บรรยากาศยามบ่าย ณ โรงเตี๊ยมรักพักใจ พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ลมที่เคยพัดเอื่อยเฉื่อยกลับหยุดนิ่งสนิทประดุจโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาไว้ นกที่เคยร้องจิ๊บจับบนกิ่งหลิวพากันบินหนีหายไปในม่านเมฆ ความรุ่มร้อนของไอแดดชายแดนถูกแทนที่ด้วยมวลอากาศที่เย็นเยียบและหนักแน่นขุมหนึ่งที่คืบคลานเข้ามาจากทางทิศตะวันออก
อาหลาง ที่กำลังเช็ดโต๊ะไม้ในโถงหน้าอยู่นั้น รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทันที ศิลาเนตรมารที่ซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อเริ่มสั่นระริกเบาๆ เป็สัญญาณเตือนว่ามีผู้ที่มีพลังปราณสูงส่งกำลังเข้าใกล้ เขาหยุดการเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
เสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอแต่กลับเบาหวิวประดุจปุยเมฆดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เก่าๆ ของโรงเตี๊ยม ทันทีที่ร่างนั้นก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา แสงสว่างภายในโถงไม้ที่เคยมืดสลัวกลับดูสว่างกระจ่างใสขึ้นอย่างประหลาด ร่างที่ปรากฏคือสตรีในชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งเครื่องประดับเลอค่า มีเพียงปิ่นหยกเรียบง่ายที่ปักรวบผมสีดำสนิทไว้กึ่งกลางศีรษะ
นางมีใบหน้าที่เยาว์วัยประดุจดรุณีแรกรุ่น ผิวพรรณละเอียดลออประดุจหยกขัดมันทว่าั์ตาคู่นั้นกลับลึกล้ำและนิ่งสงบประดุจมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง กลิ่นอายรอบกายของนางไม่ใช่กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าอย่างสตรีทั่วไป แต่เป็กลิ่นหอมสะอาดของดอกบัวและไอเย็นของหิมะบนยอดเขาสูง ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นหนักแน่นดุจขุนเขาไท่ซาน ทำให้บ่าวไพร่ในโรงเตี๊ยมที่กำลังยกสำรับอาหารอยู่ถึงกับมือไม้สั่นพะรวนโดยไม่ทราบสาเหตุ
นางคือ "ปรมาจารย์เหลียน" หรือที่ผู้คนในยุทธภพขนานนามว่า "นางเซียนบงกชหิมะ" ผู้บำเพ็ญตบะขั้นสูงจนบรรลุวิถีแห่งความว่างเปล่า ตัดสิ้นซึ่งกิเลสทางโลกจนกายและจิตหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
อาหลาง ที่ยืนคุมเชิงอยู่ในมุมมืดหลังเคาน์เตอร์ไม้ รู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืในอกซ้ายของเขา ศิลาเนตรมารที่ซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อเริ่มแผ่ความร้อนระอุออกมาประดุจถ่านไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมัน เขาแสร้งทำเป็เสี่ยวเอ้อผู้แสนดี รีบวิ่งออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ถูกฝึกฝนมาอย่างแเี
"ยินดีต้อนรับครับแม่นาง... เอ๊ย ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าวันนี้มีลมแรงสายไหนพัดพาท่านผู้สูงศักดิ์มาเยือนโรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งนี้ได้ขอรับ?" อาหลางก้มศีรษะอย่างนอบน้อม ทว่าดวงตาของเขากลับลอบสำรวจทุกกระเบียดนิ้วของสตรีตรงหน้า
ในขณะที่เขาก้มศีรษะอย่างนอบน้อมนั้น ใจของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง นี่คือเหยื่อที่เขาเฝ้ารอคอยมานาน ปรมาจารย์เหลียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุทธภพ หากเขาสามารถจัดการกับนางได้ พลังที่จะได้รับมาจะมหาศาลยิ่งกว่าเหยื่อทั้งสามรายที่ผ่านมารวมกันอีกหลายเท่า
ปรมาจารย์เหลียนหยุดนิ่ง สายตาของนางที่มองมายังอาหลางนั้นเรียบเฉยจนน่ากลัว ราวกับว่านางกำลังมองก้อนหินหรืออากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน "ข้า้าห้องพักที่สงบที่สุดหนึ่งห้อง เพื่อพักรอเวลาเดินทางข้ามด่านในวันพรุ่งนี้"
น้ำเสียงของนางกังวานและใสบริสุทธิ์ประดุจเสียงกระดิ่งลมทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังไม่กล้าปฏิเสธ อาหลางรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากนาง มันไม่ใช่แรงกดดันที่รุนแรงหรือข่มขู่ แต่เป็แรงกดดันที่เกิดจากความบริสุทธิ์และความสงบนิ่งที่สมบูรณ์แบบ ราวกับว่านางเป็ดาวดวงหนึ่งที่มีแรงโน้มถ่วงของตัวเอง
"มีแน่นอนครับ! ห้องพิเศษชั้นบนสุด เงียบสงัดและมิดชิดที่สุด เชิญท่านอาจารย์ตามข้ามาเลยขอรับ" อาหลางผายมือเชิญพลางลอบยิ้มในใจ 'ห้องที่มิดชิดที่สุด... คือห้องที่จะกลายเป็กรงขังิญญาของท่านในคืนนี้'
ขณะที่เดินนำทางขึ้นบันไดไม้ อาหลางแอบสังเกตการเคลื่อนไหวของปรมาจารย์เหลียน นางเดินตามมาด้วยท่าทางที่สงบเสงี่ยม ฝีเท้าไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ราวกับว่านางกำลังลอยตัวเหนือพื้นมากกว่าการเดิน รัศมีพลังปราณรอบตัวนางแผ่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อากาศรอบๆ ดูบริสุทธิ์และเย็นสบายขึ้น
เมื่อถึงห้องพักชั้นบนสุด อาหลางเปิดประตูไม้หนาออก เผยให้เห็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เตียงไม้แกะสลักลายดอกบัว โต๊ะไม้เล็กๆ พร้อมชุดน้ำชา และหน้าต่างที่มองเห็นวิวูเาไกลๆ ได้อย่างชัดเจน
"ห้องนี้เป็ห้องที่เงียบที่สุดในโรงเตี๊ยมของเรา ไม่มีเสียงรบกวนจากข้างล่าง และมีวิวที่สวยงามสำหรับการทำสมาธิ" อาหลางอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ข้าจะไปเตรียมน้ำชาและขนมหวานมาเสิร์ฟท่านอาจารย์"
ปรมาจารย์เหลียนพยักหน้าเล็กน้อย "ข้าขอบคุณ แต่ข้าไม่้าอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ เพียงแค่ความเงียบก็เพียงพอแล้ว"
"เข้าใจแล้วครับ หากท่าน้าสิ่งใดเพิ่มเติม กรุณาเรียกข้าได้ตลอดเวลา" อาหลางโค้งคำนับแล้วถอยออกจากห้อง แต่ก่อนที่จะปิดประตู เขาแอบมองดูปรมาจารย์เหลียนอีกครั้ง
นางยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ สายตาของนางมองออกไปทางหน้าต่าง ราวกับกำลังมองดูสิ่งที่อยู่ไกลออกไปมากกว่าูเาที่ตาเห็น ใน่เวลาสั้นๆ นั้น อาหลางรู้สึกได้ถึงความลึกล้ำในดวงตาของนาง มันเป็ความลึกล้ำที่เกิดจากการบำเพ็ญตบะมานานนับพันปี
เมื่อส่งแขกผู้สูงศักดิ์เข้าสู่ห้องพักและจัดการเตรียมน้ำชาเรียบร้อยแล้ว อาหลางรีบถอยกลับออกมายังมุมลับตาคนหลังชั้นตำราในหอพักข้ารับใช้ เขาล้วงเอา ศิลาเนตรมาร ออกมาดูด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะจะเก็บไม่อยู่
"ไหนดูซิว่า... นางเซียนผู้บรรลุธรรมจะมี 'ค่าราคะ' ซ่อนอยู่เท่าไหร่กันเชียว ยิ่งกดข่มไว้มากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งอยากจะขุดมันออกมาให้หมดสิ้น!"
เขาหลับตาลง โคจรพลังมารผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ศิลา แสงสีม่วงทองเริ่มหมุนวนและพยายามจะฉายภาพความปรารถนาลึกๆ ของปรมาจารย์เหลียนออกมาอย่างที่มันเคยทำกับจอมยุทธหญิงคนอื่นๆ
ใน่แรกๆ ศิลาทำงานตามปกติ แสงสีม่วงทองเริ่มแผ่ออกมาและพยายามจะเจาะเข้าไปในจิตใจของเป้าหมาย อาหลางรอคอยด้วยความอดใจ เขาคาดหวังว่าจะเห็นภาพของความปรารถนาที่ถูกกดข่มไว้ หรืออย่างน้อยก็ตัวเลขที่แสดงถึงระดับของราคะที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของนาง
ทว่า... สิ่งที่ปรากฏกลับทำให้อาหลางต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ศิลาเนตรมารที่เคยแสดงตัวเลขหรือภาพนิมิตอันรัญจวนใจของเหยื่อรายก่อนๆ กลับกลายเป็ ความมืดมิด ที่สนิทนิ่ง ไม่มีตัวเลขขึ้นแสดง ไม่มีแม้แต่กระแสพลังงานแห่งตัณหาใดๆ หลุดรอดออกมาให้เห็น สิ่งที่เขามองเห็นผ่านศิลามีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกประดุจหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง
"เป็ไปได้ยังไงกัน?!" อาหลางอุทานแ่เบา เหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผม "ศิลาเนตรมารไม่เคยพลาด... หรือว่านางจะไม่มีความ้าเลยจริงๆ? ไม่มีทาง! มนุษย์ทุกคนต้องมีราคะ แม้แต่เทพเซียนก็ยังหนีไม่พ้นกิเลส!"
เขาลองปรับเปลี่ยนวิธีการ โคจรพลังมารในรูปแบบต่างๆ เข้าไปในศิลา บางครั้งเขาใช้พลังอย่างอ่อนโยน บางครั้งเขาใช้พลังอย่างแรงกล้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเหมือนเดิม ความมืดมิดที่ไม่มีสิ่งใดปรากฏ
ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของอาหลาง เขาไม่เคยพบเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ศิลาเนตรมารเป็สมบัติที่เขาได้มาจากปีศาจโบราณ มันไม่เคยล้มเหลวในการเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของใครเลย แม้แต่นักพรตที่บำเพ็ญตบะมาหลายสิบปียังมีจุดอ่อนให้เขาเอาเปรียบได้
"ไม่... ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ" เขาพึมพำกับตัวเอง "ไม่มีใครที่บริสุทธิ์ได้ขนาดนั้น แม้แต่เทพเซียนยังมีความปรารถนา"
เขาพยายามเพิ่มพลังมารเข้าไปในศิลาจนมันสั่นระริก แสงสีม่วงทองเข้มข้นขึ้นจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เส้นเืบนหน้าผากของเขาโป่งขึ้นมาจากการออกแรง เหงื่อไหลย้อยตามแก้มขณะที่เขาพยายามบีบบังคับให้ศิลาทำงาน
ในที่สุด ศิลาก็เริ่มมีการตอบสนอง มันเริ่มดูดกลืนพลังงานจากอาหลางไปอย่างมหาศาลเพื่อใช้ในการ "ขุด" ลึกลงไปในจิตใจของนางเซียน พลังมารที่เขาสะสมมาจากเหยื่อสามรายก่อนหน้านี้ถูกดูดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนแรงลง
เงาดำที่ปรากฏในศิลาเริ่มขยับเขยื้อน มันไม่ใช่ความว่างเปล่าเพราะไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่มันคือการ "กดข่มที่รุนแรงที่สุด" อาหลางเริ่มเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า ปรมาจารย์เหลียนไม่ได้ไร้ซึ่งราคะ ทว่านางมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงเสียจนนางต้องสร้าง "คุกน้ำแข็ง" ที่หนาแน่นนับพันปีขึ้นมาปิดทับมันไว้ลึกที่สุดของจิติญญา
ความเข้าใจนี้ทำให้อาหลางตื่นเต้นจนตัวสั่น เขาเริ่มมองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ความมืดมิดในศิลาคือ "ม่านพราง" ที่นางสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเองและโลกหล้า และนั่นหมายความว่า หากอาหลางสามารถทำลายม่านนี้ได้ พลังราคะที่พุ่งออกมาจะมหาศาลยิ่งกว่าเหยื่อทุกคนที่เขาเคยล่ามารวมกันร้อยเท่า!
ยิ่งนางกดข่มไว้มากเพียงใด เมื่อถูกปลดปล่อยออกมา พลังนั้นก็จะยิ่งรุนแรงมากเพียงนั้น เหมือนกับน้ำที่ถูกกั้นด้วยเขื่อนมานานหลายพันปี เมื่อเขื่อนแตก น้ำจะไหลออกมาอย่างรุนแรงและทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางทาง
"หึๆ... น่าสนใจจริงๆ แม่นางเหลียน" อาหลางแสยะยิ้มด้วยความกระหาย "ท่านแกร่งกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขนาดทำให้ศิลามารของข้าต้องใช้พลังสูงสุดในการมองหาจุดอ่อน"
เขาเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียด การที่ปรมาจารย์เหลียนสามารถกดข่มราคะได้ถึงขนาดนี้แสดงว่านางมีวินัยในการบำเพ็ญตบะที่เหนือกว่าใครที่เขาเคยพบมา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็หมายความว่านางมีสิ่งที่้าซ่อนอยู่มากมาย
เขารู้ดีว่าการจัดการกับปรมาจารย์เหลียนไม่อาจใช้แผนการตื้นๆ ได้ ยาปลุกกำหนัดทั่วไปหรือกำยานนิทรานรันดร์อาจถูกตบะของนางสลายไปในทันที เขาต้องใช้วิธีการที่ละเอียดอ่อนและแยบยลกว่า
"ความสงสัย" และ "ความสั่นคลอนทางจิติญญา" จะเป็อาวุธหลักของเขา เขาต้องทำให้นางเริ่มสงสัยในตัวเอง สงสัยในการบำเพ็ญตบะของตัวเอง และสงสัยในความบริสุทธิ์ที่นางภาคภูมิใจ
เขาเริ่มคิดถึงแผนการที่ซับซ้อน การโจมตีทางจิตใจที่จะค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจของนาง เขาจะไม่รุกรานนางด้วยกำลัง แต่จะใช้ "ความจริง" ที่บิดเบี้ยวและ "ความสงสัย" ที่แทรกซึมเข้าไปในจิตใจของนาง
ในคืนนี้ โรงเตี๊ยมรักพักใจจะไม่ได้เป็เพียงสถานที่แห่งการเสพสมทางกาย ทว่ามันจะเป็สมรภูมิแห่งการดวลกันระหว่าง "ตบะธรรม" และ "ตัณหามาร"
อาหลางเริ่มจัดเตรียมกำยานชนิดใหม่—กำยานที่มีชื่อว่า "สัจธรรมลวงตา" ซึ่งไม่ได้ออกฤทธิ์ต่อร่างกายโดยตรง แต่มันจะเข้าไปแทรกซึมในนิมิตยามที่นักบวชหรือผู้ปฏิบัติธรรมเข้าสู่ภวังค์สมาธิ มันจะเปลี่ยนภาพแห่งความว่างเปล่าให้กลายเป็ภาพที่จิตใต้สำนึกโหยหาที่สุด
กำยานนี้เป็สูตรลับที่เขาได้มาจากปีศาจโบราณเช่นเดียวกับศิลาเนตรมาร มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดการกับผู้ที่มีจิตใจแกร่งกล้าและบำเพ็ญตบะสูง โดยการโจมตีจุดที่อ่อนแอที่สุดของมนุษย์ทุกคน นั่นคือ "ความปรารถนาที่ถูกปฏิเสธ"
เขาเริ่มผสมผสานสมุนไพรต่างๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ดอกไผ่ผีที่เก็บมาจากป่าช้าที่มีผีสิง ใบโบราณที่แห้งแล้วจากต้นไผ่ที่โดนฟ้าผ่า และที่สำคัญที่สุดคือ "หยาดน้ำตาของนางฟ้า" ที่เป็ของเหลวใสที่สกัดมาจากดอกไม้ที่บานเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง
ขณะที่เขาผสมกำยาน อาหลางคิดถึงวิธีการที่จะใช้มัน เขาจะไม่ใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะปรมาจารย์เหลียนไม่ได้รับประทานอะไรเลย แต่เขาจะเผาให้กลายเป็ควันบางๆ แล้วปล่อยให้ลอยเข้าไปในห้องของนางผ่านช่องระบายอากาศ
กำยานจะทำงานช้าๆ เข้าไปในระบบหายใจของนาง และเมื่อนางเข้าสู่ภวังค์สมาธิ มันจะเริ่มแทรกแซงนิมิตที่นางเห็น แทนที่จะเห็นความว่างเปล่าหรือแสงสว่างบริสุทธิ์ นางจะเริ่มเห็นภาพของสิ่งที่นางปรารถนาลึกๆ ในจิตใต้สำนึก
"ท่านอ้างว่าท่านบรรลุแล้ว... ข้าก็จะดูซิว่า ท่านจะทนได้นานแค่ไหนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'เงา' ของตัวเองในความมืด"
เขาเริ่มจุดธูปพิเศษที่ผสมกำยานสัจธรรมลวงตา ควันสีขาวบางๆ เริ่มลอยขึ้นไปตามท่อระบายอากาศที่เชื่อมต่อไปยังห้องของปรมาจารย์เหลียน ควันนี้ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้สังเกตได้
ในห้องพักชั้นบน ปรมาจารย์เหลียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ ดวงตาของนางปิดสนิท ลมหายใจแ่เบาจนแทบไม่มี ทั่วทั้งร่างของนางแผ่รังสีแห่งความบริสุทธิ์ออกมาปกคลุมห้องไว้ ทว่าในส่วนลึกของมโนสำนึก นางกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันประหลาดที่พยายามคืบคลานเข้ามาในเขตแดนทางจิตของนาง
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย—เป็ร่องรอยแห่งอารมณ์เพียงอย่างเดียวที่ปรากฏบนใบหน้าดุจหยกของนาง
"โรงเตี๊ยมแห่งนี้... มีกลิ่นอายของอสุราซ่อนอยู่" นางพึมพำกับตัวเอง "ทว่ามันกลับเบาบางและแเีเหลือเกิน"
นางไม่ได้หวาดกลัว สำหรับนางแล้ว มารร้ายล้วนเกิดจากจิตใจ หากใจนิ่งสงบ มารก็ไม่อาจทำอันตราย ทว่าสิ่งที่นางไม่รู้คือ พรานหนุ่มนามว่าอาหลาง ไม่ได้้าจะฆ่านาง แต่้าจะ "เปิดเผย" ด้านที่นางหวาดกลัวที่สุดออกมาให้โลกเห็น
นางเริ่มเข้าสู่ภวังค์สมาธิลึกขึ้นเรื่อยๆ จิตใจของนางค่อยๆ ปล่อยวางจากโลกภายนอก เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "นิโรธสมาบัติ" ซึ่งเป็การหยุดนิ่งของจิตใจอย่างสมบูรณ์
แต่ในขณะที่นางกำลังเข้าสู่สภาวะนี้ กำยานสัจธรรมลวงตาก็เริ่มออกฤทธิ์ ควันบางๆ ที่นางหายใจเข้าไปเริ่มแทรกแซงกระบวนการทางจิต แทนที่จะเห็นความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ นางเริ่มเห็นเงาๆ ของภาพที่คุ้นเคย
ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นางเคยรู้จักเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนที่นางจะบำเพ็ญตบะจนบรรลุธรรม ภาพของความรู้สึกที่นางเคยมีแต่ได้กดข่มไว้ลึกที่สุดของจิตใจ
ปรมาจารย์เหลียนสั่นะเืเล็กน้อย ดวงตาของนางเปิดขึ้นช้าๆ ด้วยความสับสน นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่การทำสมาธิของนางถูกรบกวน
ค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้จะยาวนานกว่าครั้งไหนๆ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจะกลายเป็พยานให้กับการปะทะกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความวิปริต
อาหลางเดินออกมาจากมุมมืด พลางเงยหน้ามองขึ้นไปยังห้องพักชั้นบนสุด แววตาของเขาวาวโรจน์ไปด้วยตัณหาและการแข่งขัน "ปรมาจารย์เหลียน... คืนนี้ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า ์ที่ท่านเฝ้าถวิลหา กับนรกที่ข้ามอบให้... บางทีมันอาจจะเป็สถานที่เดียวกัน!"