บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด ไม่มีเสียงใด ๆเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียวจากบรรดาเหล่าทหารและพลตรีมนูญแม้แต่พันเอกเสถียรที่มีสภาพย่ำแย่ตัวติดกำแพงยังมีดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา มองไปที่ไตรภพเป็จุดเดียว
“เป็ไปได้ยังไง แม้แต่หน่วยพิเศษก็ไม่สามารถทนได้”
พลตรีมนูญเอ่ยเสียงสั่นมองไตรภพที่ยังคงยืนอยู่ท่าเดิม ไม่เปลี่ยนท่าทาง รู้สึกเหมือนเห็นผีกลางวันแสก ๆภาพตรงหน้าไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้
“เหลือหมัดสุดท้าย จะได้จบเื่ราวสักที”
ไตรภพจ้องเขม็งไปทางพลตรีมนูญ ดวงตานิ่งไม่ไหวติงต่อเหตุการณ์โดยรอบหลังหมัดเพียงเท่านี้ไม่อาจจะทำให้ร่างกายของเขาาเ็ได้แม้แต่น้อย
“ฉันไม่เคยปล่อยใครให้รอดไปได้จึงตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้นมาหมัดสุดท้ายนี้ฉันขอเอาศักดิ์ศรีของกองทัพจังหวัดน่านเป็เดิมพันอย่าโทษฉันเลยเ้าหนู”
พลตรีมนูญกล่าวเสียงดังไปทั่วพื้นที่กฎนี้มีไว้สำหรับเป็ความหวังลม ๆ แล้ง ๆสำหรับผู้กระทำความผิดที่อยากจะมีหนทางรอด นอกจากขึ้นศาลทหารเท่านั้นไม่เคยมีใครในประวัติศาสตร์จริง ๆ ที่สามารถพ้นผิดจากเงื่อนไขนี้ไปได้
“ท่านนายพลจะใช้ชกสุดกำลังเ้าหนูนั่นแม้ร่างกายจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจจะต้านทานได้แน่นอน”
“ฉันเคยเห็นท่านใช้พลังหมัดชกรถถังจนขยับไปหลายเมตรร่างกายของเด็กนั่นจะทนกว่ารถถังได้อย่างไร”
“แล้วถ้าเ้าหนุ่มนั่นรับหมัดได้หละ”
“ไม่มีทาง ถ้าเ้านั่นรับหมัดได้จริง ๆ ก็…ไม่มีทางแน่นอน อย่าพูดเื่นั้นเลย”
ทหารกองร้อยพิเศษถกเถียงกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ตรงหน้าขณะนี้พลตรีมนูญยืนเกร็งพลังยุทธ์เตรียมใช้เพลงหมัดเต็มกำลังทั้งสิบส่วนเป็ขีดจำกัดของร่างกายแห่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกายระดับที่ 7ของมัน เหตุผลที่แก๊งเชิ้ตดำต้องคอยระมัดระวังตัวเวลาทำอะไรไม่ให้ประเจิดประจ้ามิใช่เกรงกลัวในอิทธิพลของภาครัฐ
แต่เป็เพราะพวกมันเกรงกลัวกองร้อยพิเศษมากกว่าโดยเฉพาะพลตรีมนูญ ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้เก่งกาจที่สุดในจังหวัด เหตุการณ์อื่น ๆหากไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของจังหวัด เขาย่อมไม่เคลื่อนไหวใด ๆด้วยเหตุนี้แก๊งเชิ้ตดำ และกลุ่มอิทธิพลอื่นจึงต้องระมัดระวังไม่ให้กองทัพจังหวัดออกมาเคลื่อนไหวนั่นเอง
“ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
ฟ้าววววววววววว
เสียงลมกระพือครอบคลุมร่างของไตรภพอันเกิดจากพลังยุทธ์เต็มสิบส่วนของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกาย ระดับที่ 7เป็พลังที่สามารถบดขยี้แม้แต่บ้านไม้ทั้งหลังได้ในกระบวนท่าเดียวเหล่าทหารกองร้อยพิเศษต่างก้าวถอยหลัง หวาดกลัวกับพลังดังกล่าว
ตุบ
คราวนี้พลตรีมนูญไม่ได้ถอนหมัดกลับไปทันทีใช้หมัดคาร่างของชายหนุ่มอยู่แบบนั้นเพื่อให้พลังของหมัดแผ่พุ่งใส่ร่างกายไตรภพอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ต่อให้คุณชกผมสักร้อยหมัด พันหมัด หรือหมื่นหมัดผลลัพธ์ก็ดังเดิม”
ปึง
ไตรภพเกร็งพลังลมปราณคุ้มครองร่างกาย ‘เทพพิทักษ์กายา’พลังลมปราณสีม่วงได้กระแทกพลตรีมนูญ ปลิวไปชนกำแพงของอาคารข้างพันเอกเสถียรพอดิบพอดี
