บทที่112
ของแลกเปลี่ยน
ทั้งสองมาอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าแผงค้าขายบางอย่างที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนลู่หยางทำการเคลื่อนกายของตนเองเข้ามาด้านหลังของนางพร้อมกับใช้ดวงตาจ้องมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอย่างสงสัย
ภายหลังจากที่เดินเข้ามาใกล้ๆแล้วมองดูของที่อยู่บริเวณด้านหน้าดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยปรากฏถึงความประหลาดใจ‘ นี่มัน… ’
สิ่งที่ตัวของเขามองเห็นในตอนนี้ของที่มันถูกตั้งเอาไว้บริเวณแผงบริเวณริมทางมันเป็นถุงหอมจำนวนมากที่มีมากมายหลากหลายสีสัน
ลู่หยางมองเห็นเช่นนั้นรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ของที่ถูกตั้งเรียงรายเอาไว้บริเวณด้านบนแผงหนึ่งคราก่อนที่จะทำการใช้ดวงตาของตนเองหันไปมองที่สตรีผู้ที่อยู่ข้างกายอีกครา
เหตุผลที่มันทำให้เขานั้นประหลาดใจก็คือสำหรับสตรีผู้ที่อยู่ข้างกายของเขาถุงหอมพวกนี้ที่เป็นของสตรีมันช่างเป็นของที่ห่างไกลกับนางยิ่งนัก
โดยที่ผ่านมานางไม่เคยแสดงท่าทางหรือว่าแสดงความต้องการอยากได้ของสตรีมาก่อนเลยในครั้งนี้อย่างที่เดินอยู่บนถนนอยู่ๆนางเองก็ทำการเดินทางเข้ามาใกล้ๆแผงการค้าขายเครื่องหอมอย่างน่าประหลาด
แถมในตอนนี้ในขณะที่เขากำลังยืนอยู่ดวงตาของเขาที่จ้องมองไปที่นางนางกำลังใช้ท่าทางขะมักเขม้นจ้องมองพวกถุงหอมพวกนั้นอย่างจริงจัง
เมื่อได้มองเห็นภาพเช่นนี้เขาได้แต่ขมวดคิ้วทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าเข้าหากันด้วยความสงสัย‘ อันใดกันเหตุใดนางถึงมาเลือกดูพวกเครื่องหอม? ’
แปลว่าภายในใจของเขาในตอนนี้มันจะเต็มไปด้วยความสงสัยดวงตาที่จ้องมองไปที่นางก็ต้องมองอย่างไม่ละสายตา
แต่ว่าเขาเองก็ไม่ได้ทำการเลยถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปได้แต่ยืนอยู่ข้างๆนางอย่างเงียบๆ
ผ่านไปสักพักนึงนั่งเริ่มทำการขยับใช้นิ้วมือชี้ตรงไปที่หนึ่งในบรรดาเครื่องหอมจำนวนมากที่ตั้งอยู่บริเวณด้านบนแผง
โดยสตรีผู้ที่เป็นแม่ค้าในการค้าขายของพวกนี้ยื่นมือหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วมันเป็นถุงหอมที่มีลวดลายสีฟ้าที่มองดูแล้วทำให้จิตใจมันสงบนิ่ง
นางทำการเลือกของตนเสร็จก็ทำการจ่ายตังค์หลังจากที่ของชิ้นนั้นมาอยู่ภายในมือของทางเรียบร้อยแล้วนั่งหันใบหน้าของตนเองไปหาลู่หยาง
เมื่อสตรีผู้ที่อยู่เบื้องหน้าหันใบหน้าของตนเองมาจ้องมองที่เขาลู่หยางที่กำลังใช้ดวงตาของตนเองต้องมองนางอย่างจริงจังจากมุมข้างอยู่นั้นประหลาดใจถึงกับผงะถอยหลังเป็นหนึ่งก้าว
ไป๋เฟิ่งได้รู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของเขาแต่ว่านางเองก็ทำสิ่งที่เขานั้นไม่คาดคิดโดยการที่สตรีที่อยู่เบื้องหน้ายื่นถุงหอมภายในมือมาให้กับเขา
ลู่หยางที่กำลังยืนอยู่ด้วยความมึนงงตอนนี้ตัวของเขานั้นยิ่งงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากขึ้นไปอีกดวงตาของเขาก็มองต่ำลงที่ถุงหอมที่มันถูกยื่นมาหาตนเอง “ นี่คือ… ”
ไป๋เฟิ่งที่กำลังอยู่เบื้องหน้ายังคงแสดงใบหน้าที่เย็นชาไร้ความรู้สึกเช่นเดิมแต่นางเองก็ทำการพูดออกมา“ ถุงหอมถือว่าเป็นของแลกเปลี่ยนกับปิ่นปักผม.. ”
เมื่อนางทำการออกมาเช่นนั้นลู่หยางยื่นมือของตนเองออกไปแล้วก็รับของนั้นเอาไว้ภายในมือในขณะที่รับถุงหอมนั้นเอาไว้ภายในมือดวงตาทั้งสองข้างของเขามันยังเต็มไปด้วยความงุนงง
แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินเที่ยวอยู่บนถนนเส้นนั้นอยู่อีกสักพักใหญ่ๆโดยที่ได้สนทนาเรื่องราวต่างๆกันบ้าง แม้ว่ามันจะไม่ได้มากนักก็ตาม
แต่ว่าที่ตัวของเขานั้นสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนเลยก็คือช่วงเวลาที่ผ่านมานางเริ่มทำการพูดกับเขามากขึ้นด้วยถ้อยคำที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
มันอาจจะเป็นความคุ้นเคยที่พวกเขานั้นได้สนิทและใกล้ชิดกันมาเป็นเวลาสักพักใหญ่ๆแล้วก็ได้เลยทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นดูดีขึ้นในอีกระดับนึง
หลังจากที่ทำการเดินแล้วก็สนทนาเรื่องราวต่างๆอยู่บนถนนสักพักใหญ่ๆพวกเขาเองก็ได้แยกจากกันแล้วก็ได้แยกย้ายกันไปทำงานของตนเอง
ลู่หยางมุ่งตรงกลับไปที่จวนตระกูลเว่ย
…
ใช้เวลาไม่นานเดินจากถนนเส้นที่พวกเขาทั้งสองนั้นแยกจากกันเขาก็สามารถเดินทางไปถึงที่พักของเขาได้ก็ได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ตัวของเขาเองก็ได้พบเจอเข้ากับคุณชายเว่ยพี่กำลังนั่งอยู่บริเวรด้านในห้องโถงและกำลังอ่านเอกสารบางอย่าง
ก็เห็นเช่นนั้นเขาก็เดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วคุณชายเว่ยทำการทักทายเขาอย่างเป็นมิตรด้วยรอยยิ้ม “ เป็นอย่างไรบ้างขอรับได้ข่าวว่าท่านไปช่วยท่านแม่ทัพใหญ่ในการตรวจสอบศพที่โดนสังหารไป ”
“ ขอรับสามารถตรวจสอบได้แล้วแต่ว่าสาเหตุการตายน่าประหลาดเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญของทางกองทัพข้าเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้เกรงว่าจะกลายเป็นทำให้ทางกองทัพนั้นลําบากใจ”
“ หลังจากที่ตรวจสอบศพจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้มุ่งตรงกับมาที่สถานที่แห่งนี้” ลู่หยางทำการชี้แจงออกไป
“ เข้าใจแล้วขอรับทางเรื่องราวกองทัพพวกเราสามารถเข้าใจได้ยากเย็นอยู่แล้วแน่นอนว่าสามารถช่วยเหลือได้แต่ว่าพวกเราเองก็ไม่ควรจะเข้าไปก้าวก่ายมากนัก ”
ลู่หยางในขณะที่กำลังนั่งอยู่เขาบิดร่างกายของตนเองไปมาด้วยความเมื่อยล้าก่อนที่ภายในหัวของเขามันจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้จึงทำการหันไปเอ่ยถามกับผู้ที่อยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว
“ จริงสิขอรับคุณชายเว่ยข้ามีเรื่องที่อยากจะเอ่ยถามท่านสักหน่อยไม่ทราบว่าท่านสามารถตอบได้หรือไม่ ”
เว่ยเจ๋อจงที่กำลังนั่งอ่านเอกสารภายในมือของตนเองอยู่เขาได้ทำการลดของที่อยู่ภายในมือของตนเองลงตอนนี้เขาใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่บุรุษที่มันกำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าของตนเอง“มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือขอรับท่านมีเรื่องอันใดอยากจะเอ่ยถามข้าเช่นถามมาเลยถ้าข้ารู้ข้าจะตอบให้”
“ ข้าอยากจะรู้ว่าภายในเมืองหลวงแห่งนี้มีแม่ทัพผู้ใดที่ชื่อว่าจี้หยวนหรือไม่?ตอนที่ข้าไปที่ว่าการอำเภอคนผู้นั้นเดินทางเข้ามาทักท่านแม่ทัพใหญ่”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นคุณชายเว่ยเหลือบสายตาขึ้นไปมองด้านบนเล็กน้อยและก็นึกคิดเพียงแค่ครู่เดียวเขาเองก็นึกออกในทันที“ เข้าใจแล้วขอรับท่านคงจะหมายถึงท่านแม่ทัพป๋าย ”
“ คนผู้นั้นเป็นผู้ใดอย่างนั้นหรือขอรับท่านพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องราวของเขาบ้างหรือไม่?” ลู่หยางให้ความสนอกสนใจเป็นอย่างมากเขายื่นใบหน้าของตนเองเข้าไปใกล้ๆเพื่อแสดงท่าทางราวกับว่าอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้
อันที่จริงแล้วเมื่อได้พบหน้ากันครั้งแรกในตอนนั้นพวกเขาเองก็ไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้งกันมากนะแต่ในตอนนี้หลังจากที่ได้พบกันครั้งที่สอง
มันเองก็ทำให้เขารู้สึกบางอย่างดวงตาของคนผู้นั้นที่จ้องมองมาที่เขาอย่างที่พบเจอกันมันเป็นดวงตาที่แฝงเร้นความรู้สึกที่อธิบายได้ยากเอาไว้
เขาเลยอยากจะทำความรู้จักเกี่ยวกับคนผู้นั้นให้มากขึ้นเพื่อจะได้คลายข้อสงสัยภายในจิตใจของเขาในตอนนี้
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นเว่ยเจ๋อจงเมื่อคิดจะทำการเริ่มอธิบายเขาได้วางเอกสารไว้ในมือของตนเองลงแล้วก็หันใบหน้าของตนเองมาหาแสดงท่าทางจริงจังเตรียมพร้อมกันอธิบาย“ ถ้าจะให้ตัวของข้าอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของคนผู้นั้นก็ได้อยู่หรอกครับแต่ว่าข้าเองก็ไม่ได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของท่านแม่ทัพป๋ายมากมายนักรู้เทียบเท่ากับผู้อื่นที่เขานั้นล่วงรู้กัน”
ลู่หยางพยักหน้าตอบรับจากไปอย่างรวดเร็ว“ ถ้าเช่นนั้นคุณชายเว่ยขอเชิญอธิบาย ”
คุณชายเว่ยที่อยู่เบื้องหน้าได้เริ่มทำการอธิบายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของคนผู้นั้นให้กับเขาได้ล่วงรู้
โดยที่คุณชายเว่ยทำการอธิบายทุกอย่างที่ตนเองร่วงหลุดออกมาทั้งหมดตั้งแต่ประวัติความเป็นมาและก็ชื่อเสียงเรียงนามของคนผู้นั้นที่เคยสร้างชื่อภายในสงคราม
และเคยสร้างความดีความชอบอันใดบ้างล้วนแล้วแต่เล่าออกมาทั้งหมด
เมื่อลองคิดดูแล้วเขาเองก็มีความรู้ที่ไม่ได้น้อยเลยสักนิดตอนแรกเห็นบอกว่ารู้จักเพียงผิวเผินแต่เมื่อยามพูดออกมาก็พูดข้อมูลออกมามากมายใช้เวลาในการเล่านับครึ่งชั่วยาม
หลังจากที่ได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของคนผู้นั้นเสร็จลู่หยางตัวของเขากลับมานั่งอยู่ในท่าทางความคิดใช้นิ้วมือของตนเองยกขึ้นมาลูบปลายคาง
เมื่อได้มองเห็นท่าทางเช่นนั้นคุณชายเว่ยรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเขาเลยทำการเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย“ เหตุใดถึงแสดงท่าทางเช่นนั้นเล่ามีเรื่องอันใดที่ท่านกำลังสงสัยเกี่ยวกับท่านแม่ทัพป๋ายอยู่งั้นรึขอรับ?”
ลู่หยางได้ยินคำถามเช่นนั้นเขาเงยใบหน้าของตนเองขึ้นมาเล็กน้อย“สรุปแล้วคนผู้นั้นก็เป็นบุตรบุญธรรมของท่านขุนนางไป๋ผู้ที่เป็นบิดาของท่านแม่ทัพใหญ่ใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ ใช่แล้วขอรับคนผู้นั้นเป็นบุตรบุญธรรมของท่านเสนาบดีไป๋เห็นแค่นี้แต่ตัวเขาเองก็มีความสามารถใช้เล่นในช่วงอายุเพียงแค่นี้สามารถอยู่ในระดับถึงไหนแม่ทัพของเมืองหลวงได้ความสามารถของเขาเองก็ถือได้ว่าเป็นยอดบุรุษเลยทีเดียว ”เว่ยเจ๋อจงทำการเอ่ยชมออกมาอย่างไม่อายปากเกี่ยวกับคนผู้นั้น
ลู่หยางจากที่ได้ยินเขาเองก็พยักหน้าตอบรับกลับไปในขณะนั้นเองแววตาของเขาก็กำลังฉายความรู้สึกบางอย่าง‘ ดวงตาเช่นนั้นตอนที่มองมาที่ข้าบอกนะว่าคนผู้นั้น ’
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้บางอย่างเป็นความลับที่คนผู้นั้นไม่ได้อยากเปิดเผยให้ผู้ใดล่วงรู้แต่สำหรับคนที่โดนจ้องมองด้วยสายตาเช่นนั้นเองก็ย่อมต้องรู้สึกอยู่แล้ว
หลังจากที่ความคิดนั้นปรากฏขึ้นภายในหัวของเขาคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างจริงจัง
จบบท