พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 46 แหวนมิติเทวะ

    รุ่งเช้าหลังจากศพมือสอดแนมถูกเก็บซ่อนอย่างเงียบงัน

    สำนักเมฆาครามกลับดูสงบงามเสียยิ่งกว่าทุกวัน

    หมอกบางลอยคลออยู่ตามสันเขา
    ยอดสนทอดเงาลงบนลานหินเป็นริ้วสีเข้ม
    ลมเช้าพัดกลิ่นน้ำค้างและหญ้าอ่อนเอื่อยมาเป็นระยะ
    หากเป็นคนทั่วไปมองมา ย่อมเห็นเพียงภาพสำนักเล็กบนภูผาที่เงียบสงบไร้คลื่นลม

    แต่อี้ซินรู้ดีแล้วว่า
    ใต้ความเงียบนี้มีแต่กระแสเชี่ยวกรากซ่อนอยู่ทุกทิศ

    เขายืนอยู่ในเรือนศิษย์ชั้นในเพียงลำพัง
    นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่ข้างกาย
    แสงเช้ายังไม่แรงนัก ทว่าผิวดาบดำลึกกลับดูดกลืนแสงรอบด้านเสียจนเหมือนรัตติกาลชิ้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง

    อี้ซินลดสายตาลงมองนิ้วมือข้างซ้ายของตน

    บนข้อนิ้วนางนั้น
    แหวนสีดำหม่นวงเดิมยังคงแนบสนิทอยู่กับผิวหนัง
    ภายนอกมันยังดูธรรมดา ไม่ส่งแสง ไม่แผ่แรงกด
    ต่อให้ผู้ใดเห็นก็คงไม่มีวันเชื่อว่าวงแหวนเก่าแก่ไร้นามนี้คือหนึ่งในสมบัติที่อาจทำให้คนทั้งแผ่นดินฆ่ากันได้


    ตั้งแต่กลับจากสนามทดสอบสัตว์เทวะ
    เขารู้สึกอยู่หลายครั้งว่าแหวนวงนี้เปลี่ยนไปแล้ว

    เมื่อก่อนมันเพียงเย็นลึกและเงียบงัน
    ราวกับของโบราณที่หลับใหลไม่ยอมตอบรับผู้ใด

    แต่บัดนี้
    ทุกครั้งที่เขาสัมผัสมันด้วยปราณ
    ส่วนลึกของวงแหวนจะมีคลื่นบางอย่างสะท้อนกลับมา
    คล้ายประตูโบราณบานหนึ่งกำลังค่อย ๆ คลายผนึกจากด้านใน

    อี้ซินจึงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
    ลมปราณมหาเทพดาราไหลจากตันเถียนขึ้นสู่ปลายนิ้ว
    ไม่เร่ง ไม่กด
    แต่มั่นคงและหนาแน่นกว่าเดิมหลายเท่า

    ครั้นกระแสปราณแตะแหวน
    แหวนสีดำหม่นก็พลันสั่นแผ่ว


    วูม..!!


    เส้นแสงดำเงินเส้นหนึ่งไหลผ่านผิวแหวนอย่างรวดเร็ว
    ไม่ทันกะพริบก็ดับลง


    ทันใดนั้น
    จิตของอี้ซินพลันถูกบางสิ่งดูดวูบ

    ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวเพียงเสี้ยว
    แล้วทั้งร่างเขาก็หายไปจากห้องในพริบตา

    เมื่อภาพทุกอย่างค่อย ๆ แจ่มชัดอีกครั้ง
    อี้ซินกลับพบว่าตนมิได้ยืนอยู่ในเรือนไม้หลังเดิมแล้ว

    เบื้องหน้าเขาคือท้องฟ้าสีครามลึกอันกว้างใหญ่
    เบื้องล่างคือพื้นดินสีเขียวเข้มสลับดำ
    มีลำธารสายเล็กไหลคดผ่านระหว่างแนวเนิน
    ไกลออกไปปรากฏผืนป่าเตี้ย ทุ่งหญ้าและผาหินเตี้ย ๆ ต่อเนื่องกันไปสุดสายตา

    มันมิใช่โลกกว้างใหญ่ไพศาลดุจแผ่นดินภายนอก
    แต่ก็ใหญ่พอจะเรียกได้ว่า “เมืองเล็กหนึ่งเมือง” อย่างไม่เกินจริง

    ลมที่นี่ต่างจากโลกภายนอกชัดเจน

    เพียงลมหายใจแรก
    อี้ซินก็ตระหนักได้ทันทีว่า
    พลังปราณในอากาศหนาแน่นกว่าข้างนอกอย่างมหาศาล

    ไม่ใช่เพียงมากขึ้นเล็กน้อย
    หากมากกว่าราวสามเท่า
    จนแม้แต่การยืนเฉย ๆ ยังรู้สึกได้ว่ารูขุมขนทั่วร่างเปิดรับปราณได้ง่ายกว่าปกติ

    แววตาของเขาจึงลึกขึ้นทันที


    “นี่คือ...”


    คำพึมพำยังไม่ทันสิ้น
    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในส่วนลึกของจิตเขา

    มิใช่เสียงจากมนุษย์
    มิใช่เสียงจากภูตผี
    หากเป็นเสียงเก่าแก่ต่ำลึกดุจก้องสะท้อนอยู่ในห้วงมิติ


    “ผู้ถือครองแหวนมิติเทวะได้รับการยอมรับในเบื้องต้น”

    “ผนึกชั้นแรกคลาย”
    “โลกในแหวนเปิดแล้ว”


    อี้ซินดวงตาวูบ

    แหวนมิติเทวะ...

    บัดนี้เขาทราบแล้วว่าแหวนลึกลับโบราณวงนี้คือสิ่งใด
    เพราะสมบัตินี้ได้เฉลยนามของมันด้วยตัวเองแล้ว

    เสียงเก่าแก่นั้นยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบเรียบ


    “โลกในแหวน: พลังปราณหนาแน่นกว่านอกโลกสามเท่า”
    “กาลเวลาเคลื่อนไหวเร็วกว่าโลกภายนอกสามสิบเท่า”
    “รับสิ่งของและสิ่งมีชีวิตได้ภายใต้ขอบเขตพลังของผู้ถือครอง”
    “เมื่อผู้ถือครองแข็งแกร่งขึ้น ผนึกชั้นถัดไปย่อมเปิดตาม”


    เสียงเงียบลงเพียงเท่านั้น
    แล้วทุกสิ่งก็กลับสู่ความสงบ

    อี้ซินยืนนิ่งอยู่กลางโลกย่อส่วนนี้ครู่หนึ่ง
    หัวใจเต้นหนักขึ้นช้า ๆ

    หนึ่งวันภายนอก
    เท่ากับสามสิบวันภายใน

    ต่อให้ผู้ใดในใต้หล้ารู้ความลับนี้
    ก็คงยอมใช้ทุกสิ่งในชีวิตแลกมันมาไว้ในมือ

    ดวงตาของเขากวาดมองรอบด้านอย่างละเอียดอีกครั้ง

    พื้นดินที่นี่ค่อนข้างราบ
    ทิศตะวันตกมีผาหินเตี้ยเรียงตัว
    ทิศเหนือมีธารน้ำใสสายหนึ่ง
    ส่วนทิศใต้มีป่าโปร่งไม่หนาทึบมากนัก

    ลึกไปอีกหน่อย
    เขาพบศิลาดำแผ่นหนึ่งตั้งอยู่กลางลานโล่ง
    ผิวศิลานั้นเรียบสนิทและมีอักขระบรรพกาลจาง ๆ สลักอยู่เป็นวง

    เมื่อเขาแตะมือเข้าไป
    คลื่นข้อมูลอีกสายก็ไหลเข้ามาในจิต

    ที่แห่งนี้สามารถใช้เป็น

    พื้นที่ฝึกฝนพื้นที่เก็บของพื้นที่พักฟื้นและพื้นที่ควบคุมทางเข้าออกภายในแหวน

    อี้ซินยกมือขึ้นช้า ๆ
    นิลกาฬกลืนดาราที่เดิมพาดอยู่ข้างกายในโลกภายนอกก็พลันหายวับ
    ก่อนจะไปปรากฏอยู่บนศิลาดำเบื้องหน้าในพริบตา

    เขาเห็นดังนั้น
    มุมปากจึงขยับขึ้นเพียงน้อย

    ต่อไปนี้...
    ยามไม่จำเป็น เขาไม่ต้องแบกดาบยักษ์นี้เดินให้ผู้คนจับตาทุกฝีก้าวอีกแล้ว

    แหวนมิติเทวะได้เปิดออก
    นั่นย่อมหมายความว่าเส้นทางฝึกฝนของเขาย่อมมีโอกาสเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง


    อี้ซินนั่งลงบนศิลาดำ
    หลับตา
    ปล่อยจิตดำดิ่งสู่ภายในกายอีกครั้ง

    ครานี้เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงอีกสิ่งหนึ่ง

    หยกดารา...เปลี่ยนไปแล้ว

    ถ้าเปรียบก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงแก่นพลังที่คอยหล่อเลี้ยง วิ่งนำทาง และกดประสานสิ่งต่าง ๆ ในร่าง
    บัดนี้มันกลับแผ่ม่านพลังบางเบาออกมาห่อหุ้มทุกความลับในกายเขาไว้ทั้งหมด

    ไข่ลึกลับที่ซ่อนอยู่ลึกในอก
    จุดชีพจรดาราทั้งเก้าซึ่งยังเปิดเพียงบางส่วน
    ร่องรอยโลหิตสัตว์เทวะ
    เม็ดพลังธาตุมืด
    รวมไปถึงความผิดปกติของรากฐานและกระแสปราณ

    ทุกสิ่งถูกม่านของหยกดาราปกคลุมไว้แน่นหนา

    หากเมื่อก่อนผู้มีฝีมือด้านโอสถหรือตรวจชีพจรเก่งพอ
    ยังอาจสัมผัสได้เลือน ๆ ว่าในกายเขามีบางอย่างผิดสามัญ


    จากนี้ไป
    ต่อให้เป็นยอดฝีมือทั่วไป
    หากไม่เหนือเขาไปมากจนเกินควร
    ย่อมตรวจเห็นได้เพียงชั้นผิว
    ไม่มีสิทธิ์ล้วงลับล่วงรู้ถึงแกนแท้ภายในได้ง่ายอีก

    อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
    แววตาลึกสงบกว่าเดิม


    "ดี"


    อย่างน้อยจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องคอยระวังทุกการแตะชีพจรหรือทุกสายตาของผู้ตรวจโอสถจนเกินไปอีกแล้ว

    เขาลุกขึ้นยืนกลางโลกในแหวนอีกครั้ง
    สายลมภายในมิติเล็กนี้พัดผ่านชายเสื้อ
    พลังปราณหนาแน่นรอบกายทำให้โลหิตในร่างตอบรับอย่างนุ่มลึก

    จากนั้นอี้ซินจึงลองเดินฝึก


    เท้าก้าวหนึ่ง
    เงาหนึ่งค้าง

    เท้าก้าวสอง
    ร่างจริงแทรกผ่านเงาตนอย่างแผ่วลึกดุจดาราเคลื่อน

    เท้าก้าวสาม
    สิบห้วงดาราระดับหนึ่งเปิดขึ้นเพียงเสี้ยว
    พลังในกายพลันหนุนแน่นขึ้นฉับพลัน
    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าจึงเร็ว คม และลวงตากว่าเดิมอีกชั้น

    หากมีผู้ใดยืนอยู่ตรงนี้
    ย่อมเห็นเพียงว่าพื้นที่กลางลานศิลากำลังมีเงาดำหลายสายวาบหายไปมา
    คล้ายดาวตกซ้อนกันหลายดวงจนแยกไม่ออกว่าร่างใดจริงร่างใดหลอก

    อี้ซินหยุดหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยามภายในแหวน

    แม้จะมิใช่การฝึกหนักยืดยาว
    แต่เพียงเท่านี้เขาก็ยิ่งแน่ใจแล้วว่า

    แหวนมิติเทวะวงนี้
    จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในความลับที่สุดของเขาต่อจากนี้


    เมื่อประเมินทุกอย่างเรียบร้อย
    เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ
    นิลกาฬกลืนดาราหายกลับเข้าสู่มิติลึกของแหวน
    เหลือเพียงตัวเขาในอาภรณ์ธรรมดา

    ต่อให้เดินออกไปเช่นนี้
    ภายนอกย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่า
    ดาบยักษ์อำมหิตที่ทำให้ทั้งสำนักตกตะลึงนั้น
    กำลังซ่อนตัวอยู่ในโลกมิติเล็กๆที่เวลาเดินเร็วกว่าภายนอกถึงสามสิบเท่า


    อี้ซินค่อย ๆ ปิดตา
    ปล่อยจิตสื่อกับแหวนอีกครั้ง

    โลกตรงหน้าพลันพร่าเลือน

    แล้วชั่วพริบตาต่อมา
    เขาก็กลับมายืนอยู่ในเรือนไม้หอมดำดังเดิม

    แสงเช้ายังตกอยู่ในมุมเดิมแทบไม่ขยับ
    เหมือนเขาจากไปเพียงเสี้ยวเดียว

    ดวงตาของอี้ซินจึงเย็นวาบแผ่วหนึ่ง

    เร็วถึงเพียงนี้จริง

    หากใช้ดี
    ที่แห่งนี้ย่อมทำให้เขาเดินนำหน้าผู้อื่นไปได้อย่างมหาศาล

    ในเวลาเดียวกัน
    ลานเทพยุทธ์ชั้นในของสำนักเมฆาครามกลับเริ่มปั่นป่วนขึ้นอีกครา

    ตั้งแต่ชื่อของอี้ซินไปปรากฏบนป้ายเทพยุทธ์แทนที่เผยซางเหยียน
    ผู้คนในศิษย์ชั้นในก็แบ่งเป็นหลายสายอย่างเห็นได้ชัด

    บางสายอยากเห็นว่าเขาเป็นเพียงดาวรุ่งชั่วคราวหรือของจริง
    บางสายไม่พอใจที่คนซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมาจะเข้ามาแบ่งทรัพยากรและสิทธิ์คัดเลือกร้อยสำนัก
    บางสายเงียบดูสถานการณ์
    และบางสาย...เริ่มส่งเงาคนออกมาแล้วอย่างเงียบงัน

    ฉินก่วงยืนอยู่บนแท่นหินด้านข้างป้ายเทพยุทธ์
    ฟังรายงานจากศิษย์ชั้นในสองคนด้วยสีหน้าเคร่งอยู่หลายส่วน


    “ศิษย์ที่ตายเมื่อคืนไม่ใช่คนมีชื่อ”


    หนึ่งในนั้นกล่าว


    “แต่เส้นทางที่เขาใช้เดินเข้าออกเป็นแนวคนของเรือนเมฆาดำจริง”


    ฉินก่วงหรี่ตา


    “ข้าไม่ต้องการคำว่า ‘จริง’ ที่เป็นเพียงการคาดเดา”
    “มีหลักฐานใด”


    ศิษย์ผู้นั้นเงียบไป
    เพราะนอกจากรอยทางและบางสัญญาณ
    ก็ยังไม่มีสิ่งใดมัดแน่นจริงดังที่ครูฝึกกล่าว

    อีกคนหนึ่งจึงรีบเสริม


    “แต่เมื่อคืนเรือนเมฆาดำเงียบผิดปกติ”
    “และคนของฝ่ายนั้นหายหน้าไปหลายคน”


    ฉินก่วงยังไม่ทันตอบ
    เสียงฝีเท้านุ่มนวลสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

    ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ลั่วชิงเหยา


    วันนี้นางอยู่ในอาภรณ์ยาวสีแดงเข้มเช่นเคย
    แต่สายตาคู่งามกลับเย็นและคมกว่าวันบนแท่นประลองหลายส่วน
    ความงามของนางยามยืนท่ามกลางหมอกเช้าและผาหินดำด้านหลัง
    ยิ่งขับให้เหมือนหงส์แดงผู้ยืนอยู่เหนือฝูงเมฆจริง ๆ

    ศิษย์ทั้งสองรีบประสานมือคารวะทันที

    ลั่วชิงเหยาหาได้มองพวกเขาไม่
    นางเพียงทอดสายตาไปยังชื่อ “อี้ซิน” บนป้ายเทพยุทธ์อยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ


    “คนของเรือนเมฆาดำเริ่มขยับเร็วเกินไป”
    “หรือพวกมันมีบางอย่างต้องเร่งชิงก่อนการคัดเลือกรอบใหญ่จะมาถึง”


    ฉินก่วงหันมามองนาง


    “เจ้าก็เห็นเช่นนั้นหรือ”

    ลั่วชิงเหยาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทันที
    เพียงกล่าวต่ออย่างสงบ


    “เผยซางเหยียนเป็นเพียงหน้าไม้”
    “จ้าวคุนยิ่งเป็นเพียงขยะที่ถูกผลักมาให้ตาย”
    “แต่หากตอนนี้ยังมีเงาคนถูกส่งไปดูเรือนของอี้ซินอีก”


    นางหยุดน้อยหนึ่ง


    “ก็น่าจะมีคนไม่สบายใจในสิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงไปจากแดนทดสอบมากกว่าที่เห็น”


    ฉินก่วงสีหน้าไม่เปลี่ยน
    แต่แววตากลับลุ่มลึกขึ้น

    ลั่วชิงเหยาแม้ยังอายุน้อย
    แต่นางมองเกมส์คนขาดเกินกว่าศิษย์ทั่วไปมาก


    “เจ้าคิดว่าคนเบื้องหลังเป็นใคร”


    ฉินก่วงถาม

    ลั่วชิงเหยาจึงยกสายตาขึ้นช้า ๆ
    ดวงตาคู่งามนิ่งเย็นดุจน้ำค้างก่อนฟ้าสาง


    “คนที่กลัวว่าอี้ซินจะเติบโตขึ้นมาเร็วกว่าที่ควร”
    “หรือคนที่รู้ว่าเขาไม่ควรมีชีวิตมาถึงวันนี้ตั้งแต่แรก”


    ถ้อยคำนั้นทำให้ศิษย์ทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับหน้าเปลี่ยน

    เพราะมันมิใช่เพียงการแก่งแย่งภายในสำนักแล้ว
    หากโยงไปถึงเรื่องเก่าก่อนอี้ซินเข้าสู่เมฆาครามเสียอีก

    ฉินก่วงจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
    ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ


    “จับตาเรือนเมฆาดำต่อไป”
    “แต่ห้ามแหวกหญ้าให้งูตื่น”
    “อย่าให้พวกมันรู้ตัวเร็วเกินไป”


    ศิษย์ทั้งสองรับคำแล้วรีบถอยออกไปทันที

    เมื่อเหลือเพียงฉินก่วงกับลั่วชิงเหยา
    ครูฝึกผู้นี้จึงหันมาสบตานางโดยตรง


    “เจ้ากำลังสนใจอี้ซินมากกว่าที่ควรเป็นหรือไม่”


    คำถามนี้ตรงนัก
    ทว่าลั่วชิงเหยาหาได้หวั่นไหวแม้เพียงเสี้ยว

    นางเพียงหันกลับไปมองป้ายเทพยุทธ์อีกครั้ง
    สายตาหยุดอยู่ที่ชื่ออันดับเจ็ดสิบสามชั่วครู่


    “ข้าเพียงมองคนที่อาจทำให้สำนักนี้สั่นสะเทือนได้เท่านั้น”


    นางตอบเรียบ

    ฉินก่วงหัวเราะหึเบา ๆ
    ไม่ซักต่อ

    เพราะแม้ลั่วชิงเหยาจะไม่ยอมรับตรง ๆ
    แต่การที่นางยอมเอ่ยถึงอี้ซินด้วยน้ำหนักเช่นนี้ก็ถือว่ามากแล้ว

