุก น้อยๆ ที่มือเท้าเอวหลุดพรืด ‘ข้าได้ยินอะไรแปลกๆ หรือหูแว่วไป อย่างไร?’
ก่อนจ้องเขม็งไปยังศิษย์ใหม่ กำลังก้มหัว “เ้า!”
ไม่เว้นแม้แต่ ศิษย์มาใหม่ทั้ง9 ตอนนี้พร้อมใจกันทำตาล่อกแล่ก มองบน หา ว่ายเปียวกันแล้ว ‘ไอ้บ้านี่มาถึงก็หาเื่ตาย แล้วไง’
‘แถมไม่ได้หาเื่ตายคนเดียวเสียด้วย’ โดยเฉพาะ ‘เด็กสาว’ แถวรองสุดท้าย แววตานางเผยความไม่พอใจอย่างแรง ที่สบถด่า “มารดา แม่เองเถอะ!”
ศิษย์พี่ มู่หลง นางมารน้อยยังต้องกระแอมไอ เบาๆ ตัดฉับบรรยากาศ ที่ตอนนี้เริ่มหนักอึ้ง มองหน้าผู้าุโชรา จั๋ว ประสานฝ่ามือ จากไปทันที
“หากไม่มีเื่อันใดแล้ว ศิษย์ขอตัวก่อนแล้วกัน” นาง ก็รีบเดินออกไป ด้วยความคล่องแคล่ว
าุโ จั๋ว ทำตัวนอบน้อม อย่างไร มู่หลง ก็เป็ศิษย์คนโปรด ของผู้าุโสูงสุดในสำนัก
เมื่อเทียบเขาแล้วที่เป็าุโ ดูแลศิษย์สายนอก ‘ธรรมดา’ จะนับเป็อะไรได้
ขณะเตรียมบีบฝ่ามือ เกิดเสียงดังกรอบแกรบ! ให้ศิษย์มาใหม่ รู้สึกเสียวสันหลังชาวาบกันขึ้นมาทุกคน
ซึ่ง มู่หลง อดไม่ได้พึมพำออกมา หลังจากเดินไปไกลแล้ว “ผู้าุโ จั๋ว ก็เหมือนหัวเห็ด อยู่ จริงๆ ตามที่เด็กนั้นพูด” ครั้นแอบมีมองเหลียวหลัง ไปดูอีกครั้ง
าุโ จั๋ว ชายชราผู้ดูแลศิษย์สายนอก ถึงกลับไปไม่เป็ ที่ได้ยินคำพูด มู่หลง เดินออกห่าง ไม่คิดว่าเสียงจะดังมาถึงที่นี่
ศิษย์ใหม่เก็บอาการไม่ไหว ยังแอบลอบขำพรืด กันออกมา
ก่อนาุโ จั๋ว มองถลึงตาดุ ใส่ คล้ายบอกว่า ‘ใครพูดเื่นี้อีก โดนดีแน่’ “ฟู่!” เมื่อแยกเขี้ยว มีเสียงเล็ดลอดไรฟัน ข่มขู่ ใบหน้าดุร้าย ราวัปีศาจแผ่พลังคำราม
ทุกคนรีบอุดปากเงียบ ขณะดวงตาเบิกโพลงด้วยความใ
ก่อนสายตาเอาเื่ เปลี่ยนไปกดดัน คนที่ควรถูกอุดปากมากที่สุด แล้วตายๆ ไปเสีย คือว่ายเปียวตอนนี้ “เ้า! อย่าหาเื่ ให้พวกเราอีกเชียว!”
