ตอนที่ 9 ค้างแรมนอกตำหนัก
มู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะไม่เข้าใจเื่ที่มาที่ไปของคำสาปเผ่าจันทราเท่าใดนัก แต่หากคนผู้หนึ่งต้องอยู่ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้หญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่เชิง จะมีใครบ้างที่จะไม่รู้สึกอึดอัดใจ
ตัวนางก็เช่นกัน ถึงแม้จะถูกเลี้ยงดูมาั้แ่เล็กแบบเด็กผู้ชาย แต่ร่างกายของนางก็เป็ผู้หญิงย่อมมีส่วนที่แตกต่างและไม่เหมือนบุรุษทั่วไปอย่างแน่นอน
ส่วนตัวของจินอวิ๋นเซียนที่เดิมนั้นร่างกายเป็ชาย แต่กลับถูกอำนาจของดวงจันทร์กำราบให้อยู่ในร่างของสตรีเป็เช่นนี้มาั้แ่เกิด หนำซ้ำหากตนไม่้ากลับเป็ชายแล้วใช้ร่างของหญิงไปตลอดได้ก็คงดี
แต่นี้กลับต้องใช้ชีวิตโดยนับวันรอเวลาจนกว่าจะถึงอายุขัย ช่างเป็ชีวิตที่น่ารันทดเหลือเกินในสายตาของมู่จิ่นเหยียน
“เอาล่ะ เื่ตามหาเผ่าจันทราอะไรนั้น เอาไว้พวกเราค่อยคุยกันทีหลัง เอาเป็ว่าคืนนี้ท่านก็นอนที่นี่แล้วกัน”
“แล้วเ้าเล่า ทำเหมือนกับจะไปนอนที่อื่น”
“ก็แน่นอน กระหม่อมก็กลับไปนอนที่บ้านของกระหม่อม”
“เ้าจะทิ้งข้าไว้คนเดียวที่นี่ได้อย่างไร”
“ไม่ได้ทิ้ง ตอนเช้ากระหม่อมก็จะกลับมารับพระองค์”
“ไม่!!!! เ้าต้องอยู่ที่นี่”
“แล้วจะให้กระหม่อมนอนตรงไหน”
จินอวิ๋นเซียนกวาดสายตาไปทั่วห้อง ที่นี่เป็โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ก็จริง แต่ห้องที่พวกเขาได้พักนั้นเป็เพียงห้องธรรมดา ที่มีโต๊ะกลางห้องและเตียงนอนหนึ่งหลังเท่านั้น มิได้มีตั่งหรือเตียงอื่นที่พอจะให้หลับนอนทั้งคืนได้
หากมู่จิ่นเหยียนต้องนอนอยู่ที่นี่คงอาจจะต้องลงไปนอนบนพื้น แต่อากาศ่กลางคืนเข้าหน้าหนาวแล้ว ย่อมเย็นเป็ธรรมดา อีกอย่างผ้าห่มที่นี่ก็เพียงผืนเดียว
ดังนั้นจินอวิ๋นเซียนจึงกลั้นใจกล่าวออกมาด้วยความอาย อนุญาตให้มู่จิ่นเหยียนร่วมเตียงกับตนเองก่อนในคืน ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ต้องอภิเษกกันในอีกไม่กี่วัน อีกอย่างตอนนี้จินอวิ๋นเซียนก็อยู่ในร่างของบุรุษเพศ คงไม่ทำให้มู่จิ่นเหยียนเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน
“เ้าก็นอนกับข้าบนเตียงนี่แหละ อย่างไรเสียตอนนี้ก็เป็บุรุษเหมือนกัน”
“หืม…”
มู่จิ่นเหยียนเลิกคิ้วสูงหลังจากที่ได้ยินจินอวิ๋นเซียนกล่าวออกมา หากจินอวิ๋นเซียนรู้ว่าตนมิใช่บุรุษอย่างที่เข้าใจ จะเปลี่ยนความคิดทันหรือไม่
แต่ด้วยความที่มู่จิ่นเหยียนมิได้คิดสิ่งใดให้วุ่นวาย อีกทั้งตอนรุ่งเช้าพรุ่งนี้ จินอวิ๋นเซียนก็จะกลับมาอยู่ในร่างสตรีเช่นเดิม ดูแล้วก็คงจะไม่มีปัญหา มู่จิ่นเหยียนจึงถอดรองเท้าเดินไปที่นั่งลงบนเตียงที่จินอวิ๋นเซียนนั่งอยู่ก่อนหน้า
“งั้นกระหม่อมก็ไม่ขัดพระทัย”
จินอวิ๋นเซียนที่เห็นการกระทำของคนตรงหน้าแล้วก็ทำได้แต่ กระเถิบถอยกายเข้าไปซุกยังด้านในเตียง เหลือพื้นที่ว่างด้านนอกไว้ให้มู่จิ่นเหยียน
ถึงแม้จินอวิ๋นเซียนจะเข้าใจว่าตอนนี้ตนเองก็อยู่ในร่างของบุรุษ อีกทั้งยังเข้าใจว่ามู่จิ่นเหยียนก็เป็บุรุษเช่น การนอนร่วมเตียงกันจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เสื่อมเสีย
แต่จินอวิ๋นเซียนเก้าในสิบส่วนล้วนเติบโตมาแบบสตรีในวัง จะอย่างไรก็ตามนี่ก็เป็คืนแรกที่ตนนอนค้างอ้างแรมด้านนอก อีกทั้งยังร่วมเตียงกับบุรุษถึงแม้จะเป็ว่าที่สามีตัวเองก็ตาม
ความประหม่าของจินอวิ๋นเซียนปรากฏให้เห็นในสายตาของมู่จิ่นเหยียน นอกจากส่งยิ้มให้อีกคนรู้สึกผ่อนคลาย ก็ไม่ได้กระทำการอย่างใดอีก
มู่จิ่นเหยียนถอดรองเท้าวางไว้ด้านล่างของเตียง ก่อนจะเอนกายลงนอนเคียงข้าง แต่ยังไม่ทันที่จะได้หลับตา มู่จิ่นเหยียนก็กล่าวพึมพำออกมาให้จินอวิ๋นเซียนได้ยินอีกครั้งหนึ่ง
“วางใจเถิด ต่อให้พระองค์อยู่ในร่างของสตรี กระหม่อมก็จะไม่แตะต้อง นอนได้แล้ว นี่ก็ดึกแล้ว กระหม่อมวิ่งไปวิ่งมาก็เหนื่อยเป็เหมือนกัน อยากนอนจะแย่แล้ว”
องค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียนที่เคยนอนร่วมเตียงกับผู้อื่นเป็ครั้งแรก อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็ว่าที่สามีของตนเอง ถึงแม้ทั้งคู่จะอยู่ในร่างของบุรุษก็อดที่จะขัดเขินไม่ได้
แต่คืนนี้ผ่านเื่ราวมากมายมาทั้งคืน ตนเองก็รู้เหนื่อยล้าเช่นกัน จึงค่อยๆ กุมชายเสื้อของตนเอาไว้ เอนตัวลงนอนด้านข้างของมู่จิ่นเหยียน
เมื่อเทียบกันตอนนี้จินอวิ๋นเซียนกลับรู้สึกว่าแผ่นหลังของมู่จิ่นเหยียนที่อยู่ในชุดสตรีของตน ดูเหมือนจะเล็กกว่าจินอวิ๋นเซียนที่อยู่ในร่างบุรุษด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรมู่จิ่นเหยียนก็คือคุณชายสาม หากบอกว่าจะไม่ล่วงเกินตนเองตอนอยู่ในร่างของสตรี เช่นนั้นก็คงจะเชื่อถือได้ไม่มากก็น้อย
หลังจากคลายความกังวลใจ จินอวิ๋นเซียนจึงปล่อยให้ตนเองเข้าสู่นิทรา
มู่จิ่นเหยียนที่แกล้งหลับอยู่ก็ลืมตาขึ้น พลิกตัวหันมามองคนตรงหน้าที่ตอนนี้นอนหายใจอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่ากำลังหลับอย่างสบาย
สายตาของนางจ้องมองร่างบุรุษตรงหน้า ถึงแม้จะอยู่ในร่างของบุรุษ แต่กิริยาวาจาท่าทางล้วนอ่อนหวาน เรียบร้อยยิ่งกว่าตนที่เป็สตรีแท้เสียอีก
ดวงตาของมู่จิ่นเหยียนจับจ้องที่ใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างบุรุษทั่วไป จมูกและปากที่รับเข้ากันได้ดีนั้น แล้วไหนจะผิวขาวเนียนที่น่าัันั้นอีก มู่จิ่นเหยียนเห็นแล้วได้แต่คลี่ยิ้มออกมา เหตุใด์ถึงได้ลำเอียงเช่นนี้
นางที่เกิดเป็หญิงแต่กลับต้องตากแดด ตากลม จับอาวุธ ส่วนอีกคนที่เกิดเป็ชายกลับต้องอยู่ในร่างผู้หญิงอ้อนแอ้นบอบบาง ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง
มู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกว่าตัวเองจะปล่อยใจกับร่างกายคนตรงหน้ามากเกินไปเสียแล้ว ก็พลิกตัวหันหลังกลับมาข่มตาตนเองให้หลับอีกครั้ง
ไม่นานแสงพระอาทิตย์ยามเช้าก็โผล่พ้นจากขอบฟ้า แสงสว่างที่สอดส่องเข้ามายังในห้องของโรงเตี๊ยมปลุกให้จินอวิ๋นเซียนรู้สึกตัวตื่น ซึ่งตอนนี้นั้นนางกลับมาอยู่ในร่างของสตรีเช่นเดิมแล้ว
ทันทีที่ลืมตาตื่น ดวงตากลมโตนั้นมองเห็นร่างอีกคนที่นอนอยู่เคียงข้างกัน ตอนนี้มู่จิ่นเหยียนยังไม่ตื่นขึ้น จึงพอมีเวลาให้นางได้สำรวจโครงหน้าของฝ่ายตรงข้าม
หากบอกว่าคุณชายสามผู้นี้ถือเป็ชายรูปงามก็คงจะไม่เกินจริง ถึงแม้อยู่ในชุดของบุรุษอาจจะดูตัวเล็กกว่าชายคนอื่น แต่ก็ยังถือว่ารูปงามอยู่ไม่น้อย
แต่พอใส่ชุดสตรีอย่างเช่นเมื่อคืน จินอวิ๋นเซียนต้องกลับมาคิดใหม่อีกแล้วว่า บุรุษผู้หนึ่งหากใส่ชุดสตรีแล้วจะงามได้เหมือนสตรีขนาดนี้เชียวหรือ
อีกทั้งขนตาของมู่จิ่นเหยียนถึงจะไม่ได้งอนงามแบบสตรีทั่วไป แต่ก็ทำให้ดวงตาคู่นั้นดูเป็ประกาย ทั้งยังมองให้เห็นแววความดื้อรั้นของเ้าตัวอีกด้วย
บางครั้งจินอวิ๋นเซียนก็รู้สึกหมั่นไส้คนตรงหน้าอยู่ไม่น้อย หากไม่ติดที่มีสมรสพระราชทาน และเป็บุคคลที่เสด็จพ่อของตนหมายมั่นเอาไว้ เกรงว่าความสนิทสนมกันเช่นนี้คงจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน
มู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกถึงการถูกจ้องมองจึงลืมตาตื่นขึ้นมา สบตากับดวงตากลมโตที่เจือไปด้วยแววตาหลุกหลิกเหมือนคนมีความผิด และนี่ก็เป็ครั้งแรกเช่นกันที่มู่จิ่นเหยียนลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเจอกับคนอื่นจ้องมอง ทำเอาตัวเขาเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน ใบหน้าที่เคยทะเล้นบัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
อากัปกิริยานี้ของมู่จิ่นเหยียนตกอยู่ในสายตาของจินอวิ๋นเซียนพอดี อาการขวยเขินของคนผู้นี้ดูแล้วก็ช่างน่าเอ็นดูในความรู้สึกของนางเช่นกัน
“เออ…พระองค์ตื่นนานแล้วหรือ”
“อืม ข้าตื่นได้สักพักแล้ว”
“ถ้างั้นกระหม่อมว่าพวกเราเปลี่ยนชุดกลับคืนกันดีหรือไม่ ใส่ชุดแบบนี้แล้วไม่สบายตัวอยู่บ้าง”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่หาข้ออ้างแก้เขิน อันที่จริงจะชุดผู้หญิงหรือชุดผู้ชายสำหรับตนเองนั้นก็มิได้ต่างกัน เพียงแต่หากออกไปเช่นนี้ ตอนเช้าที่มีแสงสว่างมากพอ ผู้คนในตลาดก็อาจจะมีใครจดจำเขาได้
ทางที่ดีควรเปลี่ยนชุดกลับไปเปลี่ยนเช่นเดิมจะดีกว่า อีกอย่างจินอวิ๋นเซียนที่กลับมาอยู่ในร่างของสตรีแล้ว แต่ยังให้ใส่ชุดบุรุษอยู่ก็ดูจะไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าใด
หลังจากที่ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนชุดกันแล้ว ตอนนี้มู่จิ่นเหยียนก็กลับมาเป็คุณชายสาม จินอวิ๋นเซียนก็กลับมาเป็องค์หญิงเหวินเต๋ออย่างแต่ก่อน
ทั้งคู่พากันหลบหลีกผู้คนเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมอย่างเงียบเชียบ ดีที่เมื่อคืนเขาจ่ายเงินก่อนจะเข้าพักเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเถ้าแก่หรือเสี่่ยวเอ๋อร์จึงมิได้มาวุ่นวายอะไร
สองคนเดินไปตามท้องตลาดยามเช้า พ่อค้าแม่ค้าต่างออกมาตั้งร้านขายของ บ้างก็เป็ชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อของไปเข้าบ้าน หรือไม่ก็เป็บ่าวรับใช้จากจวนขุนนาง
ความคึกคักในตลาดยามเช้าแตกต่างจากงานเทศกาลกลางคืนอย่างสิ้นเชิง ตอนกลางคืนจะเน้นของฝาก ของขวัญเสียเป็ส่วนใหญ่ อาหารการกินก็มิได้เป็กิจจะลักษณะ
ต่างจากตลาดตอนเช้าที่มีทั้งเนื้อ หมู เป็ด ไก่ ผักผลไม้พื้นเมืองต่างๆ รวมถึงร้านขายอาหารเช้า พวกบะหมี่ ซาลาเปา ให้เห็นเต็มสองข้างทาง อีกทั้งกลิ่นหอมของอาหารพวกนั้นก็ลอยเข้ามาในจมูกของจินอวิ๋นเซียน ผู้ที่เพิ่งจะมีประสบการณ์การเดินตลาดยามเช้าครั้งแรก
“หอมจัง สิ่งนั้นคืออะไร”
“เซาปิ่งไส้เนื้อ อยากกินหรือ”
จินอวิ๋นเซียนมิได้ตอบ แต่กลับพยักหน้าทันทีโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ร้านขายเซาปิ่งนั้น
กลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยโชยมาเข้าจมูก ปะปนกลับกลิ่นแป้งจี่ที่ทอดบนกระทะด้วยน้ำมันร้อนๆ อาหารเหล่านี้มิเคยได้ถูกนำขึ้นโต๊ะเสวย ดังนั้นจินอวิ๋นเซียนจึงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติอย่างแน่นอน
มู่จิ่นเหยียนเห็นว่าไหนไหนพวกตนก็ออกมานอกวังแล้ว กลับช้ากลับเร็วก็ต้องได้รับโทษอยู่ดี มิสู้พานางเที่ยวตลาดยามเช้า หาอะไรรองท้องแล้วค่อยกลับไปรับโทษให้สบายใจเสียจะไม่ดีกว่าหรือ
คิดได้ดังนั้นก็จับจูงมือเล็กของอีกคนเดินไปยังร้านบะหมี่ด้านข้างที่มีโต๊ะไม้ตั้งไว้รอลูกค้า พร้อมกับะโสั่งอาหารอย่างคนคุ้นชิน
“เถ้าแก่ บะหมี่น้ำสองชาม ขอเซาปิ่งเนื้อด้วย”
“อรุณสวัสดิ์คุณชายสาม เพิ่งกลับจากหอบุปผาหรือขอรับ”
มู่จิ่นเหยียนที่กำลังจิบชา ถึงกับสำลักให้คำทักทายของเถ้าแก่ร้านบะหมี่ทันที ตนลืมไปได้เสียอย่างไรว่าทุกครั้งหากกลับจากหอบุปผายามเช้า มักจะแวะกินบะหมี่ที่ร้านนี้เป็ประจำ
เพียงแต่วันนี้ตนมิได้มาคนเดียว กลับพาผู้ที่เป็ว่าที่ภรรยามานั่งกินด้วย ทันทีที่เถ้าแก่พูดประโยคนั้นจบ มู่จิ่นเหยียนก็รู้สึกได้ถึงสายตาแหลมคม ที่มองมาอย่างทิ่มแทงเขาทันที
“เออ…อะ….มิใช่…”
ราวกับเสียงของมู่จิ่นเหยียนถูกสายตาคมกริบที่จ้องมองนั้น ดูดกลืนเสียงหายไป
“ดูท่าแล้วเ้าคงจะไปหอบุปผาบ่อยสินะ ใครๆ ถึงได้รู้กันไปทั่ว”
จินอวิ๋นเซียนที่นั่งจิบชาด้วยท่าทางสงบเอ่ยกล่าวออกมา ราวกับคำพูดของเถ้าแก่เมื่อครู่นี้ตนไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เพียงแต่มู่จิ่นเหยียนที่เห็นการกระทำนี้กลับรู้สึกขนลุกขนชันขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“โอ๊ะ…เซาปิ่งมาพอดี ท่านลองกินดู ระวังร้อนนะ”
มู่จิ่นเหยียนเห็นโอกาสที่เถ้าแก่ยกจานเซาปิ่งมาไว้ที่โต๊ะของพวกตน เลยจงใจเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างทั้งสองคนทันที
ทั้งสองคนนั่งกินอาหารเช้ากันอยู่ในตลาด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่รู้จักมักคุ้นกับมู่จิ่นเหยียนล้วนกล่าวคำทักทาย ต่างกันก็แต่คราวนี้พวกชาวบ้านล้วนแวะทักทายสตรีด้านข้างของมู่จิ่นเหยียนด้วย
“อรุณสวัสดิ์ ฮูหยินสาม”
จินอวิ๋นเซียนที่ได้รับคำทักทายเช่นนี้มิรู้จะต้องทำหน้าเช่นไร จึงได้แต่ยิ้มตอบรับเพียงเท่านั้น ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่ได้ยินและมองเห็น ก็เอาแต่ยิ้มและส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ จนคนถูกมองรู้สึกหมั่นไส้
พวกเขามิรู้หรอกว่าสตรีตรงหน้าจะใช่หรือไม่ใช่ฮูหยินสามสกุลมู่เพียงแต่ร้อยวันพันปี คุณชายสามผู้นี้มิเคยนั่งกินอาหารด้านนอกกับสตรีนางใดมากก่อน
อีกทั้งยังมีข่าวลือออกมาว่า คุณชายสามผู้ที่เป็แขกประจำของหอบุปผากำลังจะมีงานมงคลในเร็วๆนี้ ดังนั้นสตรีที่นั่งเคียงข้างกันก็คงไม่พ้นต้องเป็ฮูหยินคนล่าสุดของสกุลมู่อย่างแน่นอน
รวมถึงการกระทำของมู่จิ่นเหยียน ที่ดูแลเอาใจใส่สตรีด้านหน้า ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าคนผู้นี้แหละคือคนที่จะมาเป็ฮูหยินสามของสกุลมู่อย่างไม่ต้องสงสัย
จินอวิ๋นเซียนที่ตอนนี้เต็มอิ่มกับบรรยากาศตลาดยามเช้าและอิ่มท้องกับอาหารที่ตนไม่เคยมีโอกาสัั ตอนนี้ให้ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ชีวิตชาวบ้านแบบนี้จนไม่อยากกลับไปอยู่ในตำหนักขององค์หญิงเฉกเช่นเก่า
“เ้าสามารถพาข้าออกมาเช่นนี้ได้อีกหรือไม่”
“เอาไว้หลังแต่งงาน กระหม่อมจะพามา”
มู่จิ่นเหยียนเอ่ยออกไปอย่างไม่ได้คิดสิ่งใดให้วุ่นวาย เพราะว่าหลังแต่งงานองค์หญิงเหวินเต๋อจึงจะสามารถใช้ชีวิตนอกวังหลวงได้ จะอยู่ตำหนักใหม่ หรือจะเข้ามาอยู่จวนสกุลมู่ก็แล้วแต่
กลับกันจินอวิ๋นเซียนที่ได้ยินคำว่าแต่งงานก็รู้สึกหน้าแดงขึ้นมาทันที ทั้งที่คนพูดมิได้มีท่าทีเกี้ยวตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่คำว่าแต่งงานพูดออกมาให้ได้ยินตนก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
ทั้งสองคนเดินกันมาเรื่อยๆ ถึงแม้จะใช้เวลานานกว่าปกติ แต่ด้วยสองข้างทางล้วนแปลกใหม่สำหรับองค์หญิงเหวินเต๋อ จากที่เคยคิดว่าระยะไกลเพียงนี้นางคงจะบ่นเป็แน่ แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาของมู่จิ่นเหยียนกลับรู้สึกเหมือนพาน้องสาวตัวน้อยออกมาเดินเที่ยวมากกว่า
องค์หญิงน้อยพระองค์นี้ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ตนคิดเอาไว้
ไม่ทันไรคนสองคนก็มายืนอยู่ตรงหน้าประตูของวังหลวง มู่จิ่นเหยียนที่ชูป้ายแสดงตนให้ทหารเวรยามตรวจสอบ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
“ทูลหัวของกระหม่อมกลับมาแล้ว”
ชุนกงกงที่ตื่นมารอรับเสด็จั้แ่เช้า วิ่งะโบนร้องไห้มาั้แ่ไกล
“ท่านพาองค์หญิงไปพักผ่อนเถิด”
“ขอบคุณท่านราชบุตรเขยที่ดูแลองค์หญิงทั้งคืน”
“มันเป็หน้าที่ของข้า”
มู่จิ่นเหยียนเอ่ยกับชุนกงกง หลังจากที่ส่งจินอวิ๋นเซียนกลับตำหนักแล้วก็คงเป็คราวของเขาที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำลงไปแล้วสินะ เขาตัดสินใจกล่าวลาจินอวิ๋นเซียนทันที
“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”
จินอวิ๋นเซียนพยักหน้าเป็คำตอบให้กับมู่จิ่นเหยียน แต่แล้วก็ต้องเอ่ยปากถามอีกครั้งเพราะว่าทิศทางที่มู่จิ่นเหยียนจากไปนั้นมิใช่ประตูวังหลวงอย่างที่พวกเขาเดินเข้ามา
แต่กลับเป็ทิศทางไปยังตำหนักทรงงานของจินตงหยางฮ่องเต้
“นั้นเ้าจะไปไหน”
“ไปรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนที่หันหน้ากลับมาตอบองค์หญิงเหวินเต๋อด้วยรอยยิ้ม ราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับโทษที่ตนเองจะได้รับ ทำเอาจินอวิ๋นเซียนถึงกับตะลึง
“เหตุใดถึงต้องรับโทษ”
“เมื่อคืนท่านราชบุตรเขยรายงานความเท็จต่อรัชทายาท ว่าพระองค์กลับตำหนักแล้ว รวมถึงการพาพระองค์ไปค้างแรมยังนอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
กว่าที่จินอวิ๋นเซียนจะเข้าใจเื่ราว มู่จิ่นเหยียนก็เดินไปไกลเสียแล้ว ตนจึงทำได้เพียงรีบวิ่งไปให้ถึงตำหนักของเสด็จพ่อโดยเร็ว หวังว่าพระองค์จะทรงเข้าพระทัยและมิได้ทรงลงโทษที่ร้ายแรงแก่ราชบุตรเขย