“...นี่ก็คือทางเข้าตรอกขี้เถ้า?”
เก๋อจือมองพินิจป้ายที่ปักเอาไว้อยู่ข้างถนน แต่ทว่ากลับมิพบลูกไม้ใดๆ ซีนั่วและจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อได้ดำเนินขั้นตอนการลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนสามารถเข้าสู่ตรอกขี้เถ้าได้อย่างราบรื่น
“หลังจากวนอ้อมเป็นเวลานาน ข้ายังนึกว่ายังต้องฝ่ากับดักหลุมพรางอันใด ผลสุดท้ายเพียงเดินผ่านเกราะป้องกันพลังเวทเท่านั้น...”
“โรคเพ้อเจ้อของเจ้ายังมิหายอีกหรือ? เหล่าพ่อค้ามิได้มาล่าสมบัติเสียหน่อย หากครั้งนี้บาดเจ็บผู้ใดยังจะกล้ามาอีก?”
โม่จ้านยกยิ้มพลางเขกหัวเก๋อจือ สาวเท้าก้าวผ่านประตูใหญ่ที่ถูกเปิดเอาไว้
กล่าวกันว่าเป็นประตู ทว่าแท้จริงแล้วเป็นรั้วเหล็กที่สามารถเปิดปิดได้ ผู้อารักขาประตูทั้งสี่มีรูปร่างสูงใหญ่ ติดอาวุธแหลมคม รู้ได้ว่ามิใช่ผู้ที่จะยั่วยุได้โดยง่ายนับแต่แรกเห็น คนหนึ่งกลุ่มได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้หลังจากผ่านการตรวจสอบ ทางเดินเล็กมืดยาวประมาณสิบเมตรและกว้างประมาณสามพื้นถนนปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านถูกปลูกเอาไว้
หลังจากผ่านการตรวจสอบของผู้อารักขาประตูชั้นที่สอง คนไม่กี่คนเดินเลี้ยวไม่กี่โค้ง ถนนพลันเปิดโล่งขึ้นทันใด --- ภายใต้แสงอาทิตย์ ร้านค้าและอาคารเล็กๆ ชวนลายตาตั้งเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ข้างถนน บนท้องถนนมีผู้คนสัญจรไปมา แม้มิได้หนาแน่นแต่กระนั้นกลับค่อนข้างมีชีวิตชีวามิต่างกับเมืองเล็กๆ ที่เจริญรุ่งเรือง
“...สวรรค์ นี่ก็คือ ‘ตรอกขี้เถ้า’ ที่ว่านั่นงั้นหรือ?!”
เก๋อจือเบิกตาอ้าปากค้าง รู้สึกได้ว่าสามทัศนคติ[1]ของตนได้รับความกระทบกระเทือน แตกต่างจากท่าทางสงบนิ่งของคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกายอย่างเห็นได้ชัด
“ที่พักอยู่ที่นี่ นำสัมภาระเข้าไปวางเสียก่อน”
ซีนั่วส่งแผนที่ให้พวกโม่จ้านและจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อคนละหนึ่งแผ่น จากนั้นชี้ลงบนหนึ่งตำแหน่งในแผนที่
“อีกประเดี๋ยวข้าจะต้องไปติดต่อผู้ไหว้วาน พวกเจ้าแต่ละกลุ่มส่งหนึ่งคนตามข้ามา”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อกับโม่จ้านรับแผนที่มาก่อนพยักหน้า ซีนั่วกับเคอเอินหันกลับไปเรียกคนในกลุ่มของตนเอง พวกโม่จ้านทั้งสี่คนเริ่ม ‘เดินเล่น’ กันตามปกติ --- การจัดแจงพาหนะและผู้คนเช่นนี้ ย่อมต้องยกให้ทั้งสองกลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมากไปจัดการ
หลังผ่านการโจรกรรมที่แท้จริงแล้วมินับว่าเป็นภัยคุกคามใหญ่ ขบวนก็ได้พบกับกลุ่มหัวขโมยขนาดเล็กอีกหลายต่อหลายระลอก แต่ทว่าทันทีที่เห็นกองทัพทหารรับจ้างขนาดใหญ่เผยกลิ่นอายสังหารกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว— เมื่อครู่กลุ่มทหารรับจ้างเพิ่งถูกฝังไว้ในดินครึ่งตัวจนมิอาจขยับเขยื้อน หลังจากนั้นถูกกลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มเล็กทั้งสี่คนสำแดงความแข็งแกร่งต่อหน้า ภายในใจของเหล่าทหารรับจ้างกำลังอัดอั้นด้วยเพลิงโทสะ คิดอยากจะอัดโจรกลุ่มเล็กหนักๆ สักหนึ่งยก
เหตุเพราะกลิ่นอายน่าเกรงขามของขบวนนั้นเข้มข้นมากเกินไป ตลอดทางจึงไร้ซึ่งอุปสรรค โม่จ้านเองยังแอบหัวเราะมาตลอดทางเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงอื้อฉาวของตรอกขี้เถ้ามิได้มีขึ้นโดยไร้มูล– หลังจากที่คนกลุ่มหนึ่งเดินตามแผนที่และเลี้ยวเข้าไปในถนนสายเล็ก กระทั่งเก๋อจือผู้ไม่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมรอบกายยังรับรู้ได้ว่ามีคนหลายคนกำลังจับตามองกลุ่มของพวกตนอย่างเงียบๆ เมื่อสายตามากมายจ้องมองมายังบนกายของตน ทำให้โม่จ้านหวนนึกถึงยามถูกมัดไว้บนแท่นลงทัณฑ์เพื่อประหารต่อหน้าสาธารณะแล้วรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่เถิด ข้าจะไปถามอันใดสักหน่อย”
โม่จ้านหันไปบอกกล่าวก่อนเดินเข้าไปในร้านตีเหล็กตามเครื่องหมายบนแผนที่ ผลกลับต้องปวดหัวหนักกว่าเดิมเสียแล้ว --- ภายในร้านตีเหล็กขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตร นึกมิถึงว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนนับสิบกำลังต่อแถวออกมา เพียงแต่คนทั้งสามต่างสื่อว่ารอนานสักหน่อยก็มิเป็นอันใด โม่จ้านจึงเข้าไปต่อท้ายแถวอีกครั้ง
ท้ายที่สุด เบื้องหน้าของโม่จ้านผู้ร้อนรนใจพลันเหลือเพียงหนึ่งคนแล้ว ขณะที่โม่จ้านเตรียมจะล้วงหยิบเอาแผ่นมีดออกมาสอบถาม นึกมิถึงว่าจะมีเงาสูงใหญ่เข้ามาขวางตรงหน้าอย่างกะทันหัน โม่จ้านเงยหน้าขึ้นด้วยความโมโหอยู่บ้างพลางถลึงตาจ้องมองอีกฝ่าย
“จิ๊ บิดาแทรกแถวคนแคระเช่นเจ้า เจ้าคิดจะทำไมกัน?”
ตอหนวดรก รอยแผลเป็นบนใบหน้า กอปรกับน้ำเสียงเปี่ยมพลังชวนให้ผู้คนหวาดกลัว ช่างเป็นพวกมุทะลุตัวใหญ่ประเภทเดียวกับเจ้าตัวโตหลู่เต๋อเสียจริง...
โม่จ้านถอนหายใจ หางตากวาดมองโดยรอบหนึ่งปราดตามความเคยชินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวขั้นต่อไป เพียงแต่หลังการกวาดสายตามองอย่างไม่รีบร้อน โม่จ้านสังเกตเห็นความแปลกประหลาดของสถานการณ์ภายในห้องทันใด ---- แม้ว่าคนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังจะหนีออกจากวงล้อมแล้ว กระนั้นพวกเขากลับถอยห่างออกไปมิไกลนัก สีหน้าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ท่ามกลางความสงบเจือร่องรอยของความบ้าบิ่นน่าแปลกประหลาด หากเอ่ยให้เข้าใจง่ายคือ มิต่างกับกลุ่มคนที่กำลังรอชมความสนุกของการต่อสู้ในลานประลองสัตว์
“มารดามันเถอะ เจ้าแคระเจ้ามองที่ใดกัน? เศษเงินเพียงเท่านั้นก็มากพอให้ซื้อชีวิตเจ้าแล้ว!!”
