บทที่1 อัญเชิญ
นึกย้อนไปเมื่อราวสองปีก่อน
โมริคาวะรูริมีแม่เป็นางแบบชาวต่างชาติ และพ่อเป็เ้าหน้าที่การทูต
เธอมีผมสีแพลตตินัมบลอนด์เช่นเดียวกับแม่และดวงตาสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็ที่มาของชื่อรูริ[1] รูปหน้าออกไปทางคนญี่ปุ่นซึ่งสืบทอดความหมดจดลงตัวมาจากพ่อและแม่อย่างครบถ้วนเรียกว่าเพียบพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะที่สามารถยกมือไชโยว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดก็ว่าได้
แต่เธอคงจะใช้ดวงกับส่วนนี้มากไปหน่อยรูริไม่สามารถยินดีอย่างไร้เดียงสากับสภาพแวดล้อมของตัวเองและต้องเจอเื่โชคร้ายไม่หยุดหย่อน
รูริกล้าฟันธงได้เลยว่าจุดเริ่มต้นของโชคร้ายเหล่านี้คือั้แ่เธอกับครอบครัวของชิโนมิยะอาซาฮิกลายมาเป็เพื่อนบ้านเรือนเคียงกันนี่เอง
อาซาฮิผลิตสาวกของตัวเองราวกับโรงงานอุตสาหกรรมและคนที่ต้องพลอยรับเคราะห์มาั้แ่เด็กก็คือรูริ
ไม่รู้กี่ครั้งที่รูริแอบคิดว่าอย่างน้อยถ้าพวกเธออายุต่างกันก็คงจะดีกว่านี้
อาซาฮิอายุเท่ากับรูริเป็เด็กหน้าตาน่ารักมาแต่เล็ก และทุกคนก็เอาแต่เอ็นดูเอาอกเอาใจอาซาฮิเป็พิเศษ
ไม่ใช่รูริจะนิสัยไม่ดีอะไรหากคนรอบข้างก็เข้าข้างอาซาฮิเสมอ
ไม่ใช่แค่ครูแต่รวมไปถึงเด็กคนอื่นและบรรดาพ่อแม่ด้วย
และไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดคนที่คอยเอาใจอาซาฮิอย่างออกนอกหน้าก็มักจะมุ่งความโกรธมายังรูริ
ครั้งหนึ่งที่พวกเธอแย่งของเล่นกันก็มีแต่รูริคนเดียวที่โดนดุ
จนตอนนี้เธอยังคิดว่าก็แค่เด็กทะเลาะกันดุสอนทั้งคู่ก็น่าจะถูกแล้ว
หนำซ้ำเื่ของเื่คืออาซาฮิมีของเล่นของตัวเองแล้วก็ยังอยากได้ของเล่นของรูริด้วยนอกจากรูริจะโดนดุ ยังต้องถูกแย่งของเล่นไปว่าให้เพื่อนยืมหน่อยสิแม้ตอนนั้นจะยังเล็กอยู่ เธอก็รู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
รอจนยอมยื่นของเล่นออกไปทั้งน้ำตาคนอื่นกลับทำหน้าเหมือนระอาว่ากว่าจะยอมยกให้
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงเข้าข้างอาซาฮิคงเพราะเธอยังเด็กเกินไป ในเวลานั้นจึงนึกแปลกใจมากกว่าที่จะโกรธ
หรือหลังจากที่ขึ้นชั้นประถมแล้วอาซาฮิอิจฉาว่าผมรูริสีสวย เลยย้อมสีเดียวกันมาโรงเรียนฝ่ายโรงเรียนก็ห้ามเพราะสีย้อมผมไม่ดีกับร่างกายเด็กครูจึงต้องไปพบพ่อแม่ของอาซาฮิเพื่อปรึกษากันเื่นี้
อธิบายว่าผิดกฎโรงเรียนอย่างไรจบแล้วก็เป็ธรรมดาที่ต้องกำชับว่าจากนี้ไปห้ามย้อมผมแต่คนที่ต้องมารับฟังคำกำชับนี้กลับเป็รูริที่ไม่เกี่ยวอะไรเลย
เหตุผลที่แสนจะไม่เป็เหตุผลคือเพราะรูริมีสีผมไม่เหมือนคนอื่นทุกคนเลยสนใจอยากเป็แบบนี้ด้วย
ปากบอกว่าห้ามย้อมผมแต่กลับเรียกร้องให้รูริไปย้อมผมดำ ฟังดังนั้นแล้ว เธอก็พูดไม่ออกไปเลย
จะอธิบายแค่ไหนว่าสีผมของฉันเป็สีตามธรรมชาติครูก็ไม่รับฟัง
สุดท้ายเธอจึงต้องใส่วิกผมดำไปโรงเรียนแล้วอาซาฮิยังอุตส่าห์มาถามอย่างไม่รู้เื่ราวว่า “ทำไมรูริจังถึงผมดำล่ะ”
ทำเอาเธอโมโหจนอยากจะตอกกลับไปว่าก็คิดว่าเพราะใครถึงได้กลายเป็แบบนี้ล่ะ!
หรือจะเป็ตอนที่ไปทัศนศึกษานอกสถานที่เธอหนีจากอาซาฮิที่ตื๊อจะไปด้วยกันสำเร็จ แล้วใช้เวลาอิสระอย่างเต็มที่พอถึงเวลานัดรวมพลและรู้ว่าอาซาฮิหลงทางทั้งครูและนักเรียนคนอื่นก็พากันโทษว่าทำไมรูริถึงไม่คอยดูแล
อย่าว่าแต่เธอกับอาซาฮิเป็แค่เพื่อนสมัยเด็กไม่ใช่ผู้ปกครองอะไร หน้าที่ดูแลนักเรียนก็ควรจะเป็ของครูไม่ใช่เื่เลยที่จะมาโทษรูริซึ่งอยู่กลุ่มอื่นด้วยซ้ำ
เธอพยายามบอกกับตัวเองว่าให้เทียบระหว่างรูริที่หน้าตาแตกต่างกับคนญี่ปุ่นชัดเจน และอาซาฮิที่น่ารักน่าเอ็นดูด้วยใบหน้าอย่างคนญี่ปุ่นอาซาฮิก็คงจะดูเป็มิตรกว่า แต่ยิ่งถูกเลือกข้างอยู่เสมอไม่รู้จบก็คงช่วยไม่ได้ที่รูริจะมีปมด้อยขึ้นมาซึ่งควรชมด้วยซ้ำว่าดีแค่ไหนแล้วที่เธอไม่เกเรไปเสียก่อน
ผ่านไปหลายปีจนรูริมีอายุสิบเก้าและเป็นักศึกษามหาวิทยาลัยวันที่ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปโดยสิ้นเชิงก็มาถึงในที่สุด
รูริค่อยๆเยี่ยมหน้าจากประตูบ้านแล้วเหลียวซ้ายแลขวา
“ดีมากไม่อยู่สินะ”
ดูเป็ที่มั่นเหมาะว่าอาซาฮิไม่อยู่แล้วก็รีบไถลตัวออกมาล็อกประตูก่อนจะพุ่งตัวออกจากบ้านไปอย่างเอาเป็เอาตาย
เพราะบ้านพวกเธออยู่ข้างกันทั้งสองจึงอยู่โรงเรียนประถมและมัธยมต้นเดียวกัน
พิธีปฐมนิเทศของมัธยมต้นที่เธอนึกเสียใจว่าตัวเองน่าจะไปเข้าโรงเรียนเอกชน
เธอช็อกไปเลยตอนได้ยินว่าเด็กที่เคยเรียนห้องเดียวกันไปอยู่โรงเรียนเอกชน
ด้วยฐานะทางการเงินแล้วเธอสามารถเข้าโรงเรียนคุณหนูที่ค่าเทอมแพงระดับครอบครัวของอาซาฮิไม่มีทางรับไหวด้วยซ้ำ
คิดดังนั้นแล้วเธอจึงเลือกเข้าโรงเรียนเอกชนตอนขึ้นมัธยมปลาย แต่ไม่รู้ทำไม อาซาฮิก็ยังมาอยู่โรงเรียนเดียวกันอีกอย่างไม่น่าเชื่อ...
เมื่อลองถามดูอีกฝ่ายก็ตอบว่า “ก็ฉันอยากไปโรงเรียนเดียวกับรูริจังนี่นา”
ถึงจะดุว่าคิดถึงฐานะพ่อแม่บ้างสิเ้าตัวก็เพียงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่เป็ไรหรอก”
บ้านของอาซาฮิมีพ่อเป็พนักงานกินเงินเดือนธรรมดากับแม่ที่เป็แม่บ้านการจะกระเบียดกระเสียรหาค่าเทอมให้ลูกนั้นคงจะลำบากไม่น้อยอาซาฮิควรจะนึกถึงพ่อแม่บ้าง แต่พ่อแม่ของอาซาฮิก็เอาอกเอาใจลูกไม่แพ้ใครอื่นและคงจะพยายามไม่น้อย อาซาฮิจึงมาโรงเรียนเดียวกันจนได้ทำให้ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายของรูริยุ่งเหยิงไม่มีดี
เธอคิดมาจากก้นบึ้งของหัวใจว่าขอทีเถอะช่วยหัดสั่งสอนลูกคุณบ้างเถอะ
ลงแบบนี้รูริจึงตั้งอกตั้งใจเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีคะแนนสอบสูงเมื่อรู้ว่าฝ่ายอาซาฮิสอบตก เธอถึงกับแอบกำหมัดไชโยกับตัวเอง
จากนั้นเมื่อลงทุนย้ายออกมาอยู่แมนชั่นใกล้มหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ห่างจากอาซาฮิกลับกลายเป็ว่าอีกฝ่ายก็ย้ายมาอยู่แมนชั่นเดียวกันอีก
ถามไปถามมาได้ความว่า“ฉันเข้าวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ๆ มหา'ลัยของรูริจังไหนๆ แล้วก็เลยอยากอยู่แมนชั่นเดียวกันด้วย เสียดายจังเลยที่ไม่ได้อยู่ห้องข้างกัน”
(อุตส่าห์นึกว่าจะหลุดพ้นแล้วแท้ๆ! ใครเป็คนไปแพล่มว่าฉันอยู่แมนชั่นนี้อีกล่ะ!?)
จากนั้นมามหาวิทยาลัยกลายเป็ที่พักใจหนึ่งเดียวที่อาซาฮิไม่สามารถล่วงล้ำเข้ามาได้แต่ก็บ่อยครั้งเหลือเกินที่ต้องปะหน้ากันตอนออกจากบ้าน แล้วเลยตามเลยเดินไปเรียนด้วยกันอย่างสนิทสนม(ในความรู้สึกของอาซาฮิ)
เพื่อจะเลี่ยงเหตุการณ์เช่นนั้นเธอจึงเลื่อนเวลาออกจากบ้าน แต่ก็โดนเจอตัวจนได้อยู่ดี
เช่นในวันนี้...
“รูริจังรอก่อนสิ---”
(ฉันว่าแม่นี่ต้องมีจมูกกับสัญชาตญาณระดับสัตว์ป่าแน่เลย)
เธอละเหี่ยใจกับเสียงเรียกของปีศาจหากก็เร่งเท้าโดยไม่ยอมชะงัก
อาซาฮิไล่ตามจนทันแล้วก็อมแก้มป่อง
“สัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันไหนมีคาบเรียนจะไปด้วยกันน่ะ”
(ไม่ได้สัญญาสักหน่อยอุตส่าห์บอกว่าไม่ต้องๆ ก็ไม่ฟังกันแล้วตกลงเอาเองต่างหาก!!)
บ่นในใจพลางเดินไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
เธอขบคิดมาจนที่สุดแล้วว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรับมืออาซาฮิซึ่งไม่ยอมฟังคำพูดหรือคำปฏิเสธใคร
(ยัยนี่คืออากาศยัยนี่คืออากาศ...)
กระทั่งในระหว่างนั้นอาซาฮิยังคงพูดต่อไปคนเดียวแม้ว่าจะไม่ได้รับคำตอบ
ความไม่ดูกาลเทศะที่สามารถต่อบทสนทนาได้แม้แต่กับคนที่เมินใส่นี้แทบจะควรบันทึกเป็มรดกโลกก็ว่าได้
ถ้าเป็รูริเธอคงจะไม่ทักอีกฝ่ายเป็ครั้งที่สองเว้นแต่จะมีธุระด้วยจริงๆ
พอใกล้ถึงวิทยาลัยที่อาซาฮิเรียนอยู่ก็มีกลุ่มผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคนตรงเข้ามาหาพวกเธอ
ทั้งสี่ที่ทักทายอาซาฮิด้วยรอยยิ้มนี้เป็เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นที่รูริเองก็รู้จักเมื่อเห็นรูริอยู่กับอาซาฮิ ต่างก็พากันย่นหน้าอย่างไม่เกรงใจ
“อะไร นี่เธออีกแล้วเรอะ”
“รู้ว่าอาซาฮิจังน่ะใจดีเลยไม่อยากทิ้งกันหรอกนะแต่ไม่เห็นต้องไปยุ่งกับคนแบบนี้เลยนี่นา”
“รูริจังเป็เพื่อนสนิทฉันนะอย่าพูดแบบนั้นสิ”
(เดี๋ยวๆใครเป็เพื่อนสนิทเธอั้แ่เมื่อไหร่ มีแต่เธอพูดเอาเองฝ่ายเดียวนะ)
รูริไม่อยากยุ่งและพยายามจะทิ้งระยะห่างแต่แทนที่อาซาฮิจะไปคบกับคนอื่นๆ ที่คอยตามใจ กลับมาติดรูริที่เอาแต่เมิน
อาซาฮิดึงดูดคนมาอยู่รอบตัวเสมอ
ใครๆก็พากันห้อมล้อมเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ราวกับเป็ลัทธิอะไรสักอย่าง
มองจากคนเ่าั้แล้วรูริซึ่งอาซาฮิยกให้เป็เพื่อนสนิทเช่นนี้ คงจะขวางหูขวางตาไม่น้อยเธอจึงโดนมองเป็ศัตรูไปโดยปริยาย
คนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอาซาฮิโดยตรงก็คงมองสาวกเหล่านี้ว่าผิดปกติไม่เบาถึงจะเห็นรูริรำคาญการวอแวของอาซาฮิคนทั่วไปอย่างมากก็เพียงส่งสายตาเวทนามาเท่านั้นเอง
แต่ลงได้เกี่ยวข้องกับอาซาฮิขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะหันมาเขม่นรูริจนเธอไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี
รูริจึงไม่เคยมีใครที่พอจะเรียกว่าเพื่อนได้จนเข้ามหาวิทยาลัยแต่จะถึงมีขึ้นมาสักคน ก็คงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะเลี่ยงอาซาฮิที่คอยตามเธอแจได้สุดท้ายคนเป็เพื่อนก็แปรพักตร์ไปเป็สาวกอยู่ดี
สำหรับรูริที่อยากสลัดอาซาฮิออกไปใจจะขาดปฏิกิริยาเขม่นของสาวกไม่ได้เป็อะไรเลยมากไปกว่าความเดือดร้อนแต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนหาทางหลุดพ้นจากอาซาฮิอย่างไรทั้งหมดก็จบลงด้วยความสูญเปล่า
ทุกปีที่เธออธิษฐานพร้อมหยอดเงินก้อนใหญ่ใส่กล่องทำบุญของศาลเ้าเคยกระทั่งลองซื้อไหนำโชคที่ดูยังไงก็ต้มกันชัดๆและจนบัดนี้ก็ยังไม่บังเกิดผลสักอย่าง
(คราวนี้ลองมนตร์ดำของตะวันตกดูมั่งดีไหมนะ...)
รูริเมินเสียงโวยวายของรอบข้างพร้อมกับปรึกษาตัวเองตอนนั้นเองที่อะไรบางอย่างที่เปล่งแสงตัดผ่านมุมสายตาไป
เธอหันไปมอง เห็นดวงแสงลอยละล่องไปมาแต่พอเผลอยื่นมือออกไป แสงนั้นก็ทะลุผ่านมือไปโดยไม่อาจััได้
พร้อมกับที่เสียงซึ่งคล้ายกับกระดิ่งดังระรัวขึ้นข้างหู
เธอเหลียวมองรอบๆ หาที่มาของเสียงหากดวงแสงก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น และยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย
แสงเ่าั้มารวมตัวกันรอบๆ พวกรูริเมื่อลดสายตาลงก็เห็นว่าเหมือนกับมันผุดขึ้นมาจากพื้น
“อะไรเนี่ย”
เสียงกระดิ่งยังรัวไม่หยุดเธอหันไปหาคนอื่น หากอาซาฮิและอดีตเพื่อนร่วมชั้นก็ไม่มีท่าทีเช่นใดพอเริ่มจะสงสัยว่าคนที่เห็นมีแต่ตัวเองเท่านั้นหรือพื้นรอบเท้าก็พลันเปล่งแสงขึ้นมา
“เอ๊ะ นี่มันอะไรน่ะ!?”
เสียงอาซาฮิดังขึ้นเหมือนเพิ่งรู้ตัวรูริหลับตาลงเพราะทนความจ้าของแสงเ่าั้ไม่ไหวแล้วเธอก็รู้สึกตัวลอยราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะซึ่งดิ่งหัวลงอยู่มันทำให้เธอคลื่นไส้จนต้องทรุดตัวลง
[1] รูริ – ลาพิสลาซูลี หินมีค่าสีน้ำเงิน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei