เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 บ่อน้ำหวาน


             เช้าวันรุ่งขึ้น บุรุษในหมู่บ้านเขาหมีทั้งหนุ่มทั้งแก่ต่างถืออุปกรณ์ ทั้งพลั่วทั้งไม้ ยังมีอิฐดินอีกมากมายมุ่งหน้าไปยังปากทางเขา

             เสี่ยวหมี่พาท่านลุงหลิวเดินดูไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างบ้านขึ้นที่ปากทางขึ้นเขา อย่างไรเสียบริเวณนั้นก็ไม่ใช่อาณาเขตของสกุลลู่ 

             ถัดจากปากทางขึ้นภูเขาเข้ามาเป็นป่าหนึ่งผืน บริเวณพื้นที่ถัดจากป่าผืนนั้นเข้ามาล้วนเป็นของคนสกุลลู่ ขอแค่แคว้นต้าหยวนไม่ล่มสลายก็จะไม่เปลี่ยนเจ้าของ ดังนั้นสร้างบ้านไว้บริเวณนี้นับว่าเหมาะสมแล้ว

             เมื่อกำหนดสถานที่ได้แล้ว คนในหมู่บ้านก็เริ่มลงมือ

             บุรุษครึ่งหนึ่งรับผิดชอบขุดดินสร้างฐานราก อีกครึ่งหนึ่งรับผิดชอบผสมโคลนฟางและแป้งสาลี ส่วนทางท่านป้าหลิวนำสะใภ้แต่ละบ้านมาช่วยกันทำอาหารอยู่ในเพิงพักที่อยู่ห่างไปไม่ไกล 

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงนำลูกหลานขุดบ่อน้ำแห่งสุดท้าย เห็นทุกคนกำลังทำงานกันอย่างแข็งขัน ก็ให้อิจฉาเป็นอย่างยิ่ง อดทอดถอนใจไม่ได้ “ผู้คนร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ หมู่บ้านเขาหมีจะต้องพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปเป็นแน่ น่าเสียดายที่บ้านเราไม่ได้อยู่ที่นี่”

             แต่ลูกหลานเขาไม่ได้คิดอะไรมากเช่นนั้น เพียงแค่เสียดาย “เราใกล้เสร็จงานกันแล้ว วันหน้าคงไม่มีโอกาสได้กินเนื้อทุกมื้อเช่นนี้อีกแล้ว”

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงทั้งโกรธทั้งขำ ตบศีรษะลูกชายคนเล็กไปทีหนึ่ง สั่งสอนเขาว่า “เจ้ารีบทำงานไปเถอะ วันหน้ายังมีโอกาสได้กินเนื้ออีกเยอะ”

             ลูกชายคนเล็กอยากจะโต้เถียง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเส้นผมสีดอกเลาของบิดาก็กลืนคำพูดกลับลงไป

             เมื่อเสี่ยวหมี่ยกโรงอาหารกลางแจ้งให้ท่านป้าหลิวเป็นคนรับผิดชอบแล้ว นางก็ย่อมเชื่อใจ ทุกวันนี้จึงเพียงแค่เดินไปชมที่นาพร้อมกับเฝิงเจี่ยน แต่ไม่เคยเหยียบไปที่เพิงทำอาหารเลย เวลาเจอท่านป้าหลิวก็จะถามไถ่แค่ว่าเสบียงอาหารเพียงพอหรือไม่ กำชับว่าต้องให้ทุกคนได้กินอิ่ม

             คนในหมู่บ้านปั้นโคลนไปพลางสนทนากันไปพลางพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยวหมี่ก็อย่ากังวลเลย พวกเรากินอิ่มกันทุกวัน ทุกคนล้วนมีเรี่ยวแรงทำงานเต็มที่”

             เสี่ยวหมี่ยิ้มแย้มรินน้ำชาให้พวกเขา กล่าวหยอกล้อว่า “ต้องให้พวกท่านลุงกินเยอะๆ ถึงจะได้มีแรงอย่างไรเล่าเจ้าคะ เมื่อถึงฤดูล่าสัตว์ข้ายังรอหนังสัตว์ดีๆ จากพวกท่านลุงมาทำตุ๊กตาอยู่นะเจ้าคะ ถึงตอนนั้นเมื่อขายได้ราคาดี ข้าจะมาเลี้ยงสุราอาหารพวกท่านลุงเจ้าค่ะ”

             “ฮ่าฮ่า ยังมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วย”

             “เสี่ยวหมี่วางใจ หากเจ้าอยากได้หนังสัตว์สีขาว ข้าก็จะไม่ล่าสัตว์สีดำแม้แต่ตัวเดียว”

             พวกเขาสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง แดดก็เริ่มร้อนแรงขึ้น บางคนเริ่มถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อตัวในที่โผล่แขนกำยำทั้งสองข้างออกมา เสี่ยวหมี่ที่เป็นสตรีจึงไม่เหมาะจะอยู่ต่อ

             พอดีกับที่หัวหน้าผู้รับเหมาจงมาเชิญนางไปตรวจดูบ่อน้ำ

             เฝิงเจี่ยนก็ติดตามไปด้วย

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงได้รับการดูแลอย่างดีจากเสี่ยวหมี่ จึงทำงานอย่างตั้งใจยิ่ง

             บ่อน้ำแห่งนี้ถูกขุดขึ้นมาโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางสามฉื่อ ขอบบ่อสูงจากพื้นหนึ่งฉื่อ สร้างขึ้นด้วยหินขัดที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่รู้ว่าอะไรใช้เชื่อมรอยต่อระหว่างหินเหล่านั้น ดูแล้วไม่มีวี่แววว่าน้ำจะซึมออกมาแม้แต่น้อย

             เสี่ยวหมี่ชะโงกหน้าลงไปดู พบว่าระดับน้ำค่อนข้างสูงทีเดียว น้ำใสสะอาดสะท้อนสีของท้องฟ้าอย่างชัดเจน

             “ท่านจงฝีมือดียิ่งนักเจ้าค่ะ”

             “ใช่แล้ว” เฝิงเจี่ยนยืนอยู่หลังเสี่ยวหมี่ อยู่ในท่าลักษณะกึ่งโอบนาง เขายื่นมือออกไปน้อยๆ เพื่อว่าหากนางมีแนวโน้มว่าจะตกลงไปเขาจะได้รัดร่างนางเอาไว้ได้ทัน “เพียงแต่ไม่รู้ว่ารสชาติของน้ำในบ่อนี้จะเป็นเช่นไร”

             ลูกชายคนเล็กของหัวหน้าผู้รับเหมาจงพูดแทรกขึ้นมาว่า “พวกเราลองดื่มดูแล้วขอรับ มีรสหวาน”

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงถลึงตาใส่บุตรชาย รีบอธิบายว่า “แม่นางลู่ หมู่บ้านเขาหมีตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดียิ่งนัก หลายปีมานี้ข้าขุดบ่อมาหลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนมีน้ำอุดมสมบูรณ์และรสหวานเช่นนี้มาก่อน”

             “จริงหรือ?” เสี่ยวหมี่ตื่นเต้น เมื่อมองไปไกลๆ เห็นชุ่ยฮัวกำลังจะเดินออกจากเพิงทำกับข้าวมา จึงขอให้นางหยิบชามกระเบื้องมาให้หนึ่งใบ จากนั้นก็โยนถังน้ำลงไปในบ่อ

             ในชาติก่อน ถึงแม้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะยากจนแค่ไหนแต่ก็มีน้ำประปาใช้ เมื่อมาอยู่สกุลลู่ เสี่ยวหมี่ก็มีพี่ชายถึงสามคน นางจึงไม่มีหน้าที่ต้องตักน้ำ สุดท้ายไม่ว่าเสี่ยวหมี่จะสะบัดเชือกอย่างไร ถังใบนี้ก็ไม่ยอมจมลงไปในน้ำเสียที

             ต่างกับเฝิงเจี่ยนที่ถึงแม้จะไม่เคยตักน้ำเช่นกัน แต่เคยเห็นพวกชาวบ้านทำอยู่สองสามครั้งก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

             เขารับเชือกมาจัดการแกว่งเบาๆ ถังใบนั้นก็จมลงไป ถ่ายเทน้ำเข้ามาในถัง 

             “พี่ใหญ่เฝิง ท่านฉลาดจริงๆ”

             เสี่ยวหมี่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เฝิงเจี่ยนกระตุกเชือกดึงถังน้ำขึ้นมา

             ชุ่ยฮัวเดินเอาชามมาให้พอดี จากนั้นพวกเขาจึงเทน้ำใส่ชามแต่ละใบอย่างละครึ่ง เมื่อได้ลิ้มรสก็ยิ่งพอใจ

             “น้ำนี่หวานจริงๆ ด้วย”

             “นั่นสิ ดีกว่าน้ำบนยอดเขาเสียอีก”

             “น่าเสียดาย คนในหมู่บ้านเราไม่หมักสุรา ไม่เช่นนั้นคงจะมีสุราขึ้นชื่อของตัวเองเป็นแน่”

             ชาวบ้านที่กำลังยุ่งอยู่กับงานในมือครั้นได้ยินข่าวก็รีบเข้ามามุงดู ต่างแบ่งกันดื่มน้ำในบ่อ เมื่อดื่มแล้วพากันชมไม่ขาดปาก “วันหน้าไม่ต้องชงชาดื่มแล้ว ดื่มน้ำในบ่อนี่ได้เลย ทั้งเย็นทั้งหวาน”

             จากนั้นก็ยกนิ้วให้คนสกุลจงที่สนิทสนมกันดีแล้วในตอนนี้ “ตาเฒ่าจง ครอบครัวเจ้านี่ฝีมือดีจริงๆ”

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงยืดหลังงองุ้มขึ้นอย่างที่นานๆ ทีจะทำ ตอบอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อยว่า “ข้าขุดบ่อมาทั้งชีวิต ไม่ค่อยได้พบแหล่งน้ำดีๆ เช่นนี้หรอก หมู่บ้านเขาหมีนี่ช่างโชคดีจริงๆ”

             ประโยคนี้ทำให้ทุกคนพอใจกันมาก ต่างส่งเสียงตอบรับอย่างครึกครื้น

             เสี่ยวหมี่เองก็ยิ้มกำชับว่า “หลายวันมานี้ลำบากท่านจงแล้ว ตอนเที่ยงนี้มากินอาหารพร้อมกันนะเจ้าคะ ตอนบ่ายเมื่อชำระค่าจ้างกันแล้วพวกท่านค่อยกลับ”

             “ได้ ขอบคุณแม่นางลู่ พวกเราขอหน้าหนาฝากท้องอีกสักมื้อก็แล้วกัน”

             “ท่านจงเกรงใจแล้ว เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

             ชาวบ้านสนทนากันอยู่ครู่หนึ่งก็แยกย้ายไปทำงาน คนสกุลจงเองก็ไปช่วยก่อบ้านดินเช่นกัน

             เสี่ยวหมี่ได้ฟังคำพูดก่อนหน้านี้ของท่านจงเข้าไปก็เริ่มรู้สึกทะเยอทะยานขึ้นมา นางลากเฝิงเจี่ยนไปดูที่นา สายตากวาดมองไปทั่วทั้งหุบเขาด้วยสีหน้าพึงพอใจ หุบเขาหมีที่จริงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวเขาที่หมู่บ้านเขาหมีสิบแปดหลังคาเรือนตั้งอยู่ แต่ยังรวมถึงเขาเตี้ยๆ ฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทางลาดเอียงขึ้นเขาทางทิศเหนือ รวมถึงพื้นที่ราบตรงกลางที่เหมือนถูกภูเขาโอบล้อมเอาไว้

             ยามนี้พื้นที่ราบนั้นสกุลลู่ได้ไถทำที่นา ยึดครองพื้นที่ตรงกลางที่เป็นทำเลที่ดีที่สุด บริเวณโดยรอบหากถางไถให้เป็นระเบียบเสียหน่อย ยังสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้อีกยี่สิบหมู่ เขาที่ขนาบสองข้างไม่สูงมากนัก ด้านหนึ่งเป็นป่าหนาทึบ อีกด้านเป็นต้นสนเตี้ยๆ หากว่าปรับพื้นที่มาปลูกผลไม้ แล้วค่อยกั้นเป็นคอกเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็คงจะดีไม่น้อย

             ส่วนปากทางขึ้นเขาฝั่งทิศเหนือ ก็สร้างเป็นกำแพงล้อมหรือประตูไม้ขึ้นมา เช่นนี้ผู้คนในหมู่บ้านเขาหมีก็จะเหมือนกับถูกปกป้องอยู่ในกำแพงแน่นหนา ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงจากธรรมชาติและกำแพงที่มนุษย์สร้างขึ้น

             ถึงตอนนั้นต่อให้นางจะคิดประดิษฐ์อะไรแปลกๆ ขึ้นมาอีกก็คงไม่มีคนนอกเข้ามาวุ่นวาย

             เฝิงเจี่ยนยืนอยู่ข้างกายเสี่ยวหมี่ เห็นนางประเดี๋ยวขมวดคิ้วมุ่น ประเดี๋ยวตื่นเต้นดวงตาเป็นประกาย เขารู้สึกเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่อยากขัดจังหวะนางตอนนี้ แต่แดดกำลังแรงจัด จะปล่อยให้นางถูกแดดเผานานนักก็ไม่ได้

             เขาจึงยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “คิดอะไรอยู่หรือ ถึงได้ดูตื่นเต้นเช่นนี้”

             เสี่ยวหมี่เล่าความคิดของตนเองให้เฝิงเจี่ยนฟังพลางถามว่า “พี่ใหญ่เฝิง ท่านว่าความคิดข้าเป็นอย่างไร?”

             เฝิงเจี่ยนได้ฟังแล้วก็ตาเป็นประกายเช่นกัน เขายิ้มกล่าวว่า “หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด หมู่บ้านเขาหมีก็คงเป็นดั่งสวนท้อในความฝัน [1] ก็ไม่ปาน น่าเสียดายที่นี่ไม่มีต้นท้อ”

             “จะยากอะไรเล่า เราก็ปลูกต้นท้อเสียเลย เอาไว้ชื่นชมในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อดอกร่วงโรยแล้วเราก็ค่อยกินผลของมัน หากกินไม่หมดผลท้อยังเอามาหมักสุราได้ด้วย”

             เสี่ยวหมี่ยิ่งคิดยิ่งถูกใจ “พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปลองถามดู หากว่าไม่แพงมากนัก ก็ซื้อเขาเตี้ยๆ โดยรอบเสียเลย ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นแย่งไปก่อนคงไม่ดีแน่”

             เฝิงเจี่ยนกวาดสายตามองสวนไข่ดินและข้าวโพดที่อยู่ด้านล่าง แล้วเอ่ยเตือนว่า “การซื้อที่นาและภูเขา ทางการจำเป็นต้องส่งคนเข้ามาตรวจสอบ”

             “อา” ชัดเจนว่าเสี่ยวหมี่ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไป นางเอ่ยอย่างเศร้าสร้อยว่า “เช่นนั้นก็ได้ คงต้องรออีกสักสองเดือน ถึงตอนที่สวนไข่ดินและข้าวโพดพวกนั้นไม่สะดุดตามากแล้ว ค่อยลองเข้าเมืองไปถามทางการดู”

             เฝิงเจี่ยนเห็นนางเชิดปากขึ้นอย่างน่ารักก็รู้สึกร้อนรุ่มในหัวใจ ตอนที่ยังคิดจะพูดอะไรต่ออยู่นั้น จู่ๆ เกาเหรินก็ไม่รู้โผล่มาจากไหน

             “เสี่ยวหมี่ ตอนเที่ยงเรากินอะไรกันดี ข้าหิวแล้ว”

             “ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ เรียกข้าพี่หญิง ระวังเถอะข้าจะไม่ให้เจ้ากินข้าว”

             เสี่ยวหมี่ดีดหน้าผากเกาเหรินเบาๆ ไปทีหนึ่ง แล้วจึงหันไปกล่าวกับเฝิงเจี่ยนว่า “พี่ใหญ่เฝิง พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ก่อนออกมาพี่กุ้ยจือเอาผักป่ามาให้ตะกร้าหนึ่ง ถ้าอย่างไรตอนเที่ยงเราก็กินชุนปิ่ง [2] กันเถอะ กินคู่กับผักนี่ ถือเสียว่าเป็นการลิ้มรสชาติของฤดูใบไม้ผลิ”

             เฝิงเจี่ยนตวัดดวงตาคมกริบมองเกาเหรินไปทีหนึ่ง ทำเอาเกาเหรินงุนงง แล้วถึงขึ้นหน้าไปเดินคู่กับเสี่ยวหมี่

             “ได้ ข้าจะจุดไฟให้”

             “ไม่ต้องๆ ให้เกาเหรินทำดีกว่า เสื้อตัวนี้ของท่านครั้งก่อนถูกสะเก็ดไฟไหม้เป็นรูสองรู ต้องลำบากเอาไปให้พี่กุ้ยจือช่วยปะชุนให้อยู่เลย”

             เสี่ยวหมี่ยื่นมือไปหักกิ่งไม้กวัดแกว่งใส่ดอกหญ้าข้างทางไปตลอดทางกลับบ้าน ไม่ทันได้เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของเฝิงเจี่ยนและเกาเหรินที่แอบยิ้มเยาะ...

             เมื่อทานอาหารเที่ยงกันเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวหมี่ก็ไปกล่าวขอบคุณคนสกุลจงด้วยตนเอง หลังจากคำนวณค่าแรงกันเรียบร้อยแล้วก็ส่งพวกเขาลงเขาไป

             หัวหน้าผู้รับเหมาจงฉลาดและมากประสบการณ์ เขารับรองกับเสี่ยวหมี่ว่าจะไม่บอกเรื่องที่พบเห็นในหมู่บ้านเขาหมีให้คนอื่นรู้

             เสี่ยวหมี่ชอบใจมาก และรับปากเช่นกันว่าหากวันหน้าต้องขุดบ่ออีกก็จะจ้างพวกเขา

             ต้นไม้ใบหญ้าข้างทาง ไม่กี่วันก่อนยังเหลืองซีดและแห้งเหี่ยว แต่ยามนี้กลับมีสีเขียวแซมขึ้นมาอย่างเด่นชัด ใบไม้สีเขียวพวกนั้นงอกงาม พยายามชูช่อขึ้นหาท้องฟ้าสีครามที่อยู่เบื้องบนจนกลบทับใบสีเหลืองซีดแทบมิด 

             ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วจริงๆ มันเปลี่ยนโลกใบนี้ให้กลายเป็นสีเขียวชอุ่ม ทำให้บรรยากาศสดชื่น สบายตาสบายใจยิ่ง...

             เสี่ยวหมี่กางแขนออก หลับตาสูดอากาศบริสุทธ์ โอบกอดธรรมชาติอันงดงามนี้

             ในป่าลึกบนเขาลิบๆ คล้ายว่ามีอะไรแวบผ่านไป อาจเป็นสัตว์ป่าซุกซนสักตัว หรืออาจจะเป็นนกที่บินผ่านไป...

             หลังจากที่เสี่ยวหมี่เริ่มปลูกมันฝรั่ง ผ่านไปสามสี่วันสวรรค์ก็ประทานฝนอันชุ่มฉ่ำลงมาให้ จากนั้นพระอาทิตย์ก็สาดแสงแรงกล้าให้ความอบอุ่นไปทั่ว

             ผักสดในเพิงเพาะเลี้ยงของสกุลลู่ชูช่องดงาม เถาถั่วเลื้อยไปทั่ว แตงกวามีดอกเล็กๆ บานสะพรั่ง มะเขือม่วงถึงแม้จะงอกออกมาไม่กี่ใบอย่างถ่อมตัว แต่ก็สะสมพลังไว้รอเวลาเจริญงอกงาม

             มันฝรั่งเองก็แตกหน่ออย่างรวดเร็ว ราวกับกระต่ายน้อยที่กระโดดอย่างว่องไว

             คนในหมู่บ้านเพิ่งสร้างบ้านดินสองหลังเสร็จ มันฝรั่งในสวนก็งอกงามจนไม่เห็นกองดินที่โคนต้นแล้ว

            

            เชิงอรรถ

             [1] สวนท้อในความฝัน(世外桃源)หมายถึงดินแดนในฝัน ซึ่งสวยงามและสงบสุข เป็นดินแดนในอุดมคติที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันถึง

            [2] ชุนปิ่ง(春饼)ชุน หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ ปิ่งหมายถึงแป้งทอด รวมกันแล้วจึงหมายถึงอาหารชนิดหนึ่งทำจากแป้งปอเปี๊ยะห่อผักและเนื้อสัตว์

            

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577