สำนักเมฆาครามกลับดูสงบงามเสียยิ่งกว่าทุกวัน
หมอกบางลอยคลออยู่ตามสันเขา
ยอดสนทอดเงาลงบนลานหินเป็นริ้วสีเข้ม
ลมเช้าพัดกลิ่นน้ำค้างและหญ้าอ่อนเอื่อยมาเป็นระยะ
หากเป็นคนทั่วไปมองมา ย่อมเห็นเพียงภาพสำนักเล็กบนภูผาที่เงียบสงบไร้คลื่นลม
แต่อี้ซินรู้ดีแล้วว่า
ใต้ความเงียบนี้มีแต่กระแสเชี่ยวกรากซ่อนอยู่ทุกทิศ
เขายืนอยู่ในเรือนศิษย์ชั้นในเพียงลำพัง
นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่ข้างกาย
แสงเช้ายังไม่แรงนัก ทว่าผิวดาบดำลึกกลับดูดกลืนแสงรอบด้านเสียจนเหมือนรัตติกาลชิ้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
อี้ซินลดสายตาลงมองนิ้วมือข้างซ้ายของตน
บนข้อนิ้วนางนั้น
แหวนสีดำหม่นวงเดิมยังคงแนบสนิทอยู่กับผิวหนัง
ภายนอกมันยังดูธรรมดา ไม่ส่งแสง ไม่แผ่แรงกด
ต่อให้ผู้ใดเห็นก็คงไม่มีวันเชื่อว่าวงแหวนเก่าแก่ไร้นามนี้คือหนึ่งในสมบัติที่อาจทำให้คนทั้งแผ่นดินฆ่ากันได้
ตั้งแต่กลับจากสนามทดสอบสัตว์เทวะ
เขารู้สึกอยู่หลายครั้งว่าแหวนวงนี้เปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อก่อนมันเพียงเย็นลึกและเงียบงัน
ราวกับของโบราณที่หลับใหลไม่ยอมตอบรับผู้ใด
แต่บัดนี้
ทุกครั้งที่เขาสัมผัสมันด้วยปราณ
ส่วนลึกของวงแหวนจะมีคลื่นบางอย่างสะท้อนกลับมา
คล้ายประตูโบราณบานหนึ่งกำลังค่อย ๆ คลายผนึกจากด้านใน
อี้ซินจึงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
ลมปราณมหาเทพดาราไหลจากตันเถียนขึ้นสู่ปลายนิ้ว
ไม่เร่ง ไม่กด
แต่มั่นคงและหนาแน่นกว่าเดิมหลายเท่า
ครั้นกระแสปราณแตะแหวน
แหวนสีดำหม่นก็พลันสั่นแผ่ว
วูม..!!
เส้นแสงดำเงินเส้นหนึ่งไหลผ่านผิวแหวนอย่างรวดเร็ว
ไม่ทันกะพริบก็ดับลง
ทันใดนั้น
จิตของอี้ซินพลันถูกบางสิ่งดูดวูบ
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวเพียงเสี้ยว
แล้วทั้งร่างเขาก็หายไปจากห้องในพริบตา
เมื่อภาพทุกอย่างค่อย ๆ แจ่มชัดอีกครั้ง
อี้ซินกลับพบว่าตนมิได้ยืนอยู่ในเรือนไม้หลังเดิมแล้ว
เบื้องหน้าเขาคือท้องฟ้าสีครามลึกอันกว้างใหญ่
เบื้องล่างคือพื้นดินสีเขียวเข้มสลับดำ
มีลำธารสายเล็กไหลคดผ่านระหว่างแนวเนิน
ไกลออกไปปรากฏผืนป่าเตี้ย ทุ่งหญ้าและผาหินเตี้ย ๆ ต่อเนื่องกันไปสุดสายตา
มันมิใช่โลกกว้างใหญ่ไพศาลดุจแผ่นดินภายนอก
แต่ก็ใหญ่พอจะเรียกได้ว่า “เมืองเล็กหนึ่งเมือง” อย่างไม่เกินจริง
ลมที่นี่ต่างจากโลกภายนอกชัดเจน
เพียงลมหายใจแรก
อี้ซินก็ตระหนักได้ทันทีว่า
พลังปราณในอากาศหนาแน่นกว่าข้างนอกอย่างมหาศาล
ไม่ใช่เพียงมากขึ้นเล็กน้อย
หากมากกว่าราวสามเท่า
จนแม้แต่การยืนเฉย ๆ ยังรู้สึกได้ว่ารูขุมขนทั่วร่างเปิดรับปราณได้ง่ายกว่าปกติ
แววตาของเขาจึงลึกขึ้นทันที
“นี่คือ...”
