“ที่ว่าอยากให้สอนเวทมนตร์เนี่ย...... โทยะ มีความเหมาะสมเหรอ?”
“ความเหมาะสม?”
“เวทมนตร์จะถูกกำหนดด้วยความเหมาะสมที่มีติดตัวมาั้แ่เกิดน่ะค่ะ...... คนที่ไม่มีความเหมาะสมไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ค่ะ......”
งี้นี่เอง หมายความว่าไม่ใช่ความสามารถที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้สินะเอาเถอะ นั่นสินะ ถ้าใคร ๆ ก็ใช้ได้กันหมดล่ะก็ อารายธรรมเวทมนตร์จะพัฒนาไปมากกว่านี้ก็ไม่แปลก
“ความเหมาะสมสินะ......อืม แต่คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง พอดีมีคนรับประกันมาว่าถ้าเป็เ้าล่ะก็เดี๋ยวก็ใช้ได้ทันทีเลย น่ะ”
“ใครเหรอ คน ๆ นั้นน่ะ?”
“อ่า......เป็คนที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ น่ะ”
พระเ้าครับ ถ้าพูดไปแบบนั้นคงโดนสงสัยว่าสติยังดีอยู่รึเปล่าแหง ๆเงียบไว้ดีกว่า
“ไม่มีวิธีที่ทำให้รู้ว่ามีความเหมาะสมรึเปล่าบ้างเหรอ?”
พอผมถามไป ลินเซ่ก็หยิบหินที่ดูโปร่งใสหลายก้อนออกมาจากกระเป๋าเล็กหินสีแดง ฟ้า เหลือง และไร้สีกำลังเปล่งประกายราวกับกระจกขนาดก็ประมาณหนึ่งเิเได้มั้ง จะว่าไปก็เป็ของที่คล้าย ๆกับที่ติดอยู่บนคทาเงินของลินเซ่เลยแฮะ ถึงทางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าก็เถอะ
“มันคืออะไรเหรอ?”
“นี่คือหินเวท ค่ะ ใช้สำหรับขยาย สะสม และปล่อยพลังเวทออกมาสามารถใช้สิ่งนี้ตรวจสอบความเหมาะสมได้ค่ะ ถึงจะแค่คร่าว ๆ ก็เถอะ ค่ะ”
“น้ำ” คงเข้าใจได้ง่ายล่ะมั้ง.......ลินเซ่พึมพำเช่นนั้น แล้วหยิบหินโปรงใส่สีออกฟ้าๆ ขึ้นมา จากนั้นก็ถือไว้บนถ้วยชาฝรั่งที่ดื่มหมดแล้ว
“【วารีเอ๋ยจงมา】”
เมื่อลินเซ่ร่ายคำเช่นนั้น ก็มีน้ำปริมาณไม่มากไหลออกมาจากหินเวทแล้วตกลงไปใน
ถ้วยชา
“โอ้”
“นี่คือสภาพการใช้งานเวทมนตร์ ค่ะ หินเวทตอบสนองต่อพลังเวทของฉันแล้วก็สร้างน้ำออกมาน่ะค่ะ”
“แถมให้อีกหน่อย”
เอลเซ่ที่อยู่ข้าง ๆ รับหินเวทมาจากน้องสาว แล้วร่ายคาถาเหมือน ๆกัน
“【วารีเอ๋ยจงมา】”
แต่หินเวทก็ไม่แสดงการตอบสนอง ไม่มีน้ำออกมาแม้แต่หยดเดียว
“ถ้าไม่มีความเหมาะสมของน้ำก็จะเป็แบบนี้แหละเพราะงั้นฉันก็เลยใช้เวทมนตร์น้ำไม่ได้”
“เป็ฝาแฝดกันแท้ ๆ แต่เอลเซ่ใช้ไม่ได้เหรอ”
“อย่ามาพูดเื่ที่คนเขาคิดมากกันตรง ๆ แบบนี้สิยะ...... เอาเถอะช่างมันละกัน”
ซวยแล้ว เผลอหลุดปากซะได้ แต่ว่า เอลเซ่ไม่ได้โกรธอะไรจริงจังแค่รู้สึกได้ว่างอนเล็กน้อย ผมจึงโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย
“พี่ใช้เวทมนตร์เสริมความแข็งแกร่งร่างกายได้แทนการใช้เวทมนตร์น้ำไม่ได้น่ะค่ะ......ตรงกันข้าม ฉันเองก็ใช้เวทมนตร์เสริมความแข็งแกร่งร่างกายไม่ได้เพราะเวทมนตร์เสริมความแข็งแกร่งร่างกายเองก็จำเป็ต้องมีความเหมาะสม ค่ะ”
งี้นี่เอง ต้นกำเนิดพลังทำลายอันร้ายกาจนั่นก็คือสิ่งนี้เองสินะ? กำลังแปลกใจอยู่เลยว่าไปเอาพลัง
ขนาดนั้นมาจากไหนทั้งที่ดูบอบบางแท้ ๆ แต่ก็ไขปริศนาได้แล้ว
“พลังเวทน่ะ ไม่ว่าใครก็มีอยู่หรอกค่ะแต่ถ้าไม่มีความเหมาะสมก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างชำนาญ”
ทุกอย่างขึ้นกับความเหมาะสม สินะ ถ้าโดนบอกว่า ไร้พร์มันก็จบแค่นั้น แต่โลกนี้มันก็ไม่มีความเสมอภาคอยู่แล้วล่ะนะ
“แล้ว ถ้าผมทำแบบนั้นบ้างก็จะรู้สินะว่ามีความเหมาะสมรึเปล่า”
“ค่ะ ......ถือหินเอาไว้ในมือแล้วรวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ร่ายว่า【วารีเอ๋ยจงมา】นะคะ......ถ้ามีความเหมาะสมล่ะก็น่าจะมีน้ำไหลออกมา ค่ะ”
ผมรับหินเวทสีฟ้ามาจากเอลเซ่ แล้วถือหินเวทไว้้าจานเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โต๊ะเปียกตอนที่ใช้งาน
ผมรวบรวมสมาธิไปไว้ที่หินเวท แล้วร่ายคำตามที่บอกมา
“【วารีเอ๋ยจงมา】”
พริบตาต่อมา น้ำก็เอ่อล้นออกมาจากหินเวทราวกับก๊อกแตก
“เหวอ!?”
พอผมปล่อยมือจากหินเวทด้วยความใ น้ำก็หยุดทันทีแต่น้ำก็ท่วมโต๊ะ จนผ้าปูโต๊ะเปียกโชกไปด้วยซะแล้ว
“......หมายความว่าไงเนี่ย?”
ผมร้องขอคำอธิบายจากทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเพราะเหตุการณ์มันผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดแต่พี่น้องฝาแฝดกลับเบิกตากว้างด้วยความตะลึง สีหน้าของพวกเธอเหมือนกันเป๊ะจนผมเผลอหัวเราะออกมา
“......เพราะปริมาณพลังเวทของคุณโทยะเยอะเอามาก ๆ คิดว่านะคะไม่นึกเลยว่าจะมาจากหินเวทเล็กขนาดนี้กับส่วนหนึ่งของคาถา......ทั้งที่เป็ครั้งแรกแท้ ๆ แล้วก็ คุณภาพพลังเวทบริสุทธิ์จนไม่น่าเป็ไปได้ด้วย ไม่อยากเชื่อเลยค่ะ......”
“......นายน่าจะเหมาะไปทางนักเวทนะ แน่นอนเลยไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย”
มีความเหมาะสมจริง ๆ ด้วย ก็นะ เพราะพระเ้ารับประกันมานี่นายังไงก็เถอะ ปริมาณพลังเวทนี่คงเป็ผลมาจากพระเ้า......ล่ะมั้ง อาจจะนะก็ยังดีกว่าน้อยล่ะน่า ยังไงก็ตาม นั่นหมายความว่าผมสามารถใช้เวทมนตร์ได้แน่
หลังจากขอโทษที่ทำโต๊ะเปียกโชกเสร็จพวกผมก็รีบออกมาจากร้านน้ำชากัน
เนื่องจากพอกลับมาถึงโรงแรมก็เย็นมากแล้วเื่เวทมนตร์จึงเอาไว้ต่อกันพรุ่งนี้
หลังกินมื้อเย็นเสร็จก็ได้รับการสอนเขียนอ่านจากลินเซ่ที่โรงอาหารต่อเลยยังไงก็ขออนุญาตใช้โรงอาหารจากคุณมิกะเผื่อเอาไว้แล้วล่ะนะ
ขั้นแรก ลินเซ่เขียนคำศัพท์ง่าย ๆ ให้ดู ส่วนผมที่อยู่ข้าง ๆก็เขียนความหมายด้วยภาษาญี่ปุ่น
“......เป็ตัวอักษรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะคะ นี่เป็ของที่ไหนเหรอ?”
“อืม ตัวอักษรที่ถ่ายทอดกันมาแค่ในบางเขตที่จำกัดของบ้านเกิดน่ะบางทีแถว ๆ นี้คงไม่มีคนอื่นใช้นอกจากผมแล้วล่ะ”
แทนที่จะบอกว่าแถว ๆ นี้ต้องบอกว่าไม่มีคนใช้ที่โลกนี้มากกว่าล่ะนะ เหมือนรหัสลับเลยแฮะ
ถึงลินเซ่จะทำท่าประหลาดใจ แต่ยังไงก็ดูเหมือนจะยอมเข้าใจล่ะ
หลังจากนั้นก็ได้รับการสอนคำศัพท์ไปเรื่อย ๆแล้วก็แปลงแต่ละคำเป็ภาษาญี่ปุ่น เพราะลินเซ่สอนเก่งล่ะมั้งคำศัพท์ก็เลยเข้าหัวเรื่อย ๆ เลย โอ๊ะ? ตัวผม มีพลังความจำขนาดนี้เลยเหรอ หรือนี่ก็เป็ผลลัพธ์ที่ได้จากพระเ้าด้วย?
แต่ถ้าเป็แบบนั้นถ้าช่วยทำให้เขียนอ่านได้ั้แ่แรกเลยก็สบายไปแล้วแท้ ๆ เชียวก็ไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้นหรอก แต่พระเ้าเองก็คงมีความจำเป็หลาย ๆ อย่างเป็แน่ไม่ควรขอมากไปสินะ
หลังจบการเรียนเมื่อถึงเวลาอันสมควร ผมก็แยกจากลินเซ่แล้วกลับไปยังห้องของตน
ผมจดบันทึกเื่ราวของวันนี้ แล้วแอบดูข่าวสารของโลกทางโน้น หืมคน ๆ นั้นได้รับรางวัลพลเมืองดีเด่นเหรอ อยากดูหนังเื่นี้จังแฮะ
โอ๊ะ จริงด้วย ลองตรวจสอบอีเซ่นที่รู้สึกสนใจด้วยแผนที่ดีกว่า พอทำแล้วถึงได้รู้ว่าเป็ประเทศเกาะที่อยู่เลยขอบทวีปไปทางตะวันออกไกลจากที่นี่มากคล้ายกับญี่ปุ่นกระทั่งเื่นั้นเลยทีเดียว
สักวันถ้ามีโอกาสได้ไปก็อยากจะลองไปดูเหมือนกัน
คงเพราะวันนี้เหนื่อยจากการกำจัดสัตว์อสูรก็เลยรู้สึกง่วงขึ้นมาทันที ผมจึงรีบมุดขึ้นเตียงโดยไม่ต่อต้านให้เปล่าประโยชน์ราตรีสวัสดิ์ครับ คร่อก
◇ ◇ ◇