หลังจากวันละครที่บี๋ พิชสินีย์ พี่สาวของแบม ภูวดลแสดงออนแอร์ เด็กหนุ่มก็ตกเป็ที่สนใจตามโลกโซเชียลมากขึ้น เพราะเขามีดีกรีเป็ถึงน้องชายนักแสดงสาวที่รับบทเป็นางรองเื่แรกของละครที่กำลังเป็กระแสอยู่ในขณะนี้ ชีวิตความเป็ส่วนตัวของน้องชายเริ่มหมดไปจนผู้เป็พี่สาวต้องออกมาให้ข่าวว่าน้องชายชอบความเป็ส่วนตัว เขาไม่ใช่บุคคลสาธารณะเหมือนกันกับเธอ จึงขอให้แฟนคลับให้พื้นที่แก่เขาด้วย นั่นแหละ ทุกคนจึงได้ติดตามเฝ้ามองหนุ่มน้อยวัยกำลังโตอยู่ห่างๆ
“แบม…คนตามน้อยลงยัง”
บี๋ พิชสินีย์เอ่ยถามน้องชายที่ดูจะมีคนสนใจมากกว่าคนที่มีบทโดดเด่นแบบเธอเสียอีก
“อืม… ไม่มีครั้งหน้าแล้วนะ วุ่นวายชะมัด”
เขาตอบพร้อมกับบ่นออกมาให้พี่สาวฟัง เพราะการไปรับบทนักแสดงตัวประกอบเพียงแค่ไม่ถึงยี่สิบวินาทีแต่คนกลับจำหน้าตาของเขาได้ และเก่งไปถึงขึ้นสืบรู้เื่ราวของเขา เขาคิดว่าวงการบันเทิงมันไม่ได้น่าอยู่ขนาดนั้น เขาชอบชีวิตที่ไม่มีคนจับตามองเพราะเขายังคงมีความลับที่ปิดซ่อนอยู่โดยที่ครอบครัวเองก็ยังไม่มีใครรู้
“อืม… ขอบใจมาก ถ้าครั้งนั้นไม่ได้แบมนะ พวกพี่ก็แย่เหมือนกัน พี่ให้สัมภาษณ์ไปแล้วรับรองว่าจะไม่มีใครมายุ่งเื่ส่วนตัวกับการใช้ชีวิตประจำวันของแบมอีก”
พี่สาวคนสวยเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องนอนของน้องชายไป แบม ภูวดลถึงกับถอนหายใจออกมา จากนั้นจึงสนใจอ่านหนังสือเตรียมสอบตรงหน้าต่อไป
ทางด้านบี๋ พิชสินีย์ที่เดินออกจากห้องของน้องชายมาได้ก็เดินกลับไปยังห้องนอนของตน หญิงสาวที่ใบหน้าเนียนใสสมวัยยกยิ้มขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามารดากำลังเดินมายังห้องของน้องชายเช่นกัน
“อ้าว…ยัยบี๋ มาคุยกับน้องหรือเรา”
แพทย์หญิงศิริลักษณ์ ปรีชารักษ์ เอ่ยถามบุตรสาวคนกลางที่เพิ่งจะเดินออกจากห้องนอนของบุตรชายคนเล็กของตนมา
“ค่ะคุณแม่ แล้วนี่คุณแม่จะเข้าไปคุยกับแบมหรือคะ” หญิงสาวตอบก่อนที่จะเอ่ยถามผู้เป็มารดากลับ
“ใช่จ้ะ แม่จะชวนแบมไปซื้อชุดใส่ไปร่วมงานเลี้ยงประจำปีของโรงพยาบาลที่ห้างเอส หลังจากที่น้องเลิกเรียนวันพรุ่งนี้น่ะจ้ะ”
“อ๋อ…. เสียดายที่บี๋ไปเดินเป็เพื่อนไม่ได้ ่นี้คนกำลังจำได้ บี๋กลัวว่าแฟนๆ จะมารบกวนเวลาชอปปิงของคุณแม่”
นักแสดงสาวหน้าใหม่แต่ทว่ากลับมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงข้ามคืนหลังจากละครเื่นี้ออนแอร์ บี๋ พิชสินีย์มีผู้จัดติดต่อมาให้ไปเล่นละครให้หลายคนเพราะมองเห็นถึงความสามารถและศักยภาพในการแสดงอารมณ์ของเธอ
“ไม่เป็ไรลูก เดี๋ยวแม่ไปกับน้องได้ รบกวนเวลาอ่านหนังสือของน้องบ้างสักวันน้องคงไม่ว่าหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นบี๋ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ นอนดึกเดี๋ยวหน้าโทรมแล้วพี่โบวี่เค้าจะบ่นเอา”
หญิงสาวบอกกับมารดาก่อนที่จะเดินเข้าไปสวมกอดและหอมแก้มเ้าของเรือนร่างอวบอิ่มแต่ทว่าใบหน้ายังคงมีเค้าความงามหลงเหลืออยู่ แพทย์หญิงศิริลักษณ์ฉีกยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะผละอ้อมกอดจากบุตรสาว
“ไปเถอะลูก ฝันดีนะคะ”
สิ้นเสียงมารดาจมูกโด่งของหญิงสาวก็กดลงที่แก้มนุ่มแล้วกลับหันหลังเดินจากไป คุณแม่วัยห้าสิบฉีกยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ถึงลูกๆ จะโตขึ้นมากมายขนาดไหน แต่ในสายตาของเธอลูกๆ ก็คือเด็กตัวเล็กๆ อยู่วันยังค่ำ เธอเดินตรงไปยังห้องนอนของบุตรชายคนโปรดก่อนที่จะเคาะประตูตามกฎที่เด็กหนุ่มตั้งเอาไว้ เธอคิดว่าเพราะเขาเริ่มโตเป็หนุ่มแล้วจึง้าความเป็ส่วนตัวมากขึ้น จึงให้เขาบอกถึงสิ่งที่้าออกมาและนั่นก็คือก่อนที่จะเข้าห้องของเขาให้เคาะประตูก่อนสามครั้ง
เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนที่ร่างอวบอิ่มของแพทย์หญิงศิริลักษณ์จะเยื้องย่างเดินตรงเข้าไปหาบุตรชายที่ยังคงมีสมาธิอยู่กับหนังสือเรียนวิชาหนึ่ง แบม ภูวดลนั้นเป็เด็กที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เธอนั้นไม่เคยห่วงในเื่อนาคตของบุตรชายคนนี้เลย หรือแม้แต่บุตรคนอื่นๆ ต่างก็มีทางเดินของตนเอง เหมือนกับบี๋ พิชสินีย์ที่เลือกไปเอาดีด้านการแสดง
“อ่านหนังสืออยู่เหรอลูก แม่กวนเวลาเราหรือเปล่า”
น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนเอ่ยถามบุตรชายคนเล็กออกมา แบม ภูวดลละสายตาจากตัวหนังสือตรงหน้าแล้วไปหันไปตอบมารดา
“ครับ ไม่กวนครับคุณแม่ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คือพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนเราว่างไหม” ผู้เป็มารดาเอ่ยถามออกมา
“ถ้าจีน่าไม่ชวนแวะร้านพี่ไอซ์ ก็กะว่าจะกลับมาอ่านหนังสือกับทบทวนข้อสอบครับ คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“พรุ่งนี้แม่ว่าจะชวนลูกไปเดินห้างเป็เพื่อนแม่น่ะสิ พี่บี๋เราก็ยุ่งๆ แบมไปเป็เพื่อนแม่หน่อยได้ไหมลูก”
แพทย์หญิงศิริลักษณ์บอกบุตรชาย เธอเห็นว่าแบม ภูวดลนั้นเป็คนใจเย็น เวลาที่เขาไปซื้อของกับเธอด้วย เขาจะช่วยแสดงความคิดเห็นเสมอว่าซื้ออันไหนดีกว่ากัน เธอจึงชอบไปเดินห้างสรรพสินค้ากับบุตรชายคนเล็กมากกว่าใคร
“ได้ครับ แล้วผมจะบอกจีน่าว่าพรุ่งนี้คุณแม่จองตัวผมก่อนก็แล้วกันนะครับ”
เขาตอบมารดาพร้อมกับส่งยิ้มแบบน่ารักออกมา เมื่อได้คำตอบที่้าแพทย์หญิงศิริลักษณ์ก็ฉีกยิ้มออกมาตอบรับบุตรชาย
“ถ้าอย่างนั้นแม่ไม่กวนละ อย่านอนดึกนะลูก”