“ยังไม่สำเหนียกตนเองอีก” เด็กหนุ่มอีกคนทำท่าง้างหมัด ที่กล่าวเสริม
าุโ จั๋ว ชายชราผู้ดูแลศิษย์สายนอก เห็นความยากลำบาก ว่ายเปียว ในอนาคตอยู่ตรงหน้าก็มิปาน
เขาจะเปลี่ยนหน้าเป็เบิกบานใจ ฉีกยิ้มมีเลศนัย เล็กๆ …พาศิษย์ใหม่ ไปยังเรือนพักด้านซ้าย ของศิษย์ผู้มาใหม่
เสียงแหบพร่าชายชรา พลางท่องกฎสำคัญสำนักมารบูรพา ไประหว่างเดินไม่ขาด “มีเพียงสถานที่หลักของสำนักที่ห้ามฆ่าฟัน หากใครฝ่าฝืน โทษหนัก”
“ฐานะพวกเ้าลูกคุณหนู ลูกขุนนาง ไม่มีความหมายที่นี่อีกต่อไป เมื่อมาอยู่ที่นี่สำนักมารบูรพา ทุกคนต้องทำงานและฝึกฝน ไม่มีคำว่ายุติธรรม หากพวกเ้าไร้ซึ่งพลัง…”
ระหว่างที่กล่าว ดวงตาชายชราจะกระตุกขึ้นมา ถี่ๆ อีกครั้ง เมื่อเห็น ‘ว่ายเปียว’ วิ่งไปช่วยถือของสัมภาระใบน้อยเหล่าผู้มาใหม่
พร้อมเสียงเจื้อยแจ้ว เยินยอ ขอทานตัวน้อยดังไม่ขาด “มาๆ คุณชาย คุณหนูผู้มาจาก์ ข้าถือของให้พวกท่านเอง เหล่าเทพตัวน้อย ผู้มาโปรด”
ศิษย์ใหม่เดินตามกันมา…หมดคำจะพูด ที่เอาฝ่ามือกายหน้าผากฟังคำเยินยอ เด็กกะล่อน ขอทานแล้ว
ชายแก่กำลังพูดกฎสำนักให้ฟัง ดวงตาแดงก่ำ หนังตากระตุก น้อย ๆ ‘ไอ้เด็กเวรพวกนี้ มันจะตั้งใจฟัง ข้าพูดหรือเปล่า’
ทันใดชายชราจะผ่อนฝีเท้าช้าลง กระซิบข้างๆ เด็กหนุ่มแถวหน้า ดูท่าทาง จะมีประโยชน์ อยู่ไม่น้อย “ไอ้เด็กนี่ มันมาจากเทือกเถาเหล่ากอใด?”
ขณะมองไม่พอใจว่ายเปียว
เด็กหนุ่มปู้หาญซาน ยิ้ม หัวเราะ แห้งๆ “ข้าก็ว่างั้นแหละ ท่านผู้ดูแล จั๋ว มันก็แค่ขอทานคนหนึ่ง ที่ดวงดีเท่านั้นเองแหละ”
าุโ จั๋ว ชายชราผู้ดูแลศิษย์สายนอก ได้ยินที่มาว่ายเปียว พลางขมวดคิ้ว ค้านจะสนใจ ขยะแบบนี้แล้ว
ก่อนให้พวกเขาเลือกห้องพักเล็กแคบกันเอง ชายชราก็กำชับว่า “พวกเ้า จำกฎสำนักให้ขึ้นใจ” ซึ่งกลัวว่าพวกเขา จะลงมือขัดขากันไปเสียก่อน ที่คลี่ยิ้มในตอนท้าย…
ปู้หาญซาน คุณชายมีฐานะ สะบัดชายแขนเสื้อหรูหราเล็กๆ ยื่นข้อเสนอ วางท่าตนเอง จะเป็มารผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต “เราใช้ห้องตามลำดับ ที่มาแล้วกัน”
“อืมๆ” หลายคนได้ยินหรี่ตา คล้ายคาดเดาความคิด ปู้หาญซาน ออก อีกฝ่ายไม่้า อยู่ห้องใกล้ ว่ายเปียว ที่หลายคนในกลุ่ม มองเป็ตัวปัญหา
ขณะเดินมาเอาสัมภาระที่ว่ายเปียวถือ “เด็กชายมอมแมม เ้าส่งของมา!”
เวลาเดียวกัน ว่ายเปียวขอเงินตำลึง แบมือ จากสายตาทะเล้น จะดังขึ้น “ค่าจ้าง แบกสัมภาระล่ะ ขอรับคุณชาย”
ปู้หาญซาน มองอีกฝ่ายยิ้มแบบกวนๆ เขาจะหยิบถุงเงิน ให้ว่ายเปียว ไปทั้งถุง แต่ในแววตาคล้าย จะรอยิ้มเยาะขอทานตัวดี
คนอื่นๆ เองก็ลอบฉีกยิ้ม เมื่อส่งถุงเงิน ก่อนพวกเขาจะขำกันออกมาก้อง “ฮ่าๆ ไอ้โง่ที่นี่ สำนักฝึกยุทธ์ เงินตราโลกมนุษย์ จะเอามาใช้ได้อย่างไร”
“ฮ่าๆ หากที่นี่เป็สำนักเปิด ก็ว่าไปอย่าง ที่นี่สำนักมารบูรพาเชียวนะ เ้าขอทาน เล่นผิดคนแล้ว เดี๋ยวพ่อ ปัดตบให้ชักดิ้น ชักงอเลย”
ว่ายเปียว รีบเอ่ยสวนที่กำถุงเงินไว้แน่น “เ้าจะ ฮา เวอร์ อะไรขนาดนั้น ตบ เลย แน่จริง ก็ตบแก้ม ข้าตรงนี้ เลยซิ!”
“หาเื่เจ็บตัวนัก เ้าขอทาน!” พร้อมเด็กหนุ่มมาด้วยกัน ชี้หน้า ว่ายเปียว ทำท่าผิวปาก ไม่รู้ ไม่ชี้
ปู้หาญซาน รีบคำรามเสียงเบาสบถคำขาด “พอแล้ว พวกเ้า แยกย้าย ลืมกฎสำนักแล้วหรืออย่างไร… เ้าขอทาน ก็พอเถอะ!”
ครั้นมีพวกศิษย์อยู่ที่นี่มาก่อน กำลังมองชมเื่สนุก ให้พวกเขาต้องเก็บท่าที ความโอหังลงไป ขณะพวกศิษย์สายนอก ‘รุ่นพี่’ เริ่มพูดคุย “ศิษย์ใหม่คราวนี้ ดูท่าจะไม่เลวนะ”
ก่อนเสียงเริ่มบทสนทนา น่ากลัวจะดังขึ้น “พวกเ้าว่า ใครจะเป็คนแรก ที่ต้องตายตก?”
ชายผมสีแดง หน้าดูหยิ่งยโส รีบกล่าว พร้อมท้าพนัน “ฮ่าๆ ก็ต้องเป็เ้าเด็กผมปรกหน้า มอมแมม ขอทาน ไร้พลังคนนั้นอยู่แล้ว”
ชายอีกด้านนั่งขัดสมาธิ กล่าวเสริมสำทับออกมาด้วย “อืมๆ ส่วนนี้ ไม่เห็นต้องถามเลย”
ด้านของว่ายเปียว เข้าห้องเล็กเท่ารูหนู ปิดประตูดัง ปัง!
เขานั่งลงได้ ก็เริ่มคิดหนักกับตนเอง ‘ที่นี่มันอันตรายจริงๆ’ ขณะตั้งปณิธาน จะต้องอยู่รอดแบบมีชีวิต ที่แห่งนี้…ให้ได้
เมื่อเริ่มขยับตัวเก็บข้าวเก็บของภายในลังไม้ ก็ผ่านไปเกือบชั่วยาม ที่ว่ายเปียวเริ่มขยับตัว เอาตำราเด็กสาวขอทานจู่ฉิงยัดสาบเสื้อให้มา อ่านไปพลาง แล้วเก็บมัน…ลงไป
“อย่างไรก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น เข้าสู่เส้นทางฝึกยุทธ์ ให้ได้แล้วซินะ แบบนี้ ถึงจะมีชีวิตอยู่รอด”