วันที่เจ็ดของการเดินทาง กลุ่มของหลี่เฉิงเยว่เห็นควันดำลอยขึ้นจากแนวเขา
เซวียนอี้หยุดม้าบนสันเนิน
ดวงตาของเขาเปลี่ยนทันที
“ทิศนั้นคือเมืองชิงเหอ”
แม่ทัพหลัวมองควันที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ
“อยู่ห่างจากด่านหานโจวเท่าใด”
“ครึ่งวัน หากใช้ม้าเร็ว”
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“เมืองนี้สำคัญหรือ”
“เป็จุดพักเสบียงก่อนส่งเข้าด่าน มีชาวบ้านอย่างน้อยสามพันคน”
ควันมีมากเกินกว่าจะเป็ไฟไหม้บ้านเพียงหลังเดียว
เสียงระฆังเตือนภัยดังแว่วมาตามลม
หลี่เฉิงเยว่ตัดสินใจทันที
“เร่งม้า”
ขบวนทั้งหมดพุ่งลงจากเนิน
เมื่อเข้าใกล้เมือง เสียงกรีดร้องและเสียงไม้แตกดังชัดขึ้น
ประตูเมืองด้านตะวันออกเปิดค้าง ผู้คนจำนวนมากกำลังวิ่งออกมา บางคนแบกเด็ก บางคนลากคนชรา บางคนมีาแเต็มตัว
ทหารในชุดประจำด่านยืนขวางทาง แต่แทนที่จะช่วยอพยพ พวกเขากลับค้นตัวชาวบ้านและยึดสิ่งของ
เซวียนอี้เห็นตราบนเกราะ
“คนของป้อมจิ่วเฉิง”
แม่ทัพหลัวชักดาบ
“พวกมันกำลังปล้นเมือง”
ทหารคนหนึ่งเห็นขบวนม้าเข้ามา จึงะโ
“หยุด! พวกเ้าเป็ใคร”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบ
เขาเพียงยกมือ
แม่ทัพหลัวนำทหารเข้าจู่โจมทันที
การปะทะเกิดขึ้นหน้าประตูเมือง
ทหารป้อมจิ่วเฉิงไม่คาดว่าจะมีคนต่อต้าน หลายคนจึงถูกปลดอาวุธอย่างรวดเร็ว ส่วนที่เหลือหนีเข้าเมือง
หลี่เฉิงเยว่ลงจากม้า จับแขนชายชราผู้หนึ่งไว้
“เกิดอะไรขึ้น”
ชายชราหอบหายใจ น้ำตาไหล
“ทหารบอกว่ามีฏซ่อนอยู่ในเมือง พวกเขาปิดประตู ค้นทุกบ้าน แล้วจุดไฟคลังเสบียงขอรับ! คนที่ขัดขืนถูกฆ่า!”
“เ้าครองเมืองอยู่ที่ใด”
“ถูกจับไปที่ศาลาว่าการ”
เซวียนอี้มองเปลวไฟที่ลุกอยู่ด้านใน
“ลมพัดไปทางตะวันตก หากไฟถึงย่านบ้านไม้ เมืองทั้งเมืองจะไหม้”
ภาพเปลวไฟสะท้อนในดวงตาหลี่เฉิงเยว่
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงรอบตัวเหมือนห่างออกไป
กลิ่นควัน
ความร้อน
เสียงไม้พัง
เสียงเด็กกรีดร้อง
ทุกอย่างพาเขากลับไปยังคืนสิบห้าปีก่อน
ตำหนักเย็น
ผ้าม่านติดไฟ
มือเล็ก ๆ ของตนที่สั่น
ควันที่ทำให้มองไม่เห็นทาง
และเสียงใครบางคนะโเรียก
“องค์ชายน้อย!”
ลมหายใจของเขาติดขัด
เท้าหนักราวถูกตรึงอยู่กับพื้น
เซวียนอี้เห็นความผิดปกติทันที
เขาก้าวเข้ามาบังภาพไฟครึ่งหนึ่ง
“เฉิงเยว่”
ชื่อถูกเรียกโดยไม่มีาาศัพท์
เสียงนั้นชัดกว่าทุกเสียง
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
“มองข้า”
เซวียนอี้ยกมือแตะท้ายทอยเขาเบา ๆ บังคับให้สบตา
“นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น”
หลี่เฉิงเยว่พยายามหายใจ แต่กลิ่นควันยังบีบรัดอก
“ข้า…”
“พระองค์อยู่เมืองชิงเหอ”
เซวียนอี้พูดช้า ๆ
“ท่านโตแล้ว มีดอยู่ที่เอว ทหารอยู่ข้างหลัง และข้าอยู่ตรงนี้”
ลมหายใจของหลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ กลับมา
เซวียนอี้ยังไม่ปล่อย
“ไฟนี้ไม่ใช่ไฟคืนนั้น”
“แต่คนข้างใน…”
“เราจะช่วยพวกเขา”
คำว่า “เรา” ดึงเขากลับมาสู่ปัจจุบันโดยสมบูรณ์
หลี่เฉิงเยว่กำข้อมือเซวียนอี้
“ข้าพร้อมแล้ว”
เซวียนอี้มองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
หลี่เฉิงเยว่หันไปออกคำสั่ง
“แบ่งกำลังสามส่วน แม่ทัพหลัวนำคนไปศาลาว่าการ ช่วยเ้าเมืองและจับผู้ควบคุมทหาร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“อีกสิบคนพาชาวบ้านออกทางประตูตะวันออก จัดพื้นที่รักษาผู้าเ็”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เขาหันไปหาเซวียนอี้
“เราไปคลังเสบียง”
“ไฟแรงเกินไป”
“ถ้าคลังทั้งหมดไหม้ ด่านหานโจวจะขาดอาหาร”
เซวียนอี้รู้ว่าเขาพูดถูก
“กระหม่อมนำทาง”
ทั้งสองพุ่งเข้าเมืองพร้อมทหารอีกสิบคน
ถนนเต็มไปด้วยควัน บ้านหลายหลังเริ่มติดไฟเพราะสะเก็ดจากคลังเสบียง ชาวบ้านยังติดอยู่ตามตรอกแคบ
หลี่เฉิงเยว่เห็นหญิงคนหนึ่งพยายามยกคานไม้ที่ล้มทับประตู
ด้านในมีเสียงเด็กร้อง
เขาวิ่งเข้าไปช่วยทันที
“เซวียนอี้ พาคนไปคลัง!”
“ข้าจะอยู่กับท่าน”
“เด็กอยู่ด้านใน!”
เซวียนอี้มองเปลวไฟซึ่งกำลังลามขึ้นหลังคา
“สามลมหายใจ หากยังไม่ออก ข้าจะเข้าไป”
หลี่เฉิงเยว่ไม่เสียเวลาเถียง
เขากับทหารอีกสองคนช่วยยกคานออก หญิงคนนั้นพุ่งเข้าไปอุ้มเด็กสองคน แต่หลังคาด้านหนึ่งพังลงมาปิดทาง
“ออกหน้าต่าง!” หลี่เฉิงเยว่ะโ
เขาใช้ดาบฟันกรอบไม้ ก่อนดึงเด็กคนแรกออกมา
ควันหนาขึ้นจนมองแทบไม่เห็น
เด็กคนที่สองตัวเล็กมากและหมดสติ
หญิงคนนั้นส่งออกมาก่อน ส่วนตนเองถูกเศษไม้ตกใส่ขา
หลี่เฉิงเยว่รับเด็กไว้ แล้วหันกลับไปช่วยนาง
เสียงหลังคาลั่น
เซวียนอี้เข้ามาในบ้านก่อนครบสามลมหายใจ
“ออกไป!”
“นางติดอยู่!”
เซวียนอี้ส่งเด็กให้ทหาร แล้วใช้ไหล่ยกไม้ที่ทับขาหญิงสาว
หลี่เฉิงเยว่ดึงนางออก
วินาทีที่ทั้งสามพ้นประตู หลังคาก็ถล่มลงมาทั้งหมด
คลื่นความร้อนพุ่งตามหลัง
เซวียนอี้ดึงหลี่เฉิงเยว่เข้าหาตัว ใช้หลังรับเศษไฟที่ปลิวมา
ทั้งสองล้มลงบนพื้น
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าทันที
“เ้าถูกไฟหรือไม่”
“แค่เสื้อคลุม”
เขาดับประกายไฟที่ชายเสื้อ
หญิงคนนั้นกอดลูกไว้ น้ำตาไหล
“ขอบคุณท่านทั้งสอง ขอบคุณ…”
หลี่เฉิงเยว่มองเด็กที่กำลังไอในอ้อมแขนมารดา
บางสิ่งในอกเขาสั่นไหว
สิบห้าปีก่อน เขาเป็เด็กที่ถูกพาออกจากไฟ
วันนี้ เขากลายเป็คนที่เดินกลับเข้าไปช่วยเด็กคนอื่น
ความทรงจำยังเจ็บ
แต่ไม่ได้มีอำนาจเหนือเขาเช่นเดิมอีกแล้ว
พวกเขาไปถึงคลังเสบียงในเวลาไม่นาน
ไฟลุกจากอาคารฝั่งเหนือ แต่โกดังอีกสองหลังยังไม่ติด
เซวียนอี้ตรวจรอบพื้นที่แล้วพบถังน้ำมันหลายใบวางเรียงอยู่ตามผนัง
“พวกมันตั้งใจให้ไฟลามทั้งหมด”
หลี่เฉิงเยว่สั่ง
“ขนถังน้ำมันออกก่อน แล้วรื้อหลังคาทางเชื่อมระหว่างโกดัง”
ทหารกับชาวบ้านที่ยังมีแรงช่วยกัน
หลี่เฉิงเยว่ลงมือแบกถังเล็กด้วยตนเอง แม้คนรอบข้างพยายามห้าม
“ข้าไม่ได้ทำด้วยทองคำ” เขาตอบ “แบกได้”
เซวียนอี้อยู่ไม่ห่าง
ทุกครั้งที่คานไม้ลั่น เขาจะหันมามอง
ทุกครั้งที่ไฟปะทุ เขาจะขยับใกล้ขึ้น
แต่ไม่เคยสั่งให้องค์ชายถอยไปอยู่ในที่ปลอดภัย
เพราะเขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้้ากรงที่สร้างจากความห่วงใย
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม พวกเขารักษาโกดังเสบียงไว้ได้สองหลัง
ไฟในเมืองถูกควบคุมก่อนลามถึงย่านตะวันตก
แม่ทัพหลัวกลับมาพร้อมตัวเ้าเมืองและนายกองผู้ก่อเหตุ
นายกองคนนั้นคุกเข่าอยู่กลางลาน
“ข้าทำตามพระราชโองการ!”
หลี่เฉิงเยว่มองตราที่เขานำออกมา
ตราฝ่าาดูสมบูรณ์แทบทุกจุด
แต่เมื่อพลิกด้านหลัง เขาเห็นรอยสลักเล็กที่ไม่ควรมี
“ของปลอม”
นายกองหน้าซีด
“เป็ไปไม่ได้! แม่ทัพเหยียนส่งมาเอง!”
เซวียนอี้ถาม
“คำสั่งให้เผาคลังเสบียงอยู่ในราชโองการหรือ”
“ระบุว่า เมืองชิงเหอมีคนส่งเสบียงให้ฏ ต้องทำลายทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตกถึงมือศัตรู”
หลี่เฉิงเยว่กล่าวเ็า
“และเ้าก็เชื่อโดยไม่ตรวจสอบ”
“มีตราฝ่าา…”
“ตราไม่ต้องรับโทษแทนเ้า เมื่อประชาชนตาย”
นายกองก้มหน้า ตัวสั่น
เ้าเมืองชิงเหอคุกเข่า
“ขอท่านเปิดเผยฐานะด้วยเถิดขอรับ ประชาชนควรรู้ว่าใครช่วยพวกเขา”
หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังไม่ได้”
หากข่าวว่าองค์ชายสามมาถึงแพร่ออกไป เผยจงเหวินจะเตรียมตัวทันที
เขาจึงสั่งให้ทุกคนเรียกตนว่า “คุณชายหลี่” และอ้างว่าเป็ข้าหลวงลับจากเมืองหลวง
คืนนั้น ชาวบ้านจำนวนมากพักอยู่ในวัดนอกเมือง
หลี่เฉิงเยว่เดินตรวจผู้าเ็จนดึก
เด็กชายที่เขาช่วยออกจากบ้านรู้สึกตัวแล้ว เมื่อเห็นเขา เด็กก็ยื่นบางอย่างมาให้
เป็ตุ๊กตาไม้รูปนกปีกหัก
“ให้ท่านขอรับ”
“เหตุใดให้ข้า”
“ท่านช่วยน้องข้า”
เด็กชายพูดอย่างจริงจัง
“ข้าทำเอง แต่มันตกไฟ ปีกเลยหัก”
หลี่เฉิงเยว่รับมา
เขามองปีกไม้ที่ไหม้ดำด้านหนึ่ง
“ปีกหักก็ยังซ่อมได้”
เด็กชายพยักหน้า
“พ่อข้าซ่อมเก่ง พอพ่อกลับมาจะซ่อมให้”
หลี่เฉิงเยว่ลูบศีรษะเด็กเบา ๆ
เมื่อเดินออกจากวัด เขาพบเซวียนอี้ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้
“เ้ายืนอยู่นานหรือยัง”
“ไม่นาน”
“โกหก”
เซวียนอี้ไม่เถียง
สายตาเขาเลื่อนไปที่ตุ๊กตาไม้
“เด็กให้หรือ”
“อืม”
หลี่เฉิงเยว่ยื่นให้ดู
“ปีกหัก”
เซวียนอี้รับมาพิจารณา
“ซ่อมได้”
“เ้าซ่อมเป็?”
“อาจลองได้”
“เ้าเคยซ่อมของเล่นเด็กหรือ”
“ไม่เคย”
“เช่นนั้นมั่นใจได้อย่างไร”
เซวียนอี้มองเขา
“ของที่สำคัญต่อท่าน ข้าจะเรียน”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบ
ลมหนาวพัดชายเสื้อของทั้งสอง
หลังจากผ่านไฟและควันมาทั้งวัน ความอบอุ่นเล็ก ๆ กลับเกิดขึ้นจากตุ๊กตาไม้ที่ปีกหัก
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“วันนี้ข้าหยุดนิ่งตอนเห็นไฟ เ้ากลัวหรือไม่”
“กลัว”
“กลัวข้าจะจำไม่ได้อีก?”
“กลัวท่านจะกลับไปอยู่ในคืนนั้นเพียงลำพัง”
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
เซวียนอี้พูดต่อ
“แต่ท่านกลับมาเอง”
“เพราะเ้าเรียก”
“วันหนึ่ง ต่อให้ข้าไม่อยู่ ท่านก็ต้องกลับมาได้”
คำพูดนั้นทำให้แววตาขององค์ชายเย็นลง
“เหตุใดเ้าพูดเหมือนจะไม่อยู่”
“ข้าเพียง…”
“ห้ามเตรียมข้าไว้สำหรับวันที่ไม่มีเ้า”
เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าใกล้
“ข้าไม่้าเรียนรู้วิธีสูญเสียเ้าอย่างสงบ”
“เฉิงเยว่…”
ชื่อหลุดออกมาเบา ๆ
องค์ชายไม่ได้ห้าม
เขาเพียงกล่าว
“เราตกลงกันแล้วว่าจะกลับมาด้วยกัน”
เซวียนอี้กำตุ๊กตาไม้ในมือ
“ข้าจำได้”
“เช่นนั้นก็ทำตาม”
“ขอรับ”
ครั้งแรกที่เซวียนอี้ตอบโดยไม่มีาาศัพท์
คำสั้น ๆ นั้นทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาหายไปอีกส่วนหนึ่ง
รุ่งเช้า ข่าวใหม่มาถึง
ทหารลาดตระเวนพบคนจากด่านหานโจวซ่อนตัวอยู่ในป่า เขาาเ็หนักและนำสารลับจากแม่ทัพเกามา
ในจดหมายมีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด
เผยจงเหวินเข้าควบคุมป้อมรอบด่านแล้ว
คนในหานโจวมีผู้ทรยศ
อย่าเชื่อผู้ใดที่ถือคำสั่งจากเมืองหลวง
และบรรทัดสุดท้ายเขียนด้วยเื
คลังเสบียงใหญ่จะถูกเผาในคืนพระจันทร์ดับ
เหลือเวลาอีกสามวัน