“ครับ”
หลังจากมารดาเดินออกจากห้องไป แบม ภูวดลก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกห้าหกหน้า แล้วจึงปิดหนังสือเก็บไว้บนตู้หนังสือของตน ร่างสูงโปร่งในชุดนอนสีฟ้าสบายตาเยื้องย่างตรงไปยังห้องน้ำเพื่อแปรงฟันก่อนนอน เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเขาจึงเดินกลับออกมาแล้วตรงไปที่เตียงนุ่ม ไฟในห้องดับลงจากคำสั่งเสียงของเ้าของห้อง มีเพียงไฟสลัวจากหัวเตียงเพียงเท่านั้น
หลังจากเลิกเรียนแพทย์หญิงศิริลักษณ์มารับบุตรชายคนเล็กที่โรงเรียนตามที่นัดหมายกับบุตรชายเอาไว้ แบม ภูวดลไม่อิดออดที่จะไปซื้อของเป็เพื่อนมารดา เพราะเขารู้ดีว่าเธอนั้นไม่ค่อยจะมีเวลาส่วนตัวแบบนี้สักเท่าไหร่ อาชีพหมอนอกจากเป็อาชีพที่น่ายกย่องแล้ว ยังเป็อาชีพที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยต่อชีวิตให้คนอีกหลายคนอีกด้วย
“สวัสดีครับคุณแม่/สวัสดีค่ะคุณแม่”
สองหนุ่มสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายยกมือไหว้แล้วทักทายออกมาพร้อมกัน เธอจึงเอ่ยทักทายเด็กสาวข้างกายของบุตรชายกลับ
“สวัสดีลูก สวัสดีค่ะจีน่า หนูจะไปกับเราสองคนไหมลูก”
“หนูคงไปด้วยไม่ได้ค่ะ วันนี้หนูต้องไปเรียนพิเศษ เอาไว้โอกาสหน้านะคะคุณป้า”
จีน่า เจนจิราตอบมารดาของเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แพทย์หญิงศิริลักษณ์ส่งยิ้มอย่างเอ็นดูไปให้เพื่อนสนิทของบุตรชายที่ครอบครัวของเธอก็อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน แถมครอบครัวของเธอและครอบครัวของเด็กหญิงก็รู้จักกันมานาน ลึกๆ ในใจเธอแอบหวังให้สองหนุ่มสาวสานสัมพันธ์คบหากันมากเกินกว่าเพื่อนสนิท แต่ผ่านมานานหลายปีความสัมพันธ์ก็ไม่มีทีท่าจะขยับเธอจึงเลิกหวังไป
“จ้ะ ขยันจริงๆ เลย ถ้าอย่างนั้นป้าขอตัวก่อนนะลูก”
“ชอปให้สนุกนะคะคุณป้า สวัสดีค่ะ” จีน่าบอกก่อนที่จะยกมือขึ้นไหว้ลา แล้วหันไปลาเพื่อนสนิทบ้าง
“เราไปก่อนนะแบม เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ”
“อืม… ตั้งใจเรียนนะ”
แบม ภูวดลบอกเพียงเท่านั้น เมื่อร่างสูงเพรียวของเด็กหญิงเดินจากไปขึ้นรถตู้ของครอบครัว แบม ภูวดลจึงขึ้นไปนั่งบนรถเก๋งยี่ห้อดังของมารดาบ้าง
ท้องถนนเวลาเลิกเรียนก็เป็อีก่เวลาหนึ่งที่รถติดอยู่พอสมควร แบม ภูวดลหยิบหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอ่าน มารดาที่กำลังขับรถอยู่เหลือบมองก็เผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า สองแม่ลูกใช้เวลาเดินทางออกจากโรงเรียนมัธยมไปถึงห้างสรรพสินค้าเป็เวลาเกือบชั่วโมง แบม ภูวดลเป็เด็กหนุ่มที่ใจเย็นและมักจะใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เขาจึงไม่ได้รู้สึกหัวร้อนกับการที่รถติดเป็เวลานาน
ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง
สองแม่ลูกที่กำลังเดินเยื้องย่างเข้ามาภายในห้างสรรพสินค้าเรียกสายตาคนมองได้อยู่ไม่น้อย เพราะเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าหล่อเหลา ผิวหน้าขาวเนียนในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ทรงผมที่ไม่ได้สั้นแบบรองทรง แต่ตัดแต่งให้ดูสุภาพเรียบร้อย รอยยิ้มที่เขาเผลอยิ้มออกมาให้กับหญิงวัยกลางคนข้างๆ ซึ่งคนมองมาก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมีความสัมพันธ์เป็แม่ลูกกันทำให้สาวๆ ใจเต้น หรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันก็อดที่จะมองรอยยิ้มนั้นไม่ได้
“เฮ้ย!!! มองอะไรวะ”
บอส ภานุเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่มองตามใครบางคนไปแทบไม่ละสายตา
“เหมือนจะรู้จักน่ะ”
กราฟ กาลัญญูตอบกลับก่อนที่จะสาวเท้าก้าวไปตามเส้นทางที่สองแม่ลูกเพิ่งจะเดินเข้าไป
“เป็อะไรของมันวะเนี่ย เมื่อกี้ยังชวนกูกลับอยู่ ตอนนี้เดินเข้าไปข้างในเฉย” บอส ภานุบ่นตามหลังแล้วรีบสาวเท้าตามเพื่อนสนิทไปติดๆ
สองหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายเดินเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้าที่เพิ่งจะเดินออกมา สาวๆ หลายคนต่างมองมาที่สองหนุ่มน้อยด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความสนใจ แต่ทว่ากราฟ กาลัญญูกลับกำลังจดจ่ออยู่กับการสะกดรอยตามใครบางคนที่เขาบังเอิญมาเจอในวันนี้ อีกไม่นานเขาคงจะได้ทำความรู้จักกับนักบาสคนนั้นอย่างเป็ทางการ รอยยิ้มผุดออกมาจากริมฝีปากหนาจนคนที่เดินตามมามองอย่างไม่เข้าใจ
“มึงเป็อะไรมากป่าวเนี่ย แล้วนี่มึงจะไปไหน กูชวนมึงมาเดินดูสาวๆ กลับมาเดินตามใครก็ไม่รู้ มึงรู้จักไอ้หน้าขาวนั่นหรือไงวะ”
บอส ภานุเอ่ยถามออกมาในที่สุด หลังจากสังเกตว่าเพื่อนกำลังเดินตามคู่แม่ลูก ถ้าเป็ลูกสาวเขาจะไม่แปลกใจเลยสักนิด แต่ไอ้คนที่เพื่อนของเขาเดินตามมันคือผู้ชาย ผู้ชายที่หล่อพอๆ กับมันด้วย
“ว่าที่เพื่อนใหม่ของกูเทอมหน้า” บอส ภานุถึงกับหันไปมองว่าที่เพื่อนใหม่ของเพื่อนสนิท
“อ๋อ…. ไอ้หน้าขาวนั่นมันเรียนอยู่ที่โรงเรียนที่มึงจะย้ายไปใช่ไหม”
“อืม…. มันเป็นักบาสของโรงเรียนที่กูจะย้ายไป มึงจำมันได้ไหม คนที่ชู๊ตลูกลงห่วงเก็บคะแนนสุดท้ายให้ทีมโรงเรียนนั้นน่ะ” เสียงทุ้มเล่าออกมาให้เพื่อนได้ฟัง เด็กหนุ่มคิดตามก่อนที่จะนึกภาพของนักบาสคนนั้นได้
“มึงอย่าบอกนะที่มึงเคยบอกว่ามึงอยากได้ไอ้หน้าขาวคนนั้นเป็เพื่อนมึงไม่ได้พูดเล่น”
“อืม… กูอยากได้มันเป็เพื่อนจริงๆ” กลาฟตอบออกมาพร้อมกับผุดรอยยิ้มที่มุมปาก
“เห้ย!!! กูจำมันได้ละ มันเป็น้องชายของดาราคนนั้นไง นางรองของละครเย็นจันทร์ถึงศุกร์อะ แล้วมันก็ได้ไปเข้าฉากไม่ถึงยี่สิบนาที สาวๆ นี่กรี๊ดกร๊าดมันตรึม ที่โรงเรียนเรายังพูดถึงมันไม่หยุดปากเลย” บอส ภานุอุทานพร้อมทั้งเอ่ยออกมาให้เพื่อนฟังทันทีเมื่อนึกถึงละครที่มารดาชอบเปิดทุกเย็น
“อืม…. น่าสนใจ” เสียงแ่เบาดังออกมา
“ห๊า…..เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ” เพื่อนสนิทไม่ได้ยินที่เขาพูดจึงเอ่ยถามย้ำ
“เปล่า ไปกันเถอะ” เขาเลือกที่จะไม่พูดซ้ำ แต่เลือกที่จะเอ่ยชวนเพื่อนกลับแทน
'เจอกันเทอมหน้านะ'
เด็กหนุ่มพูดอยู่ในใจก่อนที่จะเดินจากไป บอส ภานุมองตามหลังเพื่อนสลับกับสองแม่ลูกที่กำลังเลือกเสื้อผ้ากันอยู่อย่างใจเย็น มือหนายกขึ้นมาเกาศีรษะแล้วจึงรีบสาวเท้าเดินตามเพื่อนไป
“คุณแม่ครับ ผมว่าสีชมพูโอรสสวยกว่าครับ”
แบม ภูวดลแสดงความคิดเห็นออกมาเมื่อมารดาหยิบชุดเดรสสีน้ำตาลขึ้นมาทาบตัวเอง พนักงานที่คอยอำนวยความสะดวกและแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าถึงกับฉีกยิ้มออกมา เพราะส่วนน้อยที่จะได้เห็นภาพของลูกผู้ชายมาช๊อปปิ้งเป็เพื่อนบรรดาแม่ๆ
“สีนี้ไม่เหมาะกับแม่หรอลูก” เธอเงยหน้าเอ่ยถามความเห็นของเขาอีกครั้ง
“สีนี้สวยกว่าครับ อีกอย่างเหมาะกับงานที่คุณแม่จะไปด้วยครับ” แบม ภูวดลย้ำความคิดเห็นของตนเองอีกครั้ง
“ใช่ค่ะคุณผู้หญิง ที่น้องบอกไม่ผิดเลยค่ะ ถ้าไปงานเลี้ยง สีชมพูโอรสสวยและดูเหมาะกว่าสีน้ำตาลค่ะ”
พนักงานสาวแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง แพทย์หญิงศิริลักษณ์จึงตัดสินใจเลือกชุดที่บุตรชายบอกว่าสีสวย และพนักงานแนะนำบอกว่าเหมาะกับงานที่เธอจะไปร่วม
“คุณผู้หญิงโชคดีจังเลยนะคะที่มีลูกชายมาชอปปิงเป็เพื่อน แถมยังช่วยคุณแม่เลือกของอีก น้องชายใส่ใจคุณแม่ดีจริงๆ เลยค่ะ”
พนักงานสาวอดที่จะชมเชยเด็กหนุ่มไม่ได้เพราะส่วนน้อยที่จะได้พบเห็นภาพแบบนี้ ถ้าเป็ลูกสาวมักจะเป็ภาพที่ชินตา แต่กับลูกชายส่วนมากจะอายที่ต้องเดินเลือกซื้อของกับแม่ แต่ดูน้องชายหน้าหล่อคนนี้มีความสุขกับการช่วยเหลือคุณแม่เลือกของเสียด้วยซ้ำ
“ขอบคุณค่ะ”
แพทย์หญิงศิริลักษณ์เห็นด้วยกับสิ่งที่พนักงานพูด ในบรรดาลูกๆ ทั้งสามคน เธอชอบที่จะมาชอปปิงกับบุตรชายคนเล็กมากที่สุดแล้ว เพราะนอกจากช่วยเธอเลือกและแสดงความคิดเห็นแล้ว บุตรชายคนนี้ยังใจเย็นและไม่เคยแสดงอารมณ์เบื่อหน่ายออกมาให้เธอได้เห็นเลยสักครั้ง ถ้าจะบอกว่าแบม ภูวดลนั้นเป็ลูกชายคนโปรดของเธอก็คงจะไม่ผิด เพราะนอกจากเื่นี้แล้ว เขายังสนใจเส้นทางอาชีพของเธออีกด้วย