คำพึมพำยังไม่ทันสิ้น
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในส่วนลึกของจิตเขา
มิใช่เสียงจากมนุษย์
มิใช่เสียงจากภูตผี
หากเป็นเสียงเก่าแก่ต่ำลึกดุจก้องสะท้อนอยู่ในห้วงมิติ
“ผู้ถือครองแหวนมิติเทวะได้รับการยอมรับในเบื้องต้น”
“ผนึกชั้นแรกคลาย”
“โลกในแหวนเปิดแล้ว”
อี้ซินดวงตาวูบ
แหวนมิติเทวะ...
บัดนี้เขาทราบแล้วว่าแหวนลึกลับโบราณวงนี้คือสิ่งใด
เพราะสมบัตินี้ได้เฉลยนามของมันด้วยตัวเองแล้ว
เสียงเก่าแก่นั้นยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบเรียบ
“โลกในแหวน: พลังปราณหนาแน่นกว่านอกโลกสามเท่า”
“กาลเวลาเคลื่อนไหวเร็วกว่าโลกภายนอกสามสิบเท่า”
“รับสิ่งของและสิ่งมีชีวิตได้ภายใต้ขอบเขตพลังของผู้ถือครอง”
“เมื่อผู้ถือครองแข็งแกร่งขึ้น ผนึกชั้นถัดไปย่อมเปิดตาม”
เสียงเงียบลงเพียงเท่านั้น
แล้วทุกสิ่งก็กลับสู่ความสงบ
อี้ซินยืนนิ่งอยู่กลางโลกย่อส่วนนี้ครู่หนึ่ง
หัวใจเต้นหนักขึ้นช้า ๆ
หนึ่งวันภายนอก
เท่ากับสามสิบวันภายใน
ต่อให้ผู้ใดในใต้หล้ารู้ความลับนี้
ก็คงยอมใช้ทุกสิ่งในชีวิตแลกมันมาไว้ในมือ
ดวงตาของเขากวาดมองรอบด้านอย่างละเอียดอีกครั้ง
พื้นดินที่นี่ค่อนข้างราบ
ทิศตะวันตกมีผาหินเตี้ยเรียงตัว
ทิศเหนือมีธารน้ำใสสายหนึ่ง
ส่วนทิศใต้มีป่าโปร่งไม่หนาทึบมากนัก
ลึกไปอีกหน่อย
เขาพบศิลาดำแผ่นหนึ่งตั้งอยู่กลางลานโล่ง
ผิวศิลานั้นเรียบสนิทและมีอักขระบรรพกาลจาง ๆ สลักอยู่เป็นวง
เมื่อเขาแตะมือเข้าไป
คลื่นข้อมูลอีกสายก็ไหลเข้ามาในจิต
ที่แห่งนี้สามารถใช้เป็น
พื้นที่ฝึกฝนพื้นที่เก็บของพื้นที่พักฟื้นและพื้นที่ควบคุมทางเข้าออกภายในแหวนอี้ซินยกมือขึ้นช้า ๆ
นิลกาฬกลืนดาราที่เดิมพาดอยู่ข้างกายในโลกภายนอกก็พลันหายวับ
ก่อนจะไปปรากฏอยู่บนศิลาดำเบื้องหน้าในพริบตา
เขาเห็นดังนั้น
มุมปากจึงขยับขึ้นเพียงน้อย
ต่อไปนี้...
ยามไม่จำเป็น เขาไม่ต้องแบกดาบยักษ์นี้เดินให้ผู้คนจับตาทุกฝีก้าวอีกแล้ว
แหวนมิติเทวะได้เปิดออก
นั่นย่อมหมายความว่าเส้นทางฝึกฝนของเขาย่อมมีโอกาสเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
อี้ซินนั่งลงบนศิลาดำ
หลับตา
ปล่อยจิตดำดิ่งสู่ภายในกายอีกครั้ง
ครานี้เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงอีกสิ่งหนึ่ง
หยกดารา...เปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าเปรียบก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงแก่นพลังที่คอยหล่อเลี้ยง วิ่งนำทาง และกดประสานสิ่งต่าง ๆ ในร่าง
บัดนี้มันกลับแผ่ม่านพลังบางเบาออกมาห่อหุ้มทุกความลับในกายเขาไว้ทั้งหมด
ไข่ลึกลับที่ซ่อนอยู่ลึกในอก
จุดชีพจรดาราทั้งเก้าซึ่งยังเปิดเพียงบางส่วน
ร่องรอยโลหิตสัตว์เทวะ
เม็ดพลังธาตุมืด
รวมไปถึงความผิดปกติของรากฐานและกระแสปราณ
ทุกสิ่งถูกม่านของหยกดาราปกคลุมไว้แน่นหนา
หากเมื่อก่อนผู้มีฝีมือด้านโอสถหรือตรวจชีพจรเก่งพอ
ยังอาจสัมผัสได้เลือน ๆ ว่าในกายเขามีบางอย่างผิดสามัญ
จากนี้ไป
ต่อให้เป็นยอดฝีมือทั่วไป
หากไม่เหนือเขาไปมากจนเกินควร
ย่อมตรวจเห็นได้เพียงชั้นผิว
ไม่มีสิทธิ์ล้วงลับล่วงรู้ถึงแกนแท้ภายในได้ง่ายอีก
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
แววตาลึกสงบกว่าเดิม
"ดี"
อย่างน้อยจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องคอยระวังทุกการแตะชีพจรหรือทุกสายตาของผู้ตรวจโอสถจนเกินไปอีกแล้ว
เขาลุกขึ้นยืนกลางโลกในแหวนอีกครั้ง
สายลมภายในมิติเล็กนี้พัดผ่านชายเสื้อ
พลังปราณหนาแน่นรอบกายทำให้โลหิตในร่างตอบรับอย่างนุ่มลึก
จากนั้นอี้ซินจึงลองเดินฝึก
เท้าก้าวหนึ่ง
เงาหนึ่งค้าง
เท้าก้าวสอง
ร่างจริงแทรกผ่านเงาตนอย่างแผ่วลึกดุจดาราเคลื่อน
เท้าก้าวสาม
สิบห้วงดาราระดับหนึ่งเปิดขึ้นเพียงเสี้ยว
พลังในกายพลันหนุนแน่นขึ้นฉับพลัน
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าจึงเร็ว คม และลวงตากว่าเดิมอีกชั้น
หากมีผู้ใดยืนอยู่ตรงนี้
ย่อมเห็นเพียงว่าพื้นที่กลางลานศิลากำลังมีเงาดำหลายสายวาบหายไปมา
คล้ายดาวตกซ้อนกันหลายดวงจนแยกไม่ออกว่าร่างใดจริงร่างใดหลอก
อี้ซินหยุดหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยามภายในแหวน
แม้จะมิใช่การฝึกหนักยืดยาว
แต่เพียงเท่านี้เขาก็ยิ่งแน่ใจแล้วว่า
แหวนมิติเทวะวงนี้
จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในความลับที่สุดของเขาต่อจากนี้
เมื่อประเมินทุกอย่างเรียบร้อย
เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ
นิลกาฬกลืนดาราหายกลับเข้าสู่มิติลึกของแหวน
เหลือเพียงตัวเขาในอาภรณ์ธรรมดา
ต่อให้เดินออกไปเช่นนี้
ภายนอกย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่า
ดาบยักษ์อำมหิตที่ทำให้ทั้งสำนักตกตะลึงนั้น
กำลังซ่อนตัวอยู่ในโลกมิติเล็กๆที่เวลาเดินเร็วกว่าภายนอกถึงสามสิบเท่า
อี้ซินค่อย ๆ ปิดตา
ปล่อยจิตสื่อกับแหวนอีกครั้ง
โลกตรงหน้าพลันพร่าเลือน
แล้วชั่วพริบตาต่อมา
เขาก็กลับมายืนอยู่ในเรือนไม้หอมดำดังเดิม
แสงเช้ายังตกอยู่ในมุมเดิมแทบไม่ขยับ
เหมือนเขาจากไปเพียงเสี้ยวเดียว
ดวงตาของอี้ซินจึงเย็นวาบแผ่วหนึ่ง
เร็วถึงเพียงนี้จริง
หากใช้ดี
ที่แห่งนี้ย่อมทำให้เขาเดินนำหน้าผู้อื่นไปได้อย่างมหาศาล
ในเวลาเดียวกัน
ลานเทพยุทธ์ชั้นในของสำนักเมฆาครามกลับเริ่มปั่นป่วนขึ้นอีกครา
ตั้งแต่ชื่อของอี้ซินไปปรากฏบนป้ายเทพยุทธ์แทนที่เผยซางเหยียน
ผู้คนในศิษย์ชั้นในก็แบ่งเป็นหลายสายอย่างเห็นได้ชัด
บางสายอยากเห็นว่าเขาเป็นเพียงดาวรุ่งชั่วคราวหรือของจริง
บางสายไม่พอใจที่คนซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมาจะเข้ามาแบ่งทรัพยากรและสิทธิ์คัดเลือกร้อยสำนัก
บางสายเงียบดูสถานการณ์
และบางสาย...เริ่มส่งเงาคนออกมาแล้วอย่างเงียบงัน
ฉินก่วงยืนอยู่บนแท่นหินด้านข้างป้ายเทพยุทธ์
ฟังรายงานจากศิษย์ชั้นในสองคนด้วยสีหน้าเคร่งอยู่หลายส่วน
“ศิษย์ที่ตายเมื่อคืนไม่ใช่คนมีชื่อ”
หนึ่งในนั้นกล่าว
“แต่เส้นทางที่เขาใช้เดินเข้าออกเป็นแนวคนของเรือนเมฆาดำจริง”
ฉินก่วงหรี่ตา
“ข้าไม่ต้องการคำว่า ‘จริง’ ที่เป็นเพียงการคาดเดา”
“มีหลักฐานใด”
ศิษย์ผู้นั้นเงียบไป
เพราะนอกจากรอยทางและบางสัญญาณ
ก็ยังไม่มีสิ่งใดมัดแน่นจริงดังที่ครูฝึกกล่าว
อีกคนหนึ่งจึงรีบเสริม
“แต่เมื่อคืนเรือนเมฆาดำเงียบผิดปกติ”
“และคนของฝ่ายนั้นหายหน้าไปหลายคน”
ฉินก่วงยังไม่ทันตอบ
เสียงฝีเท้านุ่มนวลสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ลั่วชิงเหยา
วันนี้นางอยู่ในอาภรณ์ยาวสีแดงเข้มเช่นเคย
แต่สายตาคู่งามกลับเย็นและคมกว่าวันบนแท่นประลองหลายส่วน
ความงามของนางยามยืนท่ามกลางหมอกเช้าและผาหินดำด้านหลัง
ยิ่งขับให้เหมือนหงส์แดงผู้ยืนอยู่เหนือฝูงเมฆจริง ๆ
ศิษย์ทั้งสองรีบประสานมือคารวะทันที
ลั่วชิงเหยาหาได้มองพวกเขาไม่
นางเพียงทอดสายตาไปยังชื่อ “อี้ซิน” บนป้ายเทพยุทธ์อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ
“คนของเรือนเมฆาดำเริ่มขยับเร็วเกินไป”
“หรือพวกมันมีบางอย่างต้องเร่งชิงก่อนการคัดเลือกรอบใหญ่จะมาถึง”
ฉินก่วงหันมามองนาง
“เจ้าก็เห็นเช่นนั้นหรือ”
ลั่วชิงเหยาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทันที
เพียงกล่าวต่ออย่างสงบ
“เผยซางเหยียนเป็นเพียงหน้าไม้”
“จ้าวคุนยิ่งเป็นเพียงขยะที่ถูกผลักมาให้ตาย”
“แต่หากตอนนี้ยังมีเงาคนถูกส่งไปดูเรือนของอี้ซินอีก”
นางหยุดน้อยหนึ่ง
“ก็น่าจะมีคนไม่สบายใจในสิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงไปจากแดนทดสอบมากกว่าที่เห็น”
ฉินก่วงสีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่แววตากลับลุ่มลึกขึ้น
ลั่วชิงเหยาแม้ยังอายุน้อย
แต่นางมองเกมส์คนขาดเกินกว่าศิษย์ทั่วไปมาก
“เจ้าคิดว่าคนเบื้องหลังเป็นใคร”
ฉินก่วงถาม
ลั่วชิงเหยาจึงยกสายตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาคู่งามนิ่งเย็นดุจน้ำค้างก่อนฟ้าสาง
“คนที่กลัวว่าอี้ซินจะเติบโตขึ้นมาเร็วกว่าที่ควร”
“หรือคนที่รู้ว่าเขาไม่ควรมีชีวิตมาถึงวันนี้ตั้งแต่แรก”
ถ้อยคำนั้นทำให้ศิษย์ทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับหน้าเปลี่ยน
เพราะมันมิใช่เพียงการแก่งแย่งภายในสำนักแล้ว
หากโยงไปถึงเรื่องเก่าก่อนอี้ซินเข้าสู่เมฆาครามเสียอีก
ฉินก่วงจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
“จับตาเรือนเมฆาดำต่อไป”
“แต่ห้ามแหวกหญ้าให้งูตื่น”
“อย่าให้พวกมันรู้ตัวเร็วเกินไป”
ศิษย์ทั้งสองรับคำแล้วรีบถอยออกไปทันที
เมื่อเหลือเพียงฉินก่วงกับลั่วชิงเหยา
ครูฝึกผู้นี้จึงหันมาสบตานางโดยตรง
“เจ้ากำลังสนใจอี้ซินมากกว่าที่ควรเป็นหรือไม่”
คำถามนี้ตรงนัก
ทว่าลั่วชิงเหยาหาได้หวั่นไหวแม้เพียงเสี้ยว
นางเพียงหันกลับไปมองป้ายเทพยุทธ์อีกครั้ง
สายตาหยุดอยู่ที่ชื่ออันดับเจ็ดสิบสามชั่วครู่
“ข้าเพียงมองคนที่อาจทำให้สำนักนี้สั่นสะเทือนได้เท่านั้น”
นางตอบเรียบ
ฉินก่วงหัวเราะหึเบา ๆ
ไม่ซักต่อ
เพราะแม้ลั่วชิงเหยาจะไม่ยอมรับตรง ๆ
แต่การที่นางยอมเอ่ยถึงอี้ซินด้วยน้ำหนักเช่นนี้ก็ถือว่ามากแล้ว
ยามสายใกล้เที่ยง
อี้ซินเดินออกจากเรือนไปยังเขตโอสถตามคำของมู่หรงเยว่
ครั้งนี้เขาไม่ได้พกนิลกาฬกลืนดาราออกมา
เพียงตัวเขาในอาภรณ์ชั้นในเรียบง่าย
ผมยาวมัดครึ่งหนึ่ง
ท่วงท่ามั่นคง
แรงกดดันรอบกายแม้ไม่ปล่อยออกเต็มที่ก็ยังทำให้ศิษย์สองข้างทางต้องเปิดทางให้อย่างไม่รู้ตัว
หลายคนหันมองมือข้างที่เคยถือดาบยักษ์ด้วยความฉงน
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถามว่าดาบนั้นหายไปไหน
แน่นอนว่าไม่มีใครคิดถึงคำตอบอันบ้าคลั่งเช่น
“มันถูกเก็บไว้ในโลกมิติเล็กขนาดเท่าเมืองหนึ่ง”
ได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตฝ่ายโอสถ
กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรสดและโอสถแห้งก็ลอยแตะจมูกทันที
เรือนหลังเล็กเรียงกันเป็นระเบียบ
สวนสมุนไพรขั้นเป็นชั้นลดหลั่นอยู่ตามสันเขา
ธารน้ำใสไหลผ่านลานตากโอสถสีหยก
บรรยากาศต่างจากเขตศิษย์สายยุทธ์อย่างสิ้นเชิง
มู่หรงเยว่กำลังยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนหนึ่ง
แสงแดดอ่อนตกต้องเสี้ยวหน้าของนางอย่างพอเหมาะ
ยิ่งขับให้ความงามนุ่มนวลละเมียดนั้นดูสงบเกินแตะต้อง
เมื่อเห็นอี้ซินเดินเข้ามา
ดวงตาคู่งามของนางพลันกวาดมองรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว
แล้วขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย
“ดาบของเจ้าเล่า”
อี้ซินหยุดยืนตรงหน้าเรือน
มุมปากขยับน้อย ๆ
“เก็บซ่อนไว้แล้ว”
มู่หรงเยว่หรี่ตาอย่างฉงน
เพราะดาบใหญ่ถึงเพียงนั้นไม่ใช่ของจะซ่อนไว้ในแขนเสื้อหรือหลังเรือนได้ง่ายแน่
นางกำลังจะถามต่อ
แต่กลับชะงักไปเอง
เพราะในจังหวะที่อี้ซินกล่าวคำนั้น
หยกดาราในกายเขาได้แผ่ม่านปกปิดออกมาอย่างแนบเนียนแล้ว
ต่อให้นางพยายามสัมผัสลึกอีกครา
ก็กลับมองไม่ทะลุเกินผิวชีพจรด้านนอก
มู่หรงเยว่ดวงตาไหวเล็กน้อย
“ชีพจรของเจ้า...”
อี้ซินมองนางนิ่ง
นางเงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
“เมื่อเช้ายังพอสัมผัสความลึกในกายเจ้าได้อยู่บ้าง”
นางกล่าวเบา ๆ
“แต่ตอนนี้กลับคล้ายถูกหมอกชั้นหนึ่งบังไว้”
อี้ซินไม่ตอบชัด
เพียงกล่าวเรียบ
“อาจเพราะพลังในกายข้าสงบลงกว่าเดิม”
มู่หรงเยว่มองเขานานกว่าปกติ
นางรู้ดีว่าไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แต่ก็รู้เช่นกันว่าของบางอย่างในตัวคนผู้นี้
ถึงเวลาแล้วที่ไม่ควรถูกถามตรง ๆ มากเกินไป
นางจึงไม่ฝืน
เพียงยื่นขวดหยกอีกสองใบให้เขา
“หนึ่งขวดสำหรับโอสถประคองชีพจร”
“อีกขวดสำหรับกดพลังย้อนสะท้อน”
นางว่า
“หากเจ้าเข้าฝึกปิดด่านหนัก ห้ามลืมพกไว้”
อี้ซินรับมาแล้วพยักหน้า
“วันนี้มีอะไรอีกไหม?”
เขาถาม
มู่หรงเยว่สายตานิ่งลงอีกส่วน
“มี”
นางตอบ
“คนของตระกูลมู่...มาถึงสำนักแล้ว”
คำว่า “ตระกูลมู่” เพียงสามพยางค์
ทำให้ลมใต้ชายคาเหมือนชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
ดวงตาของอี้ซินลึกขึ้นทันที
มู่หรงเยว่เห็นเช่นนั้น
แม้สีหน้าเขาจะยังไม่เปลี่ยน
แต่นางก็รู้แล้วว่าชื่อสกุลนี้ยังแตะส่วนลึกในใจเขาได้มากเพียงใด
“คนมาไม่มาก”
นางกล่าวต่อ
“แต่เป็นคนมีฐานะ”
“และข่าวที่หลุดมาจากจวนรับแขกบอกว่า...”
นางหยุดเพียงครู่
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“มู่ชิงหลานก็มาด้วย”
ใต้ชายคาเรือนโอสถเงียบลงในทันที
แสงแดดบ่ายอ่อนยังทอดลงบนพื้นไม้
กลิ่นสมุนไพรยังลอยสงบ
ทว่าในอกของอี้ซิน
กลับมีคลื่นสายหนึ่งสั่นขึ้นชัดเจนกว่าทุกคราในเช้าวันนี้
มู่ชิงหลาน
คู่หมั้นเดิม
เด็กสาวผู้เคยเดินเคียงเขาเมื่อยังเยาว์
ผู้ถูกทั้งชะตาและผู้ใหญ่ผูกพันไว้กับเขา
ผู้ซึ่งเมื่อเขาตกต่ำกลับกลายเป็นปมศักดิ์ศรีที่ลึกที่สุดแผลหนึ่งในใจเขา
นางมาถึงเมฆาครามแล้ว
และเมฆาครามในเวลานี้
ก็มิใช่สำนักเล็กที่สงบอีกต่อไป
อี้ซินกำขวดหยกในมือแน่นขึ้นเพียงน้อย
ก่อนจะปล่อยช้า ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เขาพูดเพียงเท่านั้น
แต่มู่หรงเยว่กลับรู้ได้ทันทีว่า
ลมใต้เมฆาครามจากนี้จะยิ่งไม่สงบลงอีกแน่
นางจึงกล่าวเบา ๆ
“คนของเรือนเมฆาดำเริ่มขยับ”
“คนของตระกูลมู่ก็มาถึง”
“วันนี้กับพรุ่งนี้...เจ้าคงไม่อาจอยู่อย่างเงียบสงบในเรือนต่อได้อีกแล้ว”
อี้ซินหันมองออกไปยังแนวหมอกที่ลอยอยู่ไกลลิบนอกฝ่ายโอสถ
แววตาคมสงบลึกดุจห้วงน้ำยามค่ำ
“ในเมื่อพายุเริ่มเคลื่อนแล้ว”
เขากล่าวช้า ๆ
“ข้าย่อมไม่คิดหลบอยู่หลังประตูเรือนตลอดไป”
ลมบ่ายพัดผ่านปลายแขนเสื้อเขาแผ่วหนึ่ง
ภายนอกสำนักเมฆาครามยังคงดูสงบ
แต่ทั้งเขา มู่หรงเยว่ และคนที่มองเกมออกทุกคนต่างรู้แล้วว่า
จากวันนี้ไป
ทั้งเงามือของเรือนเมฆาดำ
ทั้งปมเก่าก่อนของตระกูลมู่
และทั้งคลื่นอำนาจที่กำลังก่อตัวในสำนัก
กำลังจะพุ่งเข้าหาเขาพร้อมกันแล้วจริง ๆ..!!