“ผะ ผู้ฝึกยุทธ์”
พลตรีมนูญกระอักเืออกมาเล็กน้อยเป็ผลจากการสะท้อนกลับของเพลงหมัด พลตรีผู้นี้จ้องมองชายหนุ่มอย่างไม่เชื่อสายตา
“ต้องใช่แน่ ๆ พลังของผู้ฝึกยุทธ์”
เขาพยายามจะอธิบายปรากฎการณ์ตรงหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องแข็งแกร่งเท่าใดกันถึงสามารถกระแทกเขาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปรับร่างกายระดับที่ 7 ได้อย่างง่ายดายเยี่ยงนี้
“โอ้ ผู้ฝึกยุทธ์อีกแล้ว”
ไตรภพส่ายหน้าเบา ๆถอนหายใจให้กับความไม่รู้ของนายพลตรงหน้า โลกใบนี้คิดว่าการเป็ผู้ฝึกยุทธ์แล้วจะอยู่ในจุดสูงสุดของโลกอย่างไรกันนี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เป็แค่มดปลวกให้ห้วงสุริยะที่ไร้ค่าใด ๆโดยสิ้นเชิง
ทหารกองร้อยพิเศษรวมทั้งทหารประจำการต่างมองไปที่ไตรภพและนายพลมนูญหัวใจพวกมันแหลกสลาย ความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของผู้บังคับบัญชาถูกสั่นคลอนเขาพ่ายแพ้แล้ว แพ้ให้กับเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าวัยเยาว์รุ่นลูก
อึก
พลตรีมนูญประคองตนเองขึ้นมาเสื้อผ้าของฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี มันจึงถอดเสื้อวอร์มออก เผยให้เห็นกล้ามเป็มัด ๆมีร่องรอยาแจากการสู้รบ โดยบริเวณหัวไหล่มีรอยะุหลายนัด เป็แผลเป็มองแล้วรู้สึกถึงความน่าเกรงขามของร่างกาย
“ฮ่า ๆ ผู้ฝึกยุทธ์สมแล้วที่รับหมัดสิบหมัดของฉันได้”
พลตรีมนูญหัวเราะด้วยความเบิกบานจิตใจปลดเปลื้องด้วยความปลดปล่อย หากมันต้องจับเด็กหนุ่มตรงหน้าไปก็คงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่เพราะคนของมันเองที่เป็คนก่อเื่ทั้งหมดขึ้นแต่เมื่อไตรภพสามารถเงื่อนไขการพ้นผิดของมันได้ เื่ราวจึงกลับตาลปัตรเช่นนี้
“ถือว่าเื่ราวทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นฉันเป็คนรักษาคำพูดดี”
ไตรภพมองนายพลเบื้องหน้าด้วยความชื่นชมนิสัยของพลตรีมนูญนับได้ว่าเป็ลูกผู้ชาย พูดคำไหนคำนั้นทั้งยังห้าวหาญสมศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร
“แม่และน้องของผมหละ ?”
ไตรภพถามถึงช่อผกาและมะลิตัวมันเองก็ยังไม่ได้พบหน้าของพวกเธอทั้งสองคนเลยจึงเอ่ยขอความช่วยเหลือกับนายพลตรงหน้า
“พวกนายไปที่คุกทหาร แล้วนำตัวประกันมาให้เร็วที่สุด เก็บกวาดสถานที่ให้เรียบร้อย”
พลตรีมนูญออกคำสั่งแก่กองร้อยพิเศษพวกมันพยักหน้าให้แก่กันก่อนที่จะรีบดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด
“ฉันชื่อมนูญ เธอจะเรียกว่า ลุงมนูญก็ได้ดูเหมือนแม่เธออาจจะเด็กกว่าฉัน เพราะฉันก็อายุห้าสิบกว่า ๆ แล้ว”
“ครับ ผมชื่อไตรภพ”
“มานั่งคุยกันหน่อยสิ”
พลตรีมนูญเชิญไตรภพเข้าไปในอาคารอันเป็ที่ที่งานของพันเอกเสถียรโดยมีทหารติดตามเดินคุ้มกันตลอดทาง เมื่อมาถึงห้องทำงานของพันเอกเสถียรแล้ว พลตรีมนูญจึงเอ่ยกับทหารติดตาม
“พวกนายสองคนออกไปก่อนแล้วไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทุกอย่างของพันเอกเสถียรรวมถึงเื่ราวการฟ้องร้องทุกอย่างที่ฉันปล่อยผ่านมาเป็เพราะเขาและฉันเป็เพื่อนร่วมรุ่นกันมีอาจารย์สอนต่อสู้คนเดียวกัน แต่ดูเหมือนนับวันมันยิ่งเหิมเกริมเข้าไปทุกที”
“ครับท่าน”
ทหารติดตามเดินออกไปจากห้องทันทีในห้องนี้เหลือเพียงพลตรีมนูญและไตรภพเท่านั้นซึ่งพลