เอลีสก้าวออกมาจากบ้านพร้อมอเมลี มือของเธอยังคงกอบกุมมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้แน่น ความอบอุ่นที่แผ่ผ่านกันและกันทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเต็มตื้นอย่างประหลาด เมื่อทั้งสองก้าวออกมาสู่สวนกว้างด้านนอก เอลีสเงยหน้าขึ้นมองวิวทิวทัศน์รอบตัว เธอพบกับภาพที่แปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สวนนี้กว้างใหญ่จนดูราวกับไร้ขอบเขต ผืนหญ้าเขียวสดชื่นตัดกับแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลงมาอย่างอบอุ่น กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้จากทุ่งดอกไม้นานาชนิดลอยมาตามลมเบาๆ รอบๆ มีดอกไม้หลากสี ทั้งสีม่วงอ่อน สีขาวนวล และสีเหลืองสดใส บางดอกเอนก้านอ่อนโยนไปตามแรงลมที่พัดแ่เบา เธอมองไปยังต้นไม้สูงใหญ่ที่ทอดเงาลงบนพื้น บางต้นเริ่มมีใบที่เปลี่ยนสีเป็ส้มและแดงสด ด้านหนึ่งของสวนมีต้นไม้เรียงรายเป็แถวอย่างเป็ระเบียบ ทำให้ดูคล้ายกับภาพวาดในหนังสือนิยายยุคเก่า
เธอสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นของอากาศที่สดชื่นและบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าสู่ปอด มันเป็ความรู้สึกที่แตกต่างจากโลกเดิมของเธอโดยสิ้นเชิง ที่นั่น เธอมีเพียงทิวทัศน์ที่มองออกไปจากคอนโดกลางเมือง และมีเพียงฤดูร้อนที่ร้อนระอุไม่รู้จบ อากาศที่เธอคุ้นเคยนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยมลพิษ เธอแทบไม่เคยได้ัักับฤดูที่สดใสแบบนี้เลย ในโลกเดิม ความเขียวขจีเช่นนี้หาได้ยากนัก และเสียงนกร้องเบาๆ ที่แว่วมาในสายลมก็เป็เสียงที่เธอไม่เคยได้ยิน
เอลีสหันมองลูกสาวที่เดินข้างๆ อเมลีจ้องมองทิวทัศน์รอบตัวด้วยดวงตาเป็ประกาย มือเล็กๆ ของเด็กน้อยจับมือเธอแน่น ราวกับกลัวจะหลุดจากกัน เอลีสรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในหัวใจ ความสงบสุขและความงดงามของโลกใหม่นี้ทำให้เธอรู้สึกว่า ทุกสิ่งที่เธอกำลังััอยู่นั้นคือโอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความงามและความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยได้รับในชีวิตเดิม
ขณะที่เอลีสกำลังดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติรอบตัว เสียงหวานใสของอเมลีก็ดังขึ้นข้างๆ ราวกับผีเสื้อที่กระพือปีกอยู่ใกล้ๆ เอลีสหันมองลูกสาวและเห็นดวงตากลมโตที่มองเธอด้วยความสงสัยและความประหลาดใจ
"คุณแม่คะ… ทำไมคุณแม่ใจดีจังวันนี้?" อเมลีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความงุนงง แต่ในแววตาของเธอกลับแฝงไว้ด้วยความดีใจที่ไม่สามารถปิดบังได้
คำถามนั้นทำให้เอลีสนิ่งไปชั่วขณะ คำถามเรียบง่ายจากเด็กน้อย แต่แฝงความรู้สึกมากมายที่สะท้อนกลับเข้ามาในหัวใจของเธอ เธอรับรู้ได้ว่าเอลีสคนเดิมนั้นคงมีท่าทีที่เ็า และห่างเหินจนทำให้อเมลีไม่คุ้นเคยกับการแสดงความรักจากแม่ การที่อเมลีถามเช่นนี้ เธอรู้ได้ทันทีว่าเด็กน้อยคงโหยหาความรักและความเอาใจใส่จากผู้เป็แม่มานาน
เอลีสมองอเมลีด้วยแววตาที่อ่อนโยน เธอคุกเข่าลงเบื้องหน้าเด็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน มือบางยกขึ้นลูบศีรษะของอเมลีอย่างแ่เบา ขณะที่ริมฝีปากเผยรอยยิ้มอบอุ่น "อเมลี… แม่ขอโทษนะลูก แม่อาจจะไม่ค่อยได้ใส่ใจหนูมาก่อน แม่คงทำให้หนูเสียใจและรู้สึกโดดเดี่ยว แต่จากนี้ไป แม่จะดูแลหนูให้ดีที่สุดนะคะ แม่สัญญา"
แววตาของอเมลีเปล่งประกายขึ้น ดวงตากลมโตของเธอเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย เธอยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบังความสุข เด็กน้อยก้าวเข้าไปสวมกอดเอลีสอย่างแแ่ ใบหน้าเล็กๆ ซุกลงบนไหล่ของแม่ ร่างเล็กสั่นน้อยๆ ด้วยความซาบซึ้งในคำพูดที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
อเมลีค่อยๆ คลายกอดจากเอลีส ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยดวงตาที่ใสซื่อและอ่อนโยน “อเมลีไม่โกรธคุณแม่หรอกค่ะ” เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยพูดออกมาอย่างไร้เดียงสา “คุณแม่นมเคยบอกว่า คุณแม่ไม่มีเวลาสนใจอเมลี เพราะคุณแม่เศร้าที่คุณพ่อทำงานตลอดเวลา…”
เอลีสได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะท้อนในหัวใจ คำพูดไร้เดียงสาของลูกสาวทำให้เธอรู้สึกใจอ่อนยวบ ดวงตาสีฟ้าของเธออ่อนโยนลงและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “แม่ขอโทษนะลูก... ตอนนี้แม่ไม่เศร้าแล้วจ้ะ” เธอพูดเบาๆ ด้วยความตั้งใจที่จะให้ลูกสาวรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในหัวใจของเธอ
อเมลีตาโตขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงซื่อๆ “คุณแม่ไม่เศร้า... เพราะว่าไม่รักคุณพ่อแล้วหรือคะ?”
เอลีสยิ้มจางๆ พร้อมส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอมองดวงตากลมโตของอเมลีที่จ้องเธออย่างใสซื่อ ราวกับอยากจะเข้าใจทุกความรู้สึกของแม่
อเมลีถอนหายใจเล็กน้อย แล้วพูดต่ออย่างอ่อนโยน “คุณแม่อย่าโกรธคุณพ่อเลยนะคะ”
เอลีสยิ้มด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากของอเมลีอย่างแ่เบา น้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบออกมาเบาๆ “แม่ไม่ได้โกรธคุณพ่อเลยจ้ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น อเมลีก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะเอามือเล็กๆ จับมือของเอลีสแน่น ดวงตาเป็ประกายแห่งความสุขเอลีสค่อยๆ จับมืออเมลี พากันเดินกลับเข้าบ้าน
เมื่อเอลีสส่งลูกน้อยให้แม่นมดูแล อเมลีไม่งอแงเลยเธอเด็กน่ารัก หญิงสาวเดินไปยังห้องสมุดของสามีที่ตั้งอยู่ปลายสุดของบ้านหลังใหญ่ ห้องสมุดนั้นเต็มไปด้วยหนังสือที่เรียงรายบนชั้นสูงั้แ่พื้นจรดเพดาน มีกลิ่นหอมของกระดาษเก่าและเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็กันเอง เอลีสเดินไปหยิบหนังสือประวัติศาสตร์และบันทึกเกี่ยวกับภูมิประเทศของเมืองนั้น เธอเริ่มอ่านและพอจะจับใจความสำคัญได้ว่านี่ไม่ใช่โลกที่เธอเคยอยู่ ทุกสิ่งดูคล้ายคลึงกับโลกที่เธอคุ้นเคย แต่ก็แตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย
ตามหนังสือที่เอลีสอ่าน เธอได้เรียนรู้ว่าเมืองที่เธออยู่มีชื่อว่า "แซลลิเย่" เป็เมืองที่ตั้งอยู่ในดินแดนแถบตะวันตก มีภูมิประเทศที่งดงามล้อมรอบด้วยูเาและแม่น้ำไหลผ่าน เมืองนี้มีอาคารที่ดูโบราณผสมผสานสถาปัตยกรรมที่คล้ายยุคกลาง แต่มีการบูรณะให้สวยงามและแข็งแรงขึ้นหลังจากการทำาหลายครั้ง ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในแซลลิเย่คือประชาชนจากหลายเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ เมืองนี้จึงกลายเป็ศูนย์รวมของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพที่ต่างแสวงหาความปลอดภัยและชีวิตที่ดีขึ้น
เธอยังพบว่าหน่วยเงินที่ใช้ในที่นี่เรียกว่า "ฟองว์" ซึ่งมีลักษณะการใช้คล้ายสกุลเงินที่คุ้นเคย แต่หน่วยฟองว์มีมูลค่าต่างกันเล็กน้อย เอลีสพยายามจดจำค่าสกุลเงินนี้และเรียนรู้พื้นฐานการค้าที่ใช้ในเมืองต้องขอบคุณที่เธอมีสามีเป็พ่อค้าเอกสารของเขาค่อนข้างมีข้อมูลครบถ้วน
นอกจากนี้ เอลีสยังได้อ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของดินแดนนี้ โลกที่เธออยู่ตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะา เมืองแซลลิเย่ถือว่าเป็เมืองที่ยังปลอดภัยจากการสู้รบโดยตรง ด้วยเหตุนี้มันจึงกลายเป็ศูนย์พักพิงให้กับประชาชนที่ต้องอพยพจากดินแดนอื่นและทหารที่าเ็จากแนวหน้า เมืองนี้มีระบบการปกครองที่เน้นการดูแลประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อให้เมืองคงความสงบและปลอดภัยไว้ได้
ส่วนวัฒนธรรมที่นี่มีการผสมผสานระหว่างอารยธรรมเก่าแก่และการใช้ชีวิตแบบทันสมัยในยุคนั้น ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับงานฝีมือและการเกษตร แต่ก็มีการพัฒนาโรงงานขนาดเล็กเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการทำา เช่น การผลิตอาวุธและเสบียง นอกจากนี้ ในหนังสือยังบอกถึงระบบชนชั้นที่ยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก ผู้คนในเมืองจะถูกแบ่งตามระดับฐานะและอำนาจ ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นสูงและคนธรรมดา
เอลีสนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของห้องสมุด เธออยากรู้ว่าเป็เช่นไรเมื่อเธอ้าอย่ากับสามี เธอจึงค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์และหนังสือหลายเล่มปรากฎว่า การตัดสินใจหย่ากับสามีไม่ใช่เื่เล็ก ๆ ที่จะทำได้อย่างไร้ผลกระทบ
หนังสือพิมพ์ที่เอลีสอ่านสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของสังคมที่เธออยู่ เมื่อต้องพิจารณาคำถามเกี่ยวกับการหย่า เธอพบว่าในสังคมที่ยังมีระบบชนชั้นและการแบ่งแยกฐานะอย่างเคร่งครัด การหย่าร้างถือเป็เื่อื้อฉาว โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง หากเธอหย่ากับสามี ไม่เพียงแต่สถานะทางสังคมของเธอจะถูกลดทอนลง ลูกของเธอก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย การหย่าร้างอาจทำให้ลูกถูกมองด้วยสายตาดูแคลนจากสังคมรอบข้าง และอาจส่งผลต่ออนาคตของลูก ทั้งในด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในวงสังคมที่สูงขึ้น
ขณะที่เธออ่านไปเรื่อย ๆ เอลีสพบว่าโอกาสของผู้หญิงที่จะทำงานในสังคมนี้มีจำกัด และส่วนใหญ่การทำงานที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงจะอยู่ในแวดวงที่ถือว่าต่ำกว่าผู้ชาย เช่น งานฝีมือ การค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืองานบริการที่ไม่้าทักษะสูง การหย่าร้างอาจทำให้เธอถูกกีดกันจากโอกาสที่น้อยอยู่แล้ว อีกทั้งความเป็อิสระทางการเงินก็อาจยากที่จะมีได้โดยลำพัง การหางานทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและลูกอาจกลายเป็เื่ที่ท้าทายและเสี่ยงต่อการถูกข่มเหงหรือเอารัดเอาเปรียบในสถานการณ์นี้
นอกจากนี้ หากเธอต้องพึ่งพาตัวเอง เธอจะต้องเผชิญกับการมองจากสังคมที่ยังเชื่อว่าหน้าที่หลักของผู้หญิงคือการดูแลครอบครัวและการอยู่เคียงข้างสามี หากเธอหย่าร้างและหันมาทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูก สายตาของสังคมรอบข้างอาจมองเธอด้วยความไม่เข้าใจและดูถูก
เมื่อเธอพิจารณาถึงอนาคตของลูก เธอพบว่ากฎหมายและธรรมเนียมในโลกนี้มักจะให้สิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กแก่ฝ่ายพ่อหรือครอบครัวฝ่ายพ่อโดยเฉพาะในชนชั้นสูง ซึ่งทำให้เธอกังวลว่าเธออาจจะสูญเสียโอกาสในการดูแลลูกของเธอเอง หากมีการหย่าร้างเกิดขึ้น