รอยยิ้มเอ้อระเหยของหลี่ไหวฺอวี้ค่อยๆเลือนหายไป สายตาจดจ้องคนที่อยู่เบื้องหน้า
“ไม่มีจริงหรือ”หมิงเป่าจูรู้สึกอึดอัดที่ถูกจ้องมองเช่นนั้น จึงคิดจะถามเป็นครั้งสุดท้าย
“ไม่มีจริงๆ”หลี่ไหวฺอวี้เงียบไปชั่วขณะ แต่ยังคงปฏิเสธ
“เอาล่ะ เช่นนั้นข้าไปทำงานก่อน”
หมิงเป่าจูมองเขาอย่างพินิจ อืม ไม่มีพิรุธแม้แต่กระผีก จากนั้นก็พยักหน้าแล้วหมุนตัวจากไป
นางดูออกว่าหลี่ไหวฺอวี้ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้ต่อ ดังนั้นทุกประโยคของเขาจะมีแต่ถ้อยคำบิดเบือนไปตามลมปากไม่แยแสต่อโลกหล้า
ในเมื่อเขาไม่คิดจะพูด นางก็จะไม่ซักถามต่อ
รอจนร่างของหมิงเป่าจูหายลับไป หลี่ไหวฺอวี้จึงก้มลงมองฝ่ามือที่ยื่นออกไปแต่กลับว่างเปล่า
เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ เกือบจะเล่าเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้ฟังโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
หลี่ไหวฺอวี้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามสดใส พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
กว่าจะตรวจคนไข้เสร็จก็บ่ายคล้อยแล้ว
หมิงเป่าจูรู้สึกว่าทั้งตัวแข็งทื่อไปหมด เพราะนั่งนานเกินไป
จึงลุกขึ้นขยับคอและหัวไหล่ ก่อนเดินไปที่โต๊ะบัญชี
“ลำบากแล้ว” หมิงเป่าจูกล่าวกับอู๋ซิ่วไฉ
อีกฝ่ายช่วยงานมาทั้งวัน ย่อมต้องเอ่ยขอบคุณสักคำ
“แม่นางหมิงเกรงใจไปแล้ว ท่านรักษามารดาของข้าจนหาย บุญคุณยิ่งใหญ่นี้ข้ายังมิได้ตอบแทนอย่างอื่นข้าคงช่วยไม่ได้ แต่การคำนวณบัญชี จดบันทึกเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ข้ายังพอทำได้อยู่”
อู๋ซิ่วไฉดีดลูกคิดเป็นครั้งสุดท้าย ถึงหมุนบัญชีกลับไปอีกด้านแล้วยื่นให้หมิงเป่าจู
“วันนี้ได้กำไรทั้งหมดสองร้อยสิบห้าเหวิน”
อู๋ซิ่วไฉมองหมิงเป่าจู แล้วรายงานกำไรของวันนี้
รวมรายรับทั้งหมดหกร้อยเจ็ดสิบสามเหวิน หักต้นทุนค่ายา กระดาษซางผีที่ใช้ห่อยาเชือก และกระดาษที่ใช้เขียนเทียบยา กำไรสุทธิก็เหลือเพียงเท่านี้
คนที่อยู่ในร้านตอนนี้ล้วนเป็นคนกันเอง ไม่มีลูกจ้าง หากจ้างคน ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ต้องถูกหักออกไปอีกกำไรส่วนที่เหลือก็จะยิ่งน้อยลงไป
แท้จริงแล้วสามารถทำกำไรได้มากกว่านี้ แต่เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่นำใบปลิวมาด้วย
หมิงเป่าจูจึงสั่งจ่ายยาราคาถูกที่สุดให้ หากพบเจอคนที่ลำบากจริงๆ ก็จะยกเว้นค่าหยูกยา
สุดท้ายแล้วมียอดเหลือเท่านี้ได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
อู๋ซิ่วไฉรู้สึกจนใจอยู่บ้าง แต่ก็อดชื่นชมในน้ำใจของหมิงเป่าจูไม่ได้
“ดีมากแล้วล่ะ” หมิงเป่าจูพึงพอใจมาก
ทุกอย่างล้วนยากลำบากตอนเริ่มต้น ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จอย่างปุบปับภายในวันเดียว
ตอนนี้นับว่าเป็นการลงทุนไปก่อน นอกจากจะไม่ขาดทุน ยังหาเงินมาได้บ้าง นางก็เบิกบานใจมากแล้ว
“เป่าจู ท่านป้าหลี่ฟื้นแล้ว”
หมิงเป่าจูได้ยินเสียงจึงหันกลับไป เห็นหลี่อวิ๋นประคองหลี่ต้าเหนียงออกมาจากห้องด้านในเมื่อครู่นางเข้าไปตรวจชีพจรให้หลี่ต้าเหนียงแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“ดีเลย วันนี้ทุกคนอย่าเพิ่งกลับกันนะ อยู่กินข้าวก่อน”
หมิงเฉ่าถังฝ่าฟันอุปสรรคมาหลายอย่าง ในที่สุดก็ได้เปิดกิจการ หมิงเป่าจูยินดีเป็นอย่างยิ่งไม่อยากให้ทุกคนต้องเหนื่อยเปล่า
“อย่าเลย แม่หนู กว่าเจ้าจะหาเงินได้สักเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องง่าย ป้ามิอาจให้เจ้าสิ้นเปลืองได้”หลี่ต้าเนียงปฏิเสธ
ถ้าไม่เห็นกับตาตนเองก็คงไม่มีอะไร แต่วันนี้นางได้เห็นกับตาว่าหมิงเป่าจูต้องฝ่าฟันอะไรบ้างกว่าจะเปิดร้านยาแห่งนี้ได้แล้วนางจะหน้าหนาอยู่กินข้าวได้อย่างไร
“ท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย วันนี้ทุกคนต้องอยู่กินข้าวด้วยกัน ข้าอยากให้บรรยากาศคึกคักเป็นการเริ่มต้นที่ดีงาม” หมิงเป่าจูยิ้มพลางเข้าไปประคองหลี่ต้าเหนียง
ด้วยความมีน้ำใจยากจะปฏิเสธ สุดท้ายแล้วทุกคนก็อยู่ต่อ
หมิงเป่าจูและหลี่อวิ๋นไปซื้อกับข้าว ไม่นานนักทั้งสองก็หิ้วของพะรุงพะรังกลับมา
หมิงเป่าอวี้เด็ดผัก อู๋ซิ่วไฉล้างผัก หมิงเป่าจูหั่นผักและผัดกับข้าว หลี่ต้าเนียงเองก็ไม่ปล่อยให้มือว่างทุกคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทั้งในและนอกห้องครัวต่างก็ครื้นเครงสนุกสนาน
มีเพียงหลี่ไหวฺอวี้ที่อยากเข้าไปช่วย แต่กลับถูกหมิงเป่าจูผลักออกมา คุณชายใหญ่ผู้นี้เข้าไปมีแต่จะเพิ่มความวุ่นวาย
หลี่ไหวฺอวี้ยืนมองพวกเขาทำงานอยู่ในเรือน รอกินข้าว
“พี่ไหวฺอวี้ถูกพี่สาวไล่ออกมาหรือ” หมิงเป่าอวี้ที่นั่งล้างผักอยู่ที่ข้างบ่อน้ำเอ่ยพูดหยอกกลั้วยิ้ม
“พี่สาวเจ้ารังเกียจข้า”
น้ำเสียงของหลี่ไหวฺอวี้แฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำเอาหมิงเป่าอวี้หลุดหัวเราะออกมา
“พี่ไหวฺอวี้ก็เก่งมากขอรับ” หมิงเป่าอวี้คิดปลอบใจสักหน่อย
“เช่น” หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้ว เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ตัวอย่างเช่น... ตัวอย่างเช่น...” หมิงเป่าอวี้คิดอยู่นานก็คิดไม่ออก
“เจ้าเด็กนี่!”
หลี่ไหวฺอวี้มิได้ถือสา แต่กลับหัวเราะแล้วยกเท้าเตะหมิงเป่าอวี้ทีหนึ่งอย่างไม่เจ็บไม่ระคาย
“อา อย่างเช่นพี่ไหวฺอวี้มีวรยุทธ์สูงส่ง มักปกป้องพี่สาวจากอันตรายในเวลาสำคัญได้เสมอแต่ข้าทำไม่ได้...”
หมิงเป่าอวี้แสร้งทำเสียงเศร้าที่ฟังดูเกินจริง ซ้ำยังทำท่าทางเอามือลูบก้นเป็นภาพที่น่าขบขันยิ่งนัก ในที่สุดก็พูดข้อดีของหลี่ไหวฺอวี้ออกมาได้หนึ่งข้อ
แต่พอพูดจบก็ทำหน้าเศร้า ก้มหน้าก้มตาล้างผักต่อ
สิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ นอกนั้นก็ช่วยอะไรพี่สาวไม่ได้เลย พลันรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์
“อยากเรียนหรือ”
หลี่ไหวฺอวี้ก้มมองหมิงเป่าอวี้อยู่นาน แม้แต่บนศีรษะของเขายังเหมือนมีคำว่า“เสียใจ” ติดอยู่
สุดท้ายทนไม่ไหว จึงเอ่ยปากถามออกไป
“ข้าเรียนได้หรือ”
หมิงเป่าอวี้ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น น้ำที่ติดมือสะบัดไปโดนใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้เขายิ้มอย่างเก้อเขิน ไม่กล้าเอามือไปเช็ดให้ เพราะกลัวว่ายิ่งเช็ดจะยิ่งเปียก
หลี่ไหวฺอวี้อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มพลางเช็ดออกเอง มองดวงตาสดใสที่มีส่วนคล้ายกับหมิงเป่าจูอยู่ห้าส่วนแล้วพยักหน้า
“สำหรับการฝึกวรยุทธ์แล้ว ช่วงอายุของเจ้าถือว่าช้าไปหน่อย”
วิชาพื้นฐานย่อมไม่ทันแล้ว ต่อให้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงก็ไม่แข็งแกร่ง ทำได้เพียงวาดมือวาดเท้าให้ดูสวยงามเท่านั้น
ความกระตือรือร้นของหมิงเป่าอวี้พลันลดวูบ ทว่าได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ข้างหู
“แต่มีอยู่กระบวนยุทธ์หนึ่งที่เหมาะกับเจ้า หากฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว ก็พอเอาตัวรอดได้”หลี่ไหวฺอวี้เลิกแกล้งเขา แล้วพูดอย่างจริงจัง
“ดีเหลือเกิน!” หมิงเป่าอวี้ดีใจจนเกือบร้องตะโกนออกมา แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบกดเสียงต่ำ “เรื่องที่ข้าฝึกยุทธ์ อย่าเพิ่งบอกพี่สาวได้หรือไม่”
เขาอยากทำให้พี่สาวประหลาดใจ
หลี่ไหวฺอวี้รู้ถึงความคิดของหมิงเป่าอวี้ดี แต่ก็ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้อยู่ครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนอยู่ที่บ้านทุกวัน ไม่ก็มาช่วยงานที่หมิงเฉ่าถัง จะมีโอกาสให้เขาแอบฝึกฝนได้อย่างไร
“หากไม่อยากให้พี่สาวเจ้ารู้ ก็ต้องลำบากหน่อยล่ะนะ”
ต้องฉวยโอกาสที่หมิงเป่าจูยังไม่ตื่น ลุกขึ้นมาหาสถานที่ฝึกฝนแต่เช้า แถมยังต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานยิ่งยากขึ้นไปอีก
“ข้าทำได้!” หมิงเป่าอวี้ตอบอย่างหนักแน่น
หลี่ไหวฺอวี้ยื่นมือไปตบไหล่ของหมิงเป่าอวี้เบาๆ เป็นการให้กำลังใจ “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เราเริ่มกันเลยเป็นอย่างไร”
หมิงเป่าอวี้พยักหน้า กำหมัดแน่น ดวงตาแน่วแน่มั่นคง
“รีบล้างผักเถอะ”
หลี่ไหวฺอวี้ลูบผมของเขาเบาๆ หมิงเป่าอวี้ก็นั่งลงอย่างเชื่อฟัง
แต่เขากลับชะงักอีก ดูเหมือนว่าตนเองจะซึมซับพฤติกรรมของหมิงเป่าจูมามากจริงๆคิดแล้วส่ายหน้ายิ้มอย่างขบขัน
ข่าวที่หมิงเป่าจูไม่ถือสาหาความ รักษาและจ่ายยาให้กับคนที่เคยใส่ร้ายป้ายสีนางโดยไม่คิดเงินแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ผู้คนต่างชื่นชมในความเมตตากรุณาของนาง
แต่จำนวนคนไข้ที่มาหมิงเฉ่าถังกลับไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย
นอกจากวันที่เปิดร้านวันแรกที่ผู้คนคึกคักราวกับตลาด หลังจากนั้นสามวันติดกันก็มีคนไข้มาหาหมอเพียงน้อยนิด
ทั้งวันมีคนไข้มากที่สุดแค่สองคนเท่านั้น