หลวนซิงและหลิวอี้หลิวมองหน้ากันอย่างสับสน ว่าเหตุใดอาจารย์ของพวกเขาจึงต้องเกณฑ์สมาชิกเพิ่มเติมในกฏเกณฑ์สองประการ
เมื่อมองเห็นความสงสัยของทั้งสอง ไป๋เฉินจึงได้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ในประเภทที่หนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าความฝันและความต้องการของเด็กที่ถูกนำไปขายและเด็กกำพร้าคืออะไร?"
หลวนซิงและหลิวอี้หลิวส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง
ริมฝีปากของไป๋เฉินขดเป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์ "เด็กที่ถูกนำไปขายเพื่อใช้งานเยี่ยงทาสต้องการอิสรภาพ พวกเขามีความนึกคิดและความฝันอยู่ลึกๆโดยที่มิอาจพูดคุยกับผู้ใดได้เพราะมันเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ และหลายๆคนได้แต่ตัดพ้อในโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาว่าเหตุใดพวกเขาจึงได้กลับกลายตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้"
"แต่หากเด็กเหล่านั้นได้รับความช่วยเหลือในฐานะมนุษย์มิใช่ในฐานะทาส และเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการอิสรภาพ เด็กพวกนั้นจะมองพวกเราเปรียบดั่งพระเจ้า สิ่งนั้นจะเป็นพันธะผูกพันธ์ระหว่างพวกเราและพวกเขาไว้ ดังนั้นความจงรักภักดีของเด็กเหล่านั้นจะติดหนึบกับพวกเรา และมีความต้องการอยากจะแข็งแกร่งและอิสรภาพก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ"
"ในฐานะทาสแล้วเด็กพวกนั้นได้ผ่านการตกนรกทั้งเป็นจนพวกเขาไม่กลัวความเจ็บปวด ไม่กลัวตายและไม่กลัวความยากลำบาก สิ่งนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันและดิ้นรนทุกวิถีทาง เพราะพวกเขาไม่อยากจะตกไปอยู่ในสภาวะตกต่ำเช่นนั้นอีกต่อไป"
"ในอดีตข้าเองก็เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้าที่เคยถูกชุบเลี้ยงจากปรมาจารย์นักฆ่า แน่นอนว่าชายชราผู้นั้นเลี้ยงดูข้าเปรียบดั่งบุตรบุญธรรมผู้หนึ่ง ความใฝ่ฝันของข้าคือก้าวข้ามชายชราผู้นั้นในฐานะนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุด สิ่งนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ต้องการเอาชีวิตรอดในโลกที่โสมม และประการสุดท้ายความคิดในการหักหลังยากที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลประเภทนี้" นัยน์ตาของไป๋เฉินสั่นไหว และมีความคะนึงหาเมื่อกล่าวถึงชายชราผู้นั้น
หลวนซิงและหลิวอี้หลิวไม่คาดคิดเลยว่าปรมาจารย์ที่น่าเกรงขามกลับมีอดีตที่เจ็บปวดถึงเพียงนี้
ไป๋เฉินที่คอแห้งจิบชาเบาๆก่อนจะกล่าวต่อ "ประการที่สองบุคคลที่อ่อนแอที่ถูกกดขี่รังแกจะมีความทะเยอทะยานและความต้องการแก้แค้นสูงเป็นพิเศษ คนพวกนั้นแค่ไร้โอกาสในการเฉิดฉายและแสดงฝีมือ บางคนครอบครัวถูกสังหารและถูกปล้นเพราะไร้กำลังในการต่อสู้ และบางคนถูกกดขี่เพราะยากจน และบางคนก็ถูกแย่งชิงสิ่งสำคัญไป"
"ดังนั้นความตั้งใจที่อยากจะแข็งแกร่งของบุคคลประเภทที่สองจะยิ่งแน่วแน่กว่าประเภทแรก แต่ทว่าก็ยังมีข้อเสียเช่นกัน นั่นคือหลังจากที่มันได้กำจัดศัตรูคู่อาฆาตหรือบรรลุเป้าหมายแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป? บางทีอาจจะปีกกล้าขาแข็งและบางทีอาจจะต้องการความแข็งแกร่งที่มากกว่า แต่ประเภทนี้นับว่าเป็นบุคคลที่มีบุคลิกต้องการก้าวข้ามความอ่อนแอ เราสามารถใช้ส่วนนี้เพื่อดึงพวกเขาขึ้นมาจากความอ่อนแอได้เป็นอย่างดี..." ไป๋เฉินวางถ้วยชาลงและมองพวกเขาทั้งสองด้วยรอยยิ้มจางๆ
หลังจากบรรยาการเงียบไปครู่หนึ่ง หลวนซิงทนไม่ได้ที่จะต้องกล่าวอย่างชื่นชม "ลึกซึ้ง...ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก ท่านอาจารย์สามารถมองผ่านได้แม้แต่ความคิดและความต้องการของคนผู้หนึ่ง เราเป็นเพียงแค่ผู้ยื่นโอกาสเท่านั้น และหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับว่าเด็กพวกนั้นต้องการความช่วยเหลือและต้องการเอาชีวิตรอดบนโลกใบนี้หรือไม่ นั่นก็แล้วแต่คำตอบของแต่ละบุคคล"
ไป๋เฉินผงกศีรษะเบาๆ "ถูกต้อง แค่ซื้อเด็กพวกนั้นออกมา แน่นอนว่าเราจะให้ทางเลือกแก่เขา หากเขาต้องการความแข็งแกร่งและมีความต้องการที่อยากจะอยู่รอด พวกเราจะมอบโอกาสนั้นให้แก่พวกเขา แต่หากพวกเขาแค่ต้องการออกจากวังวนทาสและต้องการกลับใช้ชีวิตตามปกติ ข้าก็ไม่มีปัญหา...ข้าเชื่อว่าสถานะเช่นนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะหลังจากนั้นก็อาจจะมีใครบางคนจับเด็กพวกนั้นนำกลับไปขายทอดตลาดในฐานะทาสและกลับสู่วังวนเดิมอยู่ดี"
เมื่อกล่าวจบถุงเงินสีน้ำตาลปรากฏขึ้นบนโต๊ะและยื่นมันให้แก่หลวนซิงและหลิวอี้หลิวเป็นผู้รับหน้าที่
แน่นอนว่าเหรียญทองพวกนี้คือสิ่งทึ่ไป๋เฉินได้รับมาจากหยางลั่ว และเขาเก็บไว้กับตัว 4,000 เหรียญทอง
"ด้านในถุงเงินนี้มี 1,000 เหรียญทอง พวกเจ้าจัดแจงเงินส่วนนี้ให้ดี หากเหลืออย่างไรพวกเจ้าก็เอาไปแบ่งกันทั้งเก้าคน ข้าเชื่อว่าการกินอยู่อีกประมาณหนึ่งถึงสองปีก็มิใช่ปัญหา" ไป๋เฉินกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
แม้แต่หลวนซิงและหลิวอี้หลิวก็ไม่อยากจะเชื่อสายตา "1,000 เหรียญทอง!"
ไป๋เฉินเพียงแค่พยักหน้าเบาๆและจิบชาต่อราวกับเป็นเรื่องเล็กๆ
ในแต่ละวันการใช้เงินเพียงแค่ 20 เหรียญทองก็นับว่ามีฐานะดีพอสมควรแล้ว แต่นี่ 1,000 เหรียญทอง! จะไม่ให้พวกเขาประหลาดใจได้อย่างได้
"ไม่! ข้ามิอาจรับเงินจำนวนมากเช่นนี้ได้" หลวนซิงพยายามวางถุงเงินและหยิบออกไปเพียงแค่ส่วนของการซื้อทาสเท่านั้น
ไป๋เฉินเพียงแค่โบกมือเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ "ทุกสิ่งอย่างคือการลงทุน โลกใบนี้คือการลงทุน ไม่มีสิ่งใดที่จะรับมาโดยไม่ต้องสูญเสียสิ่งใด...เงินนี้ถือเสียว่าเป็นของขวัญจากข้าก็แล้วกัน"
หลวนซิงและหลิวอี้หลิวมองหน้ากันและสามารถมองเห็นความสุขในดวงตาของกันและกันได้เป็นอย่างดี
หลังจากนั้นทั้งสองโค้งคำนับด้วยความเคารพสูงสุด
จากนั้นไป๋เฉินหันไปมองหลิวอี้หลิวก่อนจะกล่าวขึ้น "อี้หลิว ข้าต้องการข้อมูลการค้าขายและธุรกิจของตระกูลหยาง เจ้าช่วยนำเสนอข้อมูลส่วนนั้นให้ข้าที"
แน่นอนว่าหลิวอี้หลิวไม่ถามอันใดแม้แต่ครึ่งคำ นางเดินไปหยิบตำราหนึ่งเล่มออกมาและพลิกไปยังหน้ากลางพลางอ่าน "ธุรกิจหลักของตระกูลหยางคือการส่งออกหยกเนื้อดีและมันมีเหมืองหยกอยู่ด้านหลังตระกูลหยาง ว่ากันว่าตระกูลหยางสามารถทำกำไรได้มากกว่า 50,000 เหรียญเงินต่อปี"
ไป๋เฉินแทบจะพ่นชาออกมา 'รวยชิบหายเลย!'
หลังจากนั้นหลิวอี้หลิวอธิบายจนจบ ไป๋เฉินตัดสินใจออกคำสั่งอย่างเรียบง่าย "ข้ามีภารกิจง่ายๆให้แก่พวกเจ้าทั้งสอง...ปล้นความมั่งคั่งของตระกูลหยางและสังหารบุคลากรที่เฝ้าโรงงาน"
หลวนซิงและหลิวอี้หลิวต่างก็อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง "ทะ-ท่านอาจารย์ ท่านกำลังล้อเล่นพวกข้าอยู่หรือเปล่า?"
แต่ไป๋เฉินส่ายศีรษะด้วยสีหน้าจริงจัง "ที่ข้ากล่าวมาเป็นเรื่องจริง แน่นอนว่าข้าสามารถรับประกันได้ว่าภารกิจในครั้งนี้ง่ายเสียยิ่งกว่ามีเพศสัมพันธ์ด้วยซ้ำ"
หลิวอี้หลิวที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าแดงก่ำพลันก้มหน้าลงอย่างเขินอาย 'ท่านอาจารย์พูดบ้าอะไรอยู่'
แม้นว่าการสังหารจะเป็นเรื่องง่าย แต่หลวนซิงยังคงกังวลอยู่ลึกๆ ตระกูลหยางเป็นตระกูลที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับสองในเมืองเทียนหยุน แน่นอนว่าไม่กล้าที่จะมีผู้ใดกล้าหือรือหรือยั่วยุตัวตนระดับนั้นเป็นแน่ แม้แต่ฉินฟงเองก็ไม่อยากจะมีปัญหากับตระกูลหยางเสียด้วยซ้ำ
การฆ่าตระกูลหยางภายในเมืองเทียนหยุนไม่ต่างจากการจากการฆ่าตัวตาย!
"เจ้ากำลังคิดมากเกินไป..." ไป๋เฉินล้วงเข้าไปในอาภรณ์ยาวก่อนที่ผ้าขาวบางๆจะปรากฏขึ้น "หลังจากสังหารพวกมัน ให้พวกเจ้าไว้ชีวิตคนผู้หนึ่งและแกล้งทำสิ่งนี้ตกไว้ภายในที่แห่งนั้น"
เมื่อสังเกตเห็นสัญลักษณ์บนผ้า หลวนซิงอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง "นะ-นั่นมันสัญลักษณ์สมาชิกระดับสูงของกองโจรมายา"
"ถูกเผง! มันคือสัญลักษณ์ของกองโจรที่เลื่องชื่อในอดีตกาล พวกเราจะใช้สิ่งนี้ในการเบี่ยงเบนความสนใจ" ไป๋เฉินกล่าวพลันพยักหน้าด้วยรอยยิ้มลึกลับ
แน่นอนว่าไป๋เฉินนำสัญลักษณ์นี้มาจากตระกูลฉิน เพราะก่อนหน้านี้ไป๋หนานเทียนได้เคยปราบปรามกองโจรมายาไปแล้วหนึ่งครา แต่ทว่าหลังจากนั้นก็มีกองโจรมายาถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหลังจากการตายของไป๋หนานเทียน
กองโจรมายาถือได้ว่าเป็นกองโจรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเทียนหยุนและยังนับว่าเป็นกองโจรที่แข็งแกร่งมีเครือข่ายทุกซอกทุกมุมของเมือง หากจะบ่อนทำลายตระกูลหยางแล้ว มีเพียงกลุ่มใหญ่อย่างกองโจรเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการหว่านเมล็ดพันธ์ุความขัดแย้ง
แม้นว่าจะสร้างความบาดหมางระหว่างสองกลุ่ม แต่อาจจะไม่เกิดผลกระทบมากเท่าที่ควร ไป๋เฉินเพียงแค่ต้องการค่อยๆลดกองกำลังโดยรวมของตระกูลหยางลงมันก็เท่านั้น
ไป๋เฉินได้บอกกล่าวแก่หลิวอี้หลิวให้ติดตามการเคลื่อนไหวของตระกูลหยางทุกฝีก้าวและเขาต้องการข้อมูลและจำนวนของผู้บำเพ็ญปราณทั้งหมดภายในตระกูลหยาง
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อตรวจสอบความแข็งแกร่งโดยละเอียดเพื่อนำมาใช้ในการอ้างอิงสำหรับแผนการขั้นตอนต่อไปในอนาคต
เมื่อเห็นความลังเลใจบนใบหน้าทั้งสอง ไป๋เฉินขมวดคิ้วด้วยแรงกดดันอันหนักหน่วง "หากภารกิจง่ายๆเพียงแค่นี้เจ้าทำไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่พวกข้าจะสอนสั่งพวกเจ้าอีกต่อไป!"
ไป๋เฉินสะบัดเสื้อคลุมเตรียมตัวจะจากไปด้วยสีหน้าทึ่ผิดหวัง
แต่ทันใดนั้นหลวนซิงรีบกล่าวห้ามไว้โดยพลัน ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ท่านอาจารย์ ข้ายอมรับภารกิจนี้"
ไป๋เฉินหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม "ยอดเยี่ยม หลวนซิงภารกิจนี้ข้ามอบให้แก่เจ้า เจ้าเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการลอบเร้นและหลบหนีออกมา ส่วนอี้หลิวเจ้ามีหน้าที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหว ข้าต้องการให้พวกเจ้าทำภารกิจนี้ในอีกสองวันต่อมา"
"รับทราบ!"