ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันที่ฮั่วหนานอันหายจากอาการาเ็ แขนข้างที่เคยได้รับาเ็กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ใบหน้าอันหล่อเหลาเปล่งประกายจนทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ในหมู่บ้านขวยเขิน
ครอบครัวบ้านฮั่วตื่นั้แ่เช้าตรู่ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดที่คิดว่าดูดีที่สุด เพื่อเดินทางไปยังบ้านของหมอหญิงที่อยู่บนเขาด้านหลังหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่พบเห็นคนบ้านฮั่วทักทายและสอบถามว่าพวกเขาจะไปที่ใด พอได้ยินพวกเขาบอกว่าจะขึ้นเขาไปขอบคุณท่านหมอหญิงที่ได้ช่วยชีวิตบุตรสาวคนเล็ก จึงเอ่ยเตือนให้ระวังสักหน่อย
ฝีมือการรักษาของท่านหมอหญิงลึกลับผู้นี้ พวกตนเคยเห็นกับตาตนเองมาแล้ว จึงยกย่องนางว่าเป็หมอเทวดาผู้รักสันโดษ ถ้าไม่มีเื่เดือดเนื้อร้อนใจในด้านการเจ็บป่วย ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปยุ่มย่ามใกล้บริเวณที่พักของนาง เกิดทำให้นางขุ่นเคืองใจกลัวว่าหมู่บ้านจะไม่มีหมอเทวดาปักหลักอยู่
“ชาวบ้านที่นี่ดูเกรงกลัวท่านหมอมากนะเ้าคะ” ฮั่วิจูเงยหน้าถามบิดา มือทั้งสองข้างของเด็กน้อยจับมือกับบุพการีทั้งสอง
“พ่อเคยได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า พวกเขาเคารพท่านหมอหญิงผู้นี้มาก หากหมู่บ้านขาดนางไปคงลำบาก”
ฮั่วิจูพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่บิดาอธิบาย สายตาซุกซนเปล่งประกาย ดึงมือของบุพการีทั้งสองเข้ามาใกล้กัน ปลายนิ้วของฮั่วหนานอันจึงเกี่ยวเข้ากับปลายนิ้วของหวังซื่อ
จากนั้นเด็กน้อยก็ถอยออกจากตรงกลาง ฮั่วเจินจูเห็นน้องสาวขยิบตาให้จึงเดินเบียดมารดาให้ขยับเข้าไปใกล้กับบิดา
หวังซื่อมุ่นคิ้วกับการกระทำของบุตรสาว ต่างจากฮั่วหนานอันที่ยิ้มกริ่มอยู่ในใจ เดินเกี่ยวนิ้วภรรยาแน่นเหมือนเป็เื่ปกติ
เสี่ยวเฟิงมองการกระทำของสองพี่น้อง ยกยิ้มมุมปากกับแผนการผสานรอยร้าวระหว่างคู่ยวนยาง มีเพียงแม่นมเจียงที่งงงวยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของนายท่านกับฮูหยิน
ทั้งหกเดินมาถึงอาณาเขตของบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเขา รอบๆ บ้านมีป่าไผ่ล้อมรอบ กำแพงตัวบ้านที่สร้างมาจากอิฐสีครามสูงมิดชิด ไม่สามารถมองเห็นตัวบ้านได้
“ท่านหมอขอรับ” เสี่ยวเฟิงส่งเสียงเรียกเ้าของบ้าน เรียกอยู่สักสองสามหน ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก
ใบหน้าที่อยู่ภายใต้หมวกม่าน เต็มไปด้วยความสงสัยว่าคนพวกนี้แห่กันมาถึงที่นี่เพราะเหตุใด
“พวกเ้ามีอันใดกับข้า”
“คารวะท่านหมอหญิง พวกข้า้ามาขอบคุณที่ท่านให้ความช่วยเหลือรักษาอาการเจ็บป่วยของพวกเรา……”
ฮั่วหนานอันเป็หัวหน้าครอบครัว จึงรับหน้าที่เจรจากับหมอหญิงท่านนี้ ขณะที่กำลังพูดยังไม่จบก็ถูกตัดบทขึ้นเสียก่อน
“ข้าไม่ได้ช่วยพวกเ้าโดยไม่คิดค่ารักษาเสียหน่อย มิต้องมาขอบคุณข้าให้มากความ หากไม่มีอะไรแล้ว พวกเ้ากลับไปเสียเถิด”
ประตูบานใหญ่กำลังจะปิดลง กลับถูกมือของเสี่ยวเฟิงหยุดไว้ คิ้วของหมอหญิงขมวดเข้าหากัน น้ำเสียงที่ราบเรียบในคราแรกเริ่มจะแข็ง
“ยังมีอันใดอีก ข้าขอเตือนเอาไว้ก่อน หากพวกเ้าคิดไม่ซื่อ ปรโลกยังรอให้พวกเ้าไปเยือนอยู่ทุกเมื่อ”
“ท่านหมอไม่ต้องกลัว ครอบครัวเรามิได้มีความคิดไม่ดี”
ฮั่วหนานอันพยายามอธิบาย แต่ใจชักเริ่มจะลังเลว่าควรให้บุตรสาวมายุ่งเกี่ยวกับคนผู้นี้ดีหรือไม่ กลัวว่านางจะบ้าขึ้นมาแล้วทำร้ายบุตรสาวตน ที่ไปที่มาของนางก็ไม่ชัดเจน กลัวว่าจะเป็ผู้ร้ายหลบหนีมากบดานอยู่ที่นี่
ฮั่วิจูเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีก็รีบเอ่ยบางอย่างขึ้น “ท่านหมอหญิงเ้าคะ ข้า้าฝากตัวเป็ลูกศิษย์ของท่าน ขอท่านโปรดพิจารณารับเด็กน้อยที่พร้อมจะเรียนรู้วิชาแพทย์เป็ศิษย์ด้วยเ้าค่ะ”
สายตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกม่าน ก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่แหงนหน้าขึ้นมองมายังตน ดวงตากระจ่างใสเหมือนกับเด็กธรรมดา แต่ั์ตากลับนิ่งสงบดุจทะเลสาบที่อยู่ท่ามกลางป่าใหญ่
“ข้าไม่้ารับศิษย์”
หูทั้งสองข้างของฮั่วหนานอันคล้ายจะมีควันออกมา แม่นางผู้นี้กล้าดีอย่างไรถึงมาทำร้ายจิตใจบุตรสาวสุดแสนน่ารักของเขา กระนั้นก็ยังคงรักษาระดับความโมโหไม่ให้พุ่งขึ้นมากจนเกินไป พยายามทำให้บุตรสาวสมปรารถนา
“ช่างน่าเสียดาย ผู้คนทั่วใต้หล้ายังต้องล้มตายเพราะไม่ได้รับการรักษา ความรู้ที่ท่านมี หากไม่ถ่ายทอดให้ชนรุ่นหลัง เกรงว่าคงสูญหายไปพร้อมกับอายุขัยของท่าน ท่านจะไม่เสียดายจริงหรือ”
“ข้าไม่เสียดาย พวกเ้าพานางไปกราบไหว้หมอท่านอื่นเถิด”
“ท่านหมอทำร้ายจิตใจของบุตรสาวข้ามากเกินไปแล้ว นางเป็เพียงเด็กที่มีใจ้าเรียนรู้วิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คน เหตุใดท่านถึงเป็ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ความเยี่ยงนี้ มีวิชาความรู้แล้วเก็บไว้กับตัว มันคงงอกขึ้นมาปกคลุมหลุมศพท่านได้กระมัง”
เดิมทีฮั่วหนานอันเป็คนใจร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจบุตรสาวอันเป็ที่รัก ความใจเย็นที่พยายามปั้นแต่งหายวับไปกับตา
ฮั่วิจูกับฮั่วเจินจูรู้ดีว่าบิดาเป็คนใจร้อน จึงโถมตัวเข้ากอดขาบิดาไว้คนละข้าง
“ท่านพ่อ ข้าไม่้าฝากตัวเป็ศิษย์ของท่านอาจารย์แล้ว ต่อไปข้าจะเรียนรู้มันด้วยตนเอง ท่านอย่าได้โมโหไปเลย” ฮั่วิจูแหงนหน้าอ้อนวอนไม่ให้บิดาวู่วาม ดวงตาใสซื่อปริ่มไปด้วยน้ำตา
“โธ่ บุตรสาวที่น่าสงสารของข้า”
ฮึ!
สตรีที่สวมหมวกม่านแค่นเสียงออกมา คนที่บอกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารคงมีเพียงบิดาปัญญาอ่อนของนางเท่านั้นแหละ ปากบอกว่าไม่้าฝากตัวเป็ศิษย์ แต่กลับเรียกตนว่าอาจารย์ ช่างน่าขันนัก
“ขออภัยที่มารบกวนท่านหมอ ขอท่านอย่าได้ถือสา พวกเรารบกวนท่านเพียงเท่านี้”
หวังซื่อตัดบท นางอับอายกับความวู่วามของสามี กระนั้นยังทะนงตนอยู่มาก ศักดิ์ของพวกตนใช่ว่าจะไม่มี ในเมื่อคนเบื้องหน้าบอกแล้วว่าไม่รับศิษย์ จะไปขอร้องอ้อนวอนให้มากความไปไย
หากบุตรสาว้าเรียนรู้ด้านวิชาแพทย์จริง กลับไปเมืองหลวงนางจะหาหมอหลวงที่เกษียณแล้วมาสอนวิชาแพทย์ให้กับบุตรสาว หรือถ้า้าไปเรียนรู้ในสำนักหมอหลวงก็คงมิใช่เื่ยาก
“ช้าก่อน”
ในระหว่างที่ทั้งหกกำลังจะหันกลับ เสียงหยุดยั้งดังขึ้นเสียก่อน
“ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย หากจะรับศิษย์ ข้าจะรับเพียงคนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ยามเฉิน (07.00 – 08.59 น.) ให้นางมาพบข้าที่นี่ ไม่ต้องเตรียมของกราบไหว้มาให้สิ้นเปลือง มาแค่คนและใจที่พร้อมเรียนรู้ก็พอ”
กล่าวจบประตูไม้บานใหญ่ก็ปิดลง คนบ้านฮั่วมองหน้ากัน หลังจากนั้นฮั่วิจูก็ะโดีใจ
เสียงหัวเราะดังกังวานเข้ามาในบ้าน โอวหยางเพ่ยเพ่ยหยุดฟังจนเสียงนั้นลับหูไป จึงเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน
เช้าวันต่อมา เด็กน้อยที่โอวหยางเพ่ยเพ่ยจะรับเป็ศิษย์มารออยู่หน้าบ้าน ั้แ่ก่อนถึงเวลานัดหมายประมาณครึ่งชั่วยาม
และคนที่ติดตามนางมาด้วย ยังคงยกกันมาเป็โขยงเหมือนเมื่อวาน โอวหยางเพ่ยเพ่ยที่เพิ่งกลับมาจากขุดสมุนไพรถอนหายใจเล็กน้อย
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”
ฮั่วิจูคารวะผู้ที่กำลังจะเดินผ่านหน้า รอยยิ้มสดใสของนางเปื้อนเต็มใบหน้า วันนี้นางอยู่ในชุดทะมัดทะแมง กระเป๋าสีน้ำตาลสะพายข้างใบใหม่ที่มารดาเย็บให้ถูกนางนำมาเรียนในครั้งนี้ด้วย
โอวหยางเพ่ยเพ่ยเปิดประตูเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนลูกศิษย์ที่นางตกลงรับเมื่อวานจะก้าวเดินตามเข้ามา ประตูบ้านก็มีร่างของนางขวางทางเอาไว้เสียก่อน
“ข้ายืนยันเจตนารมณ์ไปแล้วมิใช่หรือว่า จะรับนางเป็ศิษย์เพียงคนเดียว พวกเ้าจะตามเข้ามาในบ้านข้าเพื่ออันใด”
ฮั่วหนานอันสบตากับหวังซื่อ พวกตนไม่ไว้ใจหมอหญิงที่สวมใส่หมวกม่านปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลา จึงยกโขยงมาเฝ้ารอดูการเรียนวิชาแพทย์ของบุตรสาวคนเล็ก
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องเป็ห่วง บุตรสาวของท่านคนนี้จะเรียนรู้วิชาแพทย์กับท่านอาจารย์ให้สุดความสามารถ ขอพวกท่านกลับไปเถิด”
ฮั่วิจูหันมาบอกกับบุพการีทั้งสอง
“เช่นนั้นให้เสี่ยวเฟิงอยู่เป็เพื่อนเ้า บุตรสาวคนเล็กของข้าร่างกายอ่อนแอ ข้า้าให้หลานชายอยู่คอยเฝ้านาง ขอท่านหมอโปรดอนุญาต”
ฮั่วหนานอันหันไปกดดันมากกว่าขออนุญาต จะปล่อยบุตรสาวไว้กับคนแปลกหน้าเพียงลำพังได้อย่างไร
“ข้าอนุญาต เ้าสองคนตามเข้ามา”
“เรียนเสร็จแล้ว ข้าจะรีบกลับบ้านนะเ้าคะ” ฮั่วิจูโบกมือลาคนในครอบครัว จากนั้นก็ก้าวเดินตามเข้าไปในประตู
ประตูไม้บานใหญ่ปิดลง ฮั่วหนานอันรีบถลาเข้าไปส่องรอยแยกของประตู เพื่อดูบุตรสาวที่เดินเข้าไปด้านใน
“กลับเถิด” หวังซื่อบอกสามีที่ทำตัวราวกับโจร ในเมื่อพวกตนอนุญาตแล้วก็ไม่ควรเป็กังวลจนเกินเหตุ
ฮั่วหนานอันเดินตามหลังภรรยากับบุตรสาวคนโต แต่ยังมิวายหันหลังกลับไปมองบ้านที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าไผ่
ฮั่วิจูเดินตามหลังท่านอาจารย์เข้ามาในบ้าน บริเวณลานบ้านเต็มไปด้วยสมุนไพรที่กำลังตากแห้ง กลิ่นของสมุนไพรทำให้เท้าน้อยๆ หยุดชะงัก ยืนหยุดนิ่งอยู่กับที่เพื่อสูดดมกลิ่นสมุนไพรอันคุ้นเคย
เหตุใดนางถึงคุ้นเคยกับกลิ่นสมุนไพรเหล่านี้นักนะ ภาพในอดีตหวนกลับมาอีกครา
“เ้ารู้จักสมุนไพรชนิดใดบ้าง” โอวหยางเพ่ยเพ่ยเห็นเด็กน้อยหยุดยืนสูดกลิ่นสมุนไพรก็สอบถามความรู้เบื้องต้น
“ข้าเคยศึกษาตำราสมุนไพรทั่วไปมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าตนเองจะเข้าใจถูกต้องหรือไม่ ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะศิษย์ด้วยเ้าค่ะ”
“สิ่งนี้เ้ารู้จักมันหรือไม่”
ฮั่วิจูรับก้อนสีขาวจากมือของท่านอาจารย์ นางยกขึ้นดมกลิ่น เพียงเท่านี้ก็มั่นใจแล้วว่าเป็สมุนไพรชนิดใด
“ชวนเป้ยหมู่เ้าค่ะ แต่แถบนี้ไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของชวนเป้ยหมู่มิใช่หรือ”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยแปลกใจกับความสามารถของเด็กน้อยผู้นี้ นางรู้แม้กระทั่งว่าพื้นที่แถบนี้ไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของสมุนไพรชนิดนี้
“เ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว ข้าเพิ่งได้มันมาในราคาถูกระหว่างเดินทางไปรักษาผู้ป่วย สมุนไพรที่ดีและหายากกลับไปตกอยู่ในมือของพ่อค้าที่ไม่รู้คุณค่าเก็บรักษาไม่ดี ข้าจึงนำมันออกมาตากแห้งใหม่”
“ท่านอาจารย์ปราดเปรื่องยิ่งนัก” สมุนไพรที่ดีและหายากในแถบนี้ ท่านอาจารย์กลับได้มันมาในราคาถูก
“เ้าลองแยกสมุนไพรในตะกร้านี้ ข้าขอตัวไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสียก่อน” ยื่นตะกร้าสมุนไพรที่ออกไปขุดมาให้กับลูกศิษย์ตัวน้อย
ฮั่วิจูรับมันมา สายตาของนางมองไปยังถุงหอมที่อยู่บริเวณเอวของอาจารย์ กลิ่นของถุงหอมมิใช่กลิ่นทั่วไปที่ผู้คนใช้ แต่เป็กลิ่นของผงไล่สัตว์มีพิษไม่ให้เข้าใกล้ เหตุใดนางถึงได้คุ้นเคยกับกลิ่นนี้ยิ่งนัก
นั่งดวงตาแดงรื้น คัดแยกสมุนไพรออกจากตะกร้า ฮั่วิจูนึกถึงอาจารย์ของนางในชาติที่แล้ว หากมิได้ท่านอาจารย์ นางกับท่านพ่อคงไม่มีชีวิตรอด จนสามารถแก้แค้นให้กับสกุลฮั่วและทหารกล้าที่ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถได้
แต่ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ไกลจากที่นั่นนับพันลี้ คงเป็ไปได้ยากที่ท่านอาจารย์จะมาปักหลักอยู่ที่นี่ เพราะท่านอาจารย์เคยบอกว่าปักหลักอยู่ในหุบเขาเทียนจื่อมาตลอดชีวิต
..........................................
หลายคนอาจสงสัยเวลาอัพนิยายของเหอเปา เหอเปาอยากบอกว่าไม่มีเวลาแน่นอนค่า คิดอยากอัพตอนไหนก็อัพตอนนั้นเลย คืนนี้นอนไม่หลับก็ลุกขึ้นมาลงนิยาย จอยๆ กันนะคะทุกคน