    ยามสายใกล้เที่ยง
    อี้ซินเดินออกจากเรือนไปยังเขตโอสถตามคำของมู่หรงเยว่

    ครั้งนี้เขาไม่ได้พกนิลกาฬกลืนดาราออกมา

    เพียงตัวเขาในอาภรณ์ชั้นในเรียบง่าย
    ผมยาวมัดครึ่งหนึ่ง
    ท่วงท่ามั่นคง
    แรงกดดันรอบกายแม้ไม่ปล่อยออกเต็มที่ก็ยังทำให้ศิษย์สองข้างทางต้องเปิดทางให้อย่างไม่รู้ตัว

    หลายคนหันมองมือข้างที่เคยถือดาบยักษ์ด้วยความฉงน
    แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถามว่าดาบนั้นหายไปไหน

    แน่นอนว่าไม่มีใครคิดถึงคำตอบอันบ้าคลั่งเช่น


    “มันถูกเก็บไว้ในโลกมิติเล็กขนาดเท่าเมืองหนึ่ง”


    ได้เลยแม้แต่น้อย

    เมื่อก้าวเข้าสู่เขตฝ่ายโอสถ
    กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรสดและโอสถแห้งก็ลอยแตะจมูกทันที
    เรือนหลังเล็กเรียงกันเป็นระเบียบ
    สวนสมุนไพรขั้นเป็นชั้นลดหลั่นอยู่ตามสันเขา
    ธารน้ำใสไหลผ่านลานตากโอสถสีหยก
    บรรยากาศต่างจากเขตศิษย์สายยุทธ์อย่างสิ้นเชิง

    มู่หรงเยว่กำลังยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนหนึ่ง
    แสงแดดอ่อนตกต้องเสี้ยวหน้าของนางอย่างพอเหมาะ
    ยิ่งขับให้ความงามนุ่มนวลละเมียดนั้นดูสงบเกินแตะต้อง

    เมื่อเห็นอี้ซินเดินเข้ามา
    ดวงตาคู่งามของนางพลันกวาดมองรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว
    แล้วขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย


    “ดาบของเจ้าเล่า”


    อี้ซินหยุดยืนตรงหน้าเรือน
    มุมปากขยับน้อย ๆ


    “เก็บซ่อนไว้แล้ว”


    มู่หรงเยว่หรี่ตาอย่างฉงน
    เพราะดาบใหญ่ถึงเพียงนั้นไม่ใช่ของจะซ่อนไว้ในแขนเสื้อหรือหลังเรือนได้ง่ายแน่

    นางกำลังจะถามต่อ
    แต่กลับชะงักไปเอง

    เพราะในจังหวะที่อี้ซินกล่าวคำนั้น
    หยกดาราในกายเขาได้แผ่ม่านปกปิดออกมาอย่างแนบเนียนแล้ว

    ต่อให้นางพยายามสัมผัสลึกอีกครา
    ก็กลับมองไม่ทะลุเกินผิวชีพจรด้านนอก

    มู่หรงเยว่ดวงตาไหวเล็กน้อย


    “ชีพจรของเจ้า...”


    อี้ซินมองนางนิ่ง

    นางเงียบไปชั่วอึดใจ
    ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก


    “เมื่อเช้ายังพอสัมผัสความลึกในกายเจ้าได้อยู่บ้าง”


    นางกล่าวเบา ๆ


    “แต่ตอนนี้กลับคล้ายถูกหมอกชั้นหนึ่งบังไว้”


    อี้ซินไม่ตอบชัด
    เพียงกล่าวเรียบ


    “อาจเพราะพลังในกายข้าสงบลงกว่าเดิม”


    มู่หรงเยว่มองเขานานกว่าปกติ
    นางรู้ดีว่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
    แต่ก็รู้เช่นกันว่าของบางอย่างในตัวคนผู้นี้
    ถึงเวลาแล้วที่ไม่ควรถูกถามตรง ๆ มากเกินไป

    นางจึงไม่ฝืน
    เพียงยื่นขวดหยกอีกสองใบให้เขา


    “หนึ่งขวดสำหรับโอสถประคองชีพจร”
    “อีกขวดสำหรับกดพลังย้อนสะท้อน”


    นางว่า


    “หากเจ้าเข้าฝึกปิดด่านหนัก ห้ามลืมพกไว้”


    อี้ซินรับมาแล้วพยักหน้า


    “วันนี้มีอะไรอีกไหม?”


    เขาถาม

    มู่หรงเยว่สายตานิ่งลงอีกส่วน


    “มี”


    นางตอบ


    “คนของตระกูลมู่...มาถึงสำนักแล้ว”


    คำว่า “ตระกูลมู่” เพียงสามพยางค์
    ทำให้ลมใต้ชายคาเหมือนชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง

    ดวงตาของอี้ซินลึกขึ้นทันที

    มู่หรงเยว่เห็นเช่นนั้น
    แม้สีหน้าเขาจะยังไม่เปลี่ยน
    แต่นางก็รู้แล้วว่าชื่อสกุลนี้ยังแตะส่วนลึกในใจเขาได้มากเพียงใด


    “คนมาไม่มาก”


    นางกล่าวต่อ


    “แต่เป็นคนมีฐานะ”
    “และข่าวที่หลุดมาจากจวนรับแขกบอกว่า...”


    นางหยุดเพียงครู่
    ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “มู่ชิงหลานก็มาด้วย”


    ใต้ชายคาเรือนโอสถเงียบลงในทันที

    แสงแดดบ่ายอ่อนยังทอดลงบนพื้นไม้
    กลิ่นสมุนไพรยังลอยสงบ
    ทว่าในอกของอี้ซิน
    กลับมีคลื่นสายหนึ่งสั่นขึ้นชัดเจนกว่าทุกคราในเช้าวันนี้

    มู่ชิงหลาน

    คู่หมั้นเดิม
    เด็กสาวผู้เคยเดินเคียงเขาเมื่อยังเยาว์
    ผู้ถูกทั้งชะตาและผู้ใหญ่ผูกพันไว้กับเขา
    ผู้ซึ่งเมื่อเขาตกต่ำกลับกลายเป็นปมศักดิ์ศรีที่ลึกที่สุดแผลหนึ่งในใจเขา

    นางมาถึงเมฆาครามแล้ว

    และเมฆาครามในเวลานี้
    ก็มิใช่สำนักเล็กที่สงบอีกต่อไป

    อี้ซินกำขวดหยกในมือแน่นขึ้นเพียงน้อย
    ก่อนจะปล่อยช้า ๆ


    “ข้าเข้าใจแล้ว”


    เขาพูดเพียงเท่านั้น
    แต่มู่หรงเยว่กลับรู้ได้ทันทีว่า
    ลมใต้เมฆาครามจากนี้จะยิ่งไม่สงบลงอีกแน่

    นางจึงกล่าวเบา ๆ


    “คนของเรือนเมฆาดำเริ่มขยับ”
    “คนของตระกูลมู่ก็มาถึง”
    “วันนี้กับพรุ่งนี้...เจ้าคงไม่อาจอยู่อย่างเงียบสงบในเรือนต่อได้อีกแล้ว”


    อี้ซินหันมองออกไปยังแนวหมอกที่ลอยอยู่ไกลลิบนอกฝ่ายโอสถ
    แววตาคมสงบลึกดุจห้วงน้ำยามค่ำ


    “ในเมื่อพายุเริ่มเคลื่อนแล้ว”


    เขากล่าวช้า ๆ


    “ข้าย่อมไม่คิดหลบอยู่หลังประตูเรือนตลอดไป”


    ลมบ่ายพัดผ่านปลายแขนเสื้อเขาแผ่วหนึ่ง

    ภายนอกสำนักเมฆาครามยังคงดูสงบ
    แต่ทั้งเขา มู่หรงเยว่ และคนที่มองเกมออกทุกคนต่างรู้แล้วว่า

    จากวันนี้ไป
    ทั้งเงามือของเรือนเมฆาดำ
    ทั้งปมเก่าก่อนของตระกูลมู่
    และทั้งคลื่นอำนาจที่กำลังก่อตัวในสำนัก

    กำลังจะพุ่งเข้าหาเขาพร้อมกันแล้วจริง ๆ..!!

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน