ตอนที่ 12: มหาสมุทรแห่งบาป และาาล่มสลายใต้ก้นบึ้ง
กลิ่นอายคาวเืจากซากศพของขุนพล์บนยอดเขาหิมะยังไม่ทันจางหาย สิงหราช ก็พาร่างที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตมุ่งหน้าสู่ทิศทักษิณ พื้นที่ที่พายุน้ำแข็งสิ้นสุดลงและถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเค็มจัดของน้ำทะเลที่แฝงไปด้วยไออาถรรพ์ "สมุทรอาถรรพ์ทิศทักษิณ" คือสถานที่ที่กฎแห่งกรรมถูกกลืนกินโดยกระแสน้ำวนที่ไม่มีก้นบึ้ง ที่นี่ไม่มีเรือลำใดกล้าล่องผ่าน เพราะใต้ผืนน้ำสีดำสนิทนั้นไม่ได้มีเพียงฝูงปลา ทว่าคือที่คุมขังเหล่าอสูรทางน้ำและิญญาพรายน้ำที่หิวโหยมานับหมื่นปี
สิงหราชยืนอยู่บนหัวเรือที่สร้างขึ้นจาก "กระดูกวาฬปีศาจ" ที่เขาสถาปนาขึ้นด้วยอาคมปลุกศพ เรือลำนี้เคลื่อนที่ฝ่าคลื่นั์ความสูงเท่าตึกสิบชั้นไปอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาสายลม ในมือซ้ายเขาถือ
"คันศรทมิฬดับสูญ" ส่วนมือขวากุมด้าม "พระขรรค์สุริยะทมิฬ" แสงสีแดงดำจากศาสตราทั้งสองสะท้อนกับผิวน้ำที่มืดมิดคล้ายกับดวงตาของมัจจุราชที่กำลังจับจ้องลงไปใต้บาดาล
"นายท่าน... กระแสน้ำข้างหน้ามันผิดปกติ" บุหลันแดง เอ่ยพลางชี้ไปยังใจกลางมหาสมุทรที่น้ำทะเลเริ่มหมุนวนเป็เกลียวขนาดั์ "นั่นคือประตูสู่ 'เวียงวังพญามัจฉา' ที่ซึ่ง าาัสมุทร ปกครองอยู่ เขาไม่ใช่เทพเ้า และไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่เป็สิ่งมีชีวิตาที่เกิดจากหยาดน้ำตาของพระเ้าในวันที่โลกถูกทำลาย"
"หยาดน้ำตางั้นหรือ? งั้นวันนี้ข้าจะทำให้มันกลายเป็ 'เื' แทนก็แล้วกัน" สิงหราชแค่นหัวเราะ แววตาสีเืวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้น
"ตูมมมมมมมมมมม!!!"
น้ำทะเลพุ่งพรวดขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงนับร้อยเมตร ก่อนจะปรากฏร่างมหึมาของพญาัที่มีเกล็ดสีครามเข้มดุจไพลิน ลำตัวยาวเหยียดปกคลุมไปด้วยสาหร่ายอาถรรพ์และเพรียงหินที่ดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหล ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดั์จ้องมองสิงหราชด้วยความอาฆาต นี่คือ "าาัสมุทร สมุทรพ่าย" (The Sea Dragon King: Ocean-Vanquisher)
"ไอ้ลูกมนุษย์โสโครก... เ้าบังอาจพากลิ่นอายจากนรกมาเหยียบย่ำดินแดนของข้า!" เสียงของัสมุทรดังกึกก้องจนน้ำทะเลรอบด้านสั่นะเื "เ้าชิงศาสตราเทวะไปสองชิ้น แต่วันนี้ 'สังข์อสูรพร่ำเพ้อ' จะกลายเป็โลงศพน้ำแข็งที่ฝังิญญาเ้าไว้ชั่วนิรันดร์!"
ัสมุทรอ้าปากกว้าง พ่นกระแสน้ำที่มีความดันมหาศาลจนสามารถตัดเหล็กกล้าให้ขาดกระจุยเข้าใส่เรือกระดูกของสิงหราช!
"อาวุธเด็กเล่น..." สิงหราชคำราม เขาไม่หลบ แต่กลับะโทะยานตัวขึ้นฟ้า แขนทั้งสองข้างกางออก "เนตรอสูรระดับที่สี่: สังสารวัฏนรก... บิดผันมิติ!"
กระแสน้ำวนมหาศาลที่พุ่งเข้ามาพลันถูกบิดเบี้ยวไปตามแรงดึงดูดของเนตรอสูร มันหมุนวนรอบตัวสิงหราชกลายเป็เกราะน้ำขนาดั์ ก่อนที่เขาจะสะบัดมือซัดกระแสน้ำนั้นกลับไปหาเ้าของด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว!
"เปรี้ยงงง!" าาัสมุทรถูกพลังของตัวเองกระแทกจนเสียหลัก ร่างมหึมาฟาดลงกับผิวน้ำจนเกิดคลื่นั์ซัดทำลายเกาะร้างใกล้เคียงจนพินาศ
"โอหังนัก! เ้าคิดว่าข้ามีเพียงแค่นี้งั้นหรือ!" ัสมุทรคำรามลั่น มันชูหางขึ้นเหนือน้ำ ทันใดนั้น วัตถุรูปร่างคล้ายหอยสังข์สีขาวนวลทว่ามีลวดลายยันต์สีม่วงเข้มพันรอบก็ลอยขึ้นมาจากก้อนเมฆใต้ทะเล มันคือ "สังข์อสูรพร่ำเพ้อ" (The Murmuring Asura Conch) ศาสตราเทวะชิ้นที่สาม!
ทันทีที่าาัเป่าสังข์... เสียง ที่ไม่ใช่เสียงแตร แต่เป็เสียงกระซิบของิญญาอาฆาตนับล้านดวงก็ดังขึ้น มันแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทและจิติญญาโดยตรง บดขยี้ประสาทััและสร้างภาพมายาที่เลวร้ายที่สุดในใจของทุกคนที่ได้ยิน
บุหลันแดงกรีดร้องออกมาพร้อมกับเอามือปิดหูแน่น นางเห็นภาพตัวเองถูกมัดติดกับกรงไฟและถูกแผดเผาโดยคนรักเก่าที่นางเคยลอบสังหาร พลังของสังข์อสูรคือการ "กระชากเอาบาปกรรมมาทำลายเ้าของ"
ทว่า... สิงหราชยังคงยืนนิ่งกลางอากาศ รอยยิ้มแสยะของเขายังคงไม่เลือนหายไป แววตาของเขาไร้ซึ่งความเ็ปหรือความหวาดกลัวต่อภาพมายาใดๆ
"เสียงกระซิบของิญญางั้นหรือ? ช่างน่าขัน..." สิงหราชเดินอากาศเข้าไปหาัสมุทรอย่างช้าๆ
"เ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือใคร? ข้าคือคนที่เกิดและเติบโตในป่าช้าต้องห้าม เสียงกรีดร้องของิญญาพวกนี้... สำหรับข้ามันก็แค่ 'เพลงกล่อมเด็ก' ที่แสนจะจืดชืด!"
"โอม... อนันตริยสูญ... กลืนกินสำเนียงนรก!"
สิงหราชรวบรวมพลังจิตมารไว้ที่ลำคอ ก่อนจะแผดเสียงคำรามที่ดังยิ่งกว่าเสียงของสังข์อสูรเป็พันเท่า! เสียงคำรามของเขาแฝงด้วยพลังของยันต์เกราะเพชรนิลกาฬ มันพุ่งเข้าปะทะกับคลื่นเสียงของสังข์อสูรจนเกิดการหักล้างกันอย่างรุนแรงจนอากาศโดยรอบแตกสลายกลายเป็สุญญากาศ!
ในจังหวะที่ัสมุทรชะงัก สิงหราชง้าง "คันศรทมิฬดับสูญ" ขึ้นสุดแขน เขาเรียกเอาพลังจาก
"พระขรรค์สุริยะทมิฬ" มาควบแน่นจนกลายเป็ลูกศรที่มีเปลวไฟสีดำนิลห่อหุ้มด้วยสายฟ้าสีม่วง
"มหาเวทย์สังหารราชันย์: ศรทมิฬถล่มบาดาล!"
วื้ดดดดด—ตูมมมมมมมมมมม!!!
ลูกศรพุ่งทะลวงผ่านน้ำทะเล แหวกคลื่นออกเป็สองฝั่งประดุจกำแพงั์ มันปักเข้าที่ดวงตาซ้ายของาาัสมุทรอย่างแม่นยำ ก่อนจะะเิออกด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล เืสีครามของัสาดกระเซ็นย้อมมหาสมุทรให้กลายเป็สีมืดมน
"อ๊ากกกกกก! ตาข้า! เ้าเดรัจฉานกาลกิณี!" ัสมุทรดิ้นพล่านด้วยความทรมาน มันพยายามจะมุดหนีลงใต้บาดาลเพื่อไปตั้งหลัก
"คิดจะหนีงั้นหรือ? ในเขตแดนของข้า... ความตายเท่านั้นที่เป็ทางออก!"
สิงหราชพุ่งดิ่งลงไปใต้พื้นน้ำดุจตอร์ปิโดสีดำ เขาตามไปคว้าหางัขนาดั์ไว้ด้วยมือเปล่า! ยันต์เกราะเพชรบนแขนของเขาเรืองแสงจนน้ำทะเลรอบด้านเดือดพล่าน สิงหราชออกแรงเหวี่ยงร่างมหาศาลของาาัสมุทรขึ้นเหนือน้ำ แล้วทุ่มลงไปบนเรือกระดูกวาฬของเขาเองจนเรือแทบจะจม
เขาทิ้งตัวลงเหยียบบนหัวของัที่กำลังหอบหายใจรวยริน สิงหราชใช้ปลายพระขรรค์สุริยะทมิฬกรีดลงบนเกล็ดที่คอของมันช้าๆ
"บอกข้ามา... 'สายเืกาลกิณี' ที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่? ทำไมพวกตาแก่สภาเฒ่าทิพย์ถึงต้องหวาดกลัวข้านัก?" สิงหราชถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบถึงขีดสุด
ัสมุทรหัวเราะอย่างแหบพร่า เืไหลทะลักออกจากปาก "หึๆ... เ้ายังไม่รู้ตัวงั้นหรือ? เ้าไม่ใช่แค่องค์ชายที่ถูกสาป... แต่เ้าคือ 'ส่วนเสี้ยวที่หายไป' ของผู้สร้างโลกที่ถูกพวกเทพทรราชหักหลังและฆ่าตายเมื่อหมื่นปีก่อน! สายเืในตัวเ้าคือ 'เจตจำนงแห่งการทำลายล้าง' ที่จะล้างบางพวกเทพเ้าจอมปลอมนั่นให้สิ้นซาก!"
สิงหราชนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่อำมหิตที่สุดเท่าที่เคยมีมา "งั้นหรอกหรือ... เจตจำนงแห่งการทำลายล้างงั้นหรือ? ช่างเป็ตำแหน่งที่เหมาะกับข้าจริงๆ"
เขาสะบัดดาบเพียงครั้งเดียว บั่นคอาาัสมุทรจนขาดกระเด็นในทีเดียว! เขาคว้าเอา "สังข์อสูรพร่ำเพ้อ" ที่ลอยอยู่มาไว้ในมือ ทันทีที่เขาััมัน สังข์อสูรก็เปล่งแสงสีม่วงดำและส่งพลังงานลี้ลับเข้าสู่ร่างกายของสิงหราช ทำให้พลังเนตรอสูรของเขายกระดับขึ้นไปอีกขั้น