บทที่23
โรคระบาด
คัมภีร์เล่มหนึ่งถูกยื่นมาให้เบื้องหน้าลู่หยางดวงตาของตนเองจ้องมองมันอย่างสงสัยเขาเอียงคอของตนเองไปมาอยู่สักพักก่อนที่จะยื่นมือของตนเองออกไปด้านหน้าแล้วก็รับของสิ่งนั้นเอาไว้ภายในมือ
อากาศที่เขารับของสิ่งนั้นเอาไว้ภายในมือเขาดึงมันกลับมาจากนั้นก็ลองค่อยๆเปิดคัมภีร์มวลนั้นดูอย่างช้าๆ
เปิดคัมภีร์ออกลองใช้ดวงตาสำรวจด้านในที่อยู่ด้านหน้าของเขามันคือตัวอักษรมากมาย
เพียงแค่มองครั้งเดียวมันก็ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่มันถูกเขียนอยู่เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็ข้อมูลและบันทึกของโรคระบาดที่กำลังระบาดอยู่
ลู่หยางเมื่อรู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในมือของเขาคืออันใดเขาได้เงยใบหน้าของตนเองขึ้นมาแล้วก็มองไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้า
เพียงสบตาครั้งเดียวบุรุษที่อยู่ด้านหน้าก็รู้คำถามที่อยู่ภายในใจของเขาคุณชายเว่ยพยักหน้าก่อนจะกล่าว “ ใช่แล้วขอรับมันคือรายละเอียดเกี่ยวกับโรคระบาดที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้บริเวณใกล้ๆเขตหลันโจว”
ลู่หยางเมื่อยืนยันได้เช่นนั้นจึงขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันอย่างสงสัย“ เหตุใดท่านถึงรู้เื่นี้ได้ท่านบอกว่าโรคระบาดเพิ่งเริ่มระบาดแถมมันยังอยู่ภายในเมืองที่อยู่ห่างออกจากสถานที่แห่งนี้นับร้อยลี้”
คุณชายเว่ยมองเห็นความประหลาดใจของผู้ที่อยู่ด้านหน้าจึงอธิบาย“ ถ้าบอกแล้วอย่างไรขอรับว่าถ้ามีสายข่าวมากมายเกี่ยวกับเื่ราวที่มันจะกระทบความปลอดภัยของข้าแล้วก็กระทบเกี่ยวกับการค้าขายล้วนแล้วจำเป็จะต้องรู้ก่อนผู้อื่นเสมอ”
“ โรคชนิดนี้เริ่มระบาดเมื่อประมาณสิบวันก่อนหลังจากที่ข้าได้รู้ข่าวให้สายข่าวที่อยู่ภายในเมืองนั้นตรวจดูอาการโรคแล้วก็เขียนใส่จดหมายส่งนกพิราบมาที่เมืองนี้”
คุณชายเว่ยทำการชี้แจงสิ่งที่ตนเองนั้นได้รับมา
ลู่หยางได้ฟังเช่นนั้นเริ่มรู้สึกว่าอำนาจของผู้ที่อยู่ด้านหน้าของเขามีมากจริงๆตอนนี้ภายในเมืองขนาดพวกมือปราบภายในเมืองยังแทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย
เมืองแห่งนี้เป็เมืองที่ถูกแทรกแซงโดยราชสำนักน้อยที่สุดแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีขุนนางคอยดูแลและบริหารจัดการ
แห่งนี้มีขุนนางคอยดูแลรักษาและจัดการขุนนางขั้นที่ 2 เป็เ้าเมืองได้อย่างมีคุณภาพอีกมากมายที่คอยดูแลและจัดการเื่ราวต่างๆภายในสถานที่แห่งนี้แต่มันจะแตกต่างจากเมืองอื่นก็ตรงที่เมืองแห่งนี้ค่อนข้างจะอิสระขุนนางที่ถูกคัดเลือกมาล้วนแล้วแต่เป็คนภายในเมืองที่เกิดและเติบโตภายในสถานที่แห่งนี้
มันเลยทำให้เมืองแห่งนี้ค่อนข้างจะถูกอำนาจของราชสำนักแทรกแซงน้อยเป็อย่างมาก
แต่ถึงกระนั้นการที่คุณนั่งภายในเมืองครับไม่รู้ข่าวอะไรเลยแต่คุณชายผู้อยู่ด้านหน้ากับรู้กระทั่งอาการโรค
มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวตนของตระกูลนี้เริ่มไม่สามารถมองข้ามได้
ลู่หยางจ้องมองผู้ที่อยู่ด้านหน้าอยู่สักพักก่อนที่จะละความสนใจไปจากเขาก้มดวงตาของตนเองต่ำลงมองสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองในตอนนี้
ใช้ดวงตาของตนเองมองสิ่งที่อยู่ภายในมือคัมภีร์ที่มีตัวอักษรมากมายถูกเขียนเอาไว้เป็อาการของผู้ป่วยแบ่งแยกตามประเภทและลักษณะอย่างชัดเจน
ลองใช้ดวงตาอ่านดูทำให้เขานั้นได้ล่วงรู้ว่าโรคระบาดที่กำลังเป็อยู่ตอนนี้มันระบาดอยู่ประมาณสามเมืองแล้วมีผู้คนป่วยแต่ละเมืองไม่ต่ำกว่าหลักร้อยคนและก็มีแนวโน้มว่าจะมีผู้คนที่ป่วยเป็โรคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยอาการป่วยที่ััได้อย่างแรกเลยนั่นก็คือร่างกายจะอ่อนแรงและอ่อนเพลียกว่าปกติและหลังจากนั้นประมาณสองวันบนร่างกายจะมีผื่นสีแดงขึ้นหลังจากที่มีผื่นสีแดงขึ้นมาหนึ่งวันร่างกายจะเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวราวกับว่าโดนไฟแผดเผาหลังจากนั้นอีกหนึ่งวันร่างกายก็จะเย็นราวกับโดนความหนาวแทรกแซงถึงกระดูกดำ
นี่เป็เพียงแค่อาการข้างต้นเท่านั้นและหลังจากที่ผ่านพ้น่อากาศในตอนแรกแล้วในแต่ละวันผู้ป่วยจะได้รับความรู้สึกร้อนราวกับไฟแผดเผาและหนาวราวกับว่าหนาวเหน็บเข้ากระดูกวันสลับวัน
และเมื่อโรคระบาดเริ่มหนักขึ้นมันจะทำให้อวัยวะภายในร่างกายไม่สามารถแบกรับได้จนกระทั่งสิ้นใจตายในที่สุด
ถ้าคนที่ป่วยเป็โรคนี้มีร่างกายแข็งแรงสามารถทนอยู่ได้กว่าสิบวันแต่ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงเพียงแค่เจ็ดวันก็คงจะล้มป่วยและตายไปแล้ว
ลู่หยางให้ลองอ่านลึกลงไปเกี่ยวกับวิธีการติดโรคนี้โดยในตอนนี้บริเวณหัวเมืองทั้งสามใกล้ๆเขตหลันโจวมันเองก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าโรคชนิดนี้มันติดต่อได้จากทางใด
แต่ที่รู้ๆคือมันแพร่กระจายเป็วงกว้างอย่างรวดเร็วผู้คนกล่าวว่าโรคชนิดนี้มันอาจจะติดได้เหมือนกับไข้หวัด
ลู่หยางเมื่ออ่านได้รู้เช่นนั้น‘ถ้าติดเหมือนไข้หวัดก็แสดงว่าเป็ไวรัสพวกการไอหรือว่าการเข้าใกล้น่าจะเป็สิ่งที่ทำให้ติดแต่ว่าข้อมูลในนี้ยังไม่แน่นอนเราไม่ใช่หมอด้วยสิการที่จะวินิจฉัยให้แน่ชัดมันคงจะทำไม่ได้ ’
เขาเป็เพียงแค่คนที่ศึกษาวิชาการแพทย์จะกล่าวและยกย่องตนเองว่าเป็หมอก็ไม่ใช่เพราะว่าก่อนหน้านี้ผู้ใดจะรู้ล่ะว่าชาติที่แล้วเขาเป็ทหารที่คอยจะจับปืนอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตก่อนเห็นฆ่าคนเพื่อทำภารกิจชีวิตนี้การที่มาได้ช่วยคนบ้างก็ไม่เลว
ลู่หยางได้อ่านสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองจนครบถ้วนแล้วจากนั้นเขาก็รีบวางตำรานั้นลงไปส่งคืนกลับให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้า
คุณชายเว่ยแสดงแววตาสงสัยจ้องมองมาที่เขาราวกับว่าอยากจะได้คำตอบ
ลู่หยางเงียบนิ่งอยู่สักพักทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ด้านหน้าสั่นระทึกราวกับว่าจะะเิออกมาพูดนั้นกำลังลุ้นว่าเขาจะตอบกลับไปอย่างไร
ลู่หยางปล่อยลมหายใจอย่างหนักใจออกมาแล้วกล่าวขึ้น“ เื่นี้ไม่ใช่เื่ของท่านคนเดียวด้วยสิถ้าโรคระบาดเข้ามาภายในเมืองจริงๆข้าเองก็คงจะย่ำแย่เหมือนกันเอาเป็ว่าท่านอยากให้ช่วยอะไรก็บอกมาเถอะเขาจะช่วยเท่าที่ช่วยได้แล้วกัน ”
ลู่หยางตอบกลับไปเช่นนี้มันก็เทียบเท่ากับว่าตัวของเขายอมตกลงที่จะยื่นมือช่วยเหลือกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
เพียงแค่ได้ยินเช่นนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าก็ดีใจแล้วเขาปรากฏรอยยิ้มออกมาจากมุมปากทั้งสองข้างยกมือทั้งสองข้างคารวะลู่หยาง
ลู่หยางเป็คุณชายสูงศักดิ์ที่อยู่ด้านหน้าคำนับตนเองเขาเองก็คำนับกลับไป
จากนั้นทั้งสองก็นั่งพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นโดยลู่หานนั้นกล่าวว่าเื่ราวเช่นนี้ถ้าปิดเอาไว้กันเองก็คงจะไม่ดีนะแต่ถ้าเปิดเผยออกไปมันเองก็ไม่ดีเช่นเดียวกัน
เขากำลังช่วยคิดว่าหนทางใดจะย่ำแย่น้อยที่สุดเปิดเผยเกี่ยวกับเื่โรคระบาดออกไปตอนนี้ ผู้คนภายในเมืองจะต้องตื่นตระหนกใกันอย่างแน่นอนและก็อาจจะมีผลในด้านต่างๆ
แต่ว่าถ้าไม่เปิดเผยออกไปทารกระบาดนั้นแพร่กระจายเร็วกว่าที่คิดมันอาจจะแค่กระจายเข้ามาภายในเมืองเพียงแค่พริบตาเดียวเมืองแห่งนี้อาจจะวุ่นวายและกลายเป็จุดแพร่ระบาดของโรคระบาดขนาดใหญ่เลยก็ได้
เพราะว่าเมืองทางฝั่งทิศบูรพาเมืองแห่งนี้ถือว่าเป็เมืองขนาดใหญ่เป็จุดศูนย์กลางของการค้าขายเมื่อเทียบกับเมืองบริเวณรอบๆเมืองแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากกว่าหมื่นๆร่วมสิบเท่า
หลังจากที่ลองพูดคุยกันดูแล้วและลองตัดสินใจดูพวกเขาตัดสินใจที่จะบอกเื่นี้กับผู้คนภายในเมือง
แต่ว่าการจะบอกเื่นี้ออกไปย่อมไม่ได้ออกไปตอนนี้คุณชายเว่ยจะรอโอกาสที่เหมาะสมซึ่งอีกประมาณสามวันน่าจะเป็โอกาสนั้นแล้วก็บอกเื่ราวเหล่านี้ให้กับเหล่าผู้คนได้ล่วงรู้
แม้ว่าผู้คนในเมืองอาจจะตื่นตระหนกใไปบ้างแต่มันก็คงจะดีกว่ารอให้โรคระบาดนั้นเข้ามาภายในเมือง
และหลังจากพูดคุยเกี่ยวกับเื่นั้นและตกลงกันจนเสร็จลู่หยางสงสัยเกี่ยวกับเื่นึงถามคุณชายออกไปตรงๆมันคือเื่เกี่ยวกับเหตุใดคุณชายถึงไม่ไปขอร้องจากท่านหมอที่เป็แพทย์ประจำโรงหมอภายในเมือง
สิ่งที่ได้ตอบกลับมาก็คือโรงหมอประจำเมืองหมอที่โรงหมอแห่งนั้นเป็เพียงแค่คนที่เคยเป็แพทย์ภายในวังหลวงและถูกขับไล่ออกมาเท่านั้นไม่ได้มีความสามารถมากมายอันใดไม่ได้แตกต่างจากพวกหมอธรรมดาทั่วไปสักนิดแต่ชอบโอ้อวดความสามารถของตนเอง
ด้วยคุณชายเว่ยกล่าวอีกว่ามันใช้ชื่อเสียงที่มันเคยเป็หมอภายในวังหลวงประกาศภายในเมืองจนทำให้ผู้คนภายในเมืองส่วนใหญ่ก็ไปรักษาที่โรงหมอของมันแต่คนพวกนั้นก็โกงเทียบยาเพิ่มราคายาจนสูง
บางครั้งมันเองก็ทำบางอย่างที่ไม่ค่อยจะดีนักแต่ไม่ค่อยมีผู้ใดทำอันใดมันได้เพราะว่าคนที่หนุนหลังมันอยู่เป็อีกหนึ่งตระกูลขนาดใหญ่ภายในเมืองที่มีขนาดตระกูลใหญ่โตไม่แพ้ตระกูลเว่ย
นั่นคือตระกูลโจวเพราะว่าแพทย์ประจำโรงหมอภายในเมืองเป็พวกเดียวกับตระกูลโจวพี่เหมือนกับคู่แข่งการค้าของตระกูลเว่ย
คุณชายเว่ยจึงไม่คิดจะเหลียวแลหมอที่ไร้ความสามารถภายในโรงหมอประจำเมืองและหลังจากได้รู้ข่าวเกี่ยวกับเื่ของเขาที่ช่วยพ่อบ้านตระกูลเว่ยเอาไว้ก็รีบมุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว สนทนาเกี่ยวกับธุระเื่นี้
สุดทายแล้วทั้งสองก็ได้ตกลงกันเกี่ยวกับช่วยกันคิดและก็ช่วยกันแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโรคระบาดที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
หลังจากนั้นประมาณสามวันคุณชายเว่ยทำในสิ่งที่ตนเองได้พูดเอาไว้เขาได้เปิดเผยเกี่ยวกับเื่โรคระบาดให้กับผู้คนภายในเมืองได้ล่วงรู้
โดยเขานั้นได้บอกเอาไว้ว่าโรคระบาดในตอนนี้อาจจะยังเดินทางมาไม่ถึงอาจจะอยู่บริเวณชายแดนแต่เขาอยากจะเตือนภัยให้ผู้คนภายในเมืองได้ระวังตัวเอาไว้แล้วการเตือนภัยของเขาในครั้งนี้มันก็ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกใจริงๆด้วยและก็มีผู้คนที่ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
จบบท