เจ้าตัวใหญ่ร้องคำรามหนึ่งเสียง กำปั้นใหญ่ประมาณชามดินเผาทุบลงมาทางศีรษะของโม่จ้าน
...เห็นทีนี่คงเป็นลานประลองสัตว์แล้วจริงๆ สินะ
โม่จ้านขมวดคิ้ว กดหัวไหล่ลงหลบกำปั้นของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว ขาซ้ายจิกลงบนพื้น ร่างทั้งร่างบิดครึ่งวงกลม ส่งขาขวาออกแรงเตะไปยังข้อเท้าของอีกฝ่าย ในขณะเดียวกันมือซ้ายกำข้อมือของอีกฝ่ายไว้มั่น หมัดขวาพุ่งโจมตีฉับไว จัดการชกใส่ใบหน้าซีกขวาของอีกฝ่ายอย่างแรง
เจ้าตัวโตรู้สึกเจ็บปวดบนใบหน้า ข้อเท้ายังถูกเตะอย่างแรงเช่นกัน ทำให้ศูนย์ถ่วงไม่มั่นคงทันใด โม่จ้านหันกลับมาอย่างว่องไว ใช้แผ่นหลังดันซี่โครงส่วนข้างของอีกฝ่าย ร่างกายย่อต่ำ จับท่อนแขนส่วนล่างด้วยข้อมือซ้ายแล้วดึงอย่างแรง ท่าทุ่มเหนือไหล่อันงดงามทำให้เจ้าตัวใหญ่ถูกเหวี่ยงลงบนพื้นอย่างแรง
ตนเคยใช้กระบวนท่านี้ยามฝึกฝนลาถีเท่อ เมื่อเทียบระหว่างเรี่ยวแรงในยามนี้กับยามก่อนนับได้ว่าพัฒนาขึ้นกว่าเดิมสามเท่า ภายในเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตนฝึกฝนร่างกายเป็นเพื่อนลาถีเท่อมาโดยตลอด แม้จะกล่าวว่าระดับความก้าวหน้ารวดเร็วปานลมกรดของเด็กหนุ่มเผ่าหมานทำให้ตนถึงกับสับสนในชีวิตไปพักหนึ่ง เพียงแต่เมื่อเทียบกับระดับความก้าวกระโดดทางพลังเวท พื้นฐานร่างกายกลับมิต่างจากเจียนั่วในอดีต แม้จะเทียบกับผู้ที่เหนือกว่ามิได้ แต่กระนั้นก็เหลือเฟือเมื่อเทียบกับผู้ที่ด้อยกว่า
การล้มในครั้งนี้ทำให้เจ้าตัวใหญ่กว่าสองเมตรตกตะลึงเสียแล้ว ภายในหัวของทหารรับจ้างร่างสูงใหญ่มีเสียงดังอื้ออึง รู้สึกมิต่างกับกระโดดลงจากแท่นสูงหลายเมตรตามด้วยกระแทกลงบนพื้นตรงๆ ร่างทั้งร่างเจ็บปวดมิต่างกับถูกฟาดอย่างแรง
โม่จ้านยักไหล่ ขณะกำลังหันหน้ากลับไปสอบถามเจ้าของร้าน ทันใดนั้นกลับสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นหนึ่งระลอกจากด้านล่างจึงกระโดดขึ้นโดยพลัน คมมีดกรีดผ่านเสื้อคลุมของโม่จ้าน ฟันสายรัดเกราะหนังของเขาออกเป็นสองท่อน เมื่อเห็นว่าการลอบโจมตีล้มเหลว ชายร่างใหญ่จึงกัดฟันและลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธพร้อมยกดาบใหญ่ขึ้นฟันไปทางโม่จ้าน
“...อาๆ เจ้าช่างน่ารำคาญเสียจริง”
โม่จ้านถอนหายใจ ตั้งท่าเตรียมพร้อมโดยมิยอมหลบหลีก มือข้างซ้ายล้วงเอา ‘กริช’ ที่ยังมิได้ลับคมออกมาปะทะกับดาบใหญ่ หนึ่งเสียง ‘เคร้ง’ ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความตกตะลึงของคนทั้งห้องเพราะดาบใหญ่ในมือของชายร่างสูงสะเทือนเสียจนหลุดจากมือ โม่จ้านยกเข่าขึ้นกระทุ้งหน้าท้องของอีกฝ่าย ฉวยโอกาสขณะอีกฝ่ายเจ็บจนเสียสมาธิส่งหนึ่งฝ่ามือออกไป กดลงบนหน้าผากของชายร่างสูงใหญ่อย่างว่องไว ตามด้วยหนึ่งเสียงดัง ‘ปัง’ ที่เกิดจากการกระแทกพื้น
ชายร่างสูงใหญ่สลบเหมือดไปเสียแล้ว โม่จ้านเช็ดมือพลางหยัดกายลุกขึ้น ตามด้วยส่งใบมีดไปให้เจ้าของร้านที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงมุมหนึ่ง
“สวัสดี ข้าอยากทำด้ามให้มีดเล่มนี้ จึงอยากถือโอกาสถามท่านด้วยว่าพอจะทราบวัสดุของมันหรือไม่?”
“...อืม เอามาให้ข้าดูสักหน่อย” เจ้าของร้านตีเหล็กจัดวางเครื่องเรือนกลับตำแหน่งเดิมอย่างคล่องแคล่ว สวมถุงมือรับใบมีดไปก่อนตั้งใจมองพินิจพิจารณา
เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นเรื่อยๆ โม่จ้านถอนหายใจ ก็ได้ นับว่าครั้งนี้มาเสียเที่ยวเสียแล้ว
เชิงอรรถ
[1] สามทัศนคติ 三观 ได้แก่ ทัศนคติต่อโลก 世界观 ทัศนคติต่อชีวิต 人生观 ทัศนคติต่อคุณค่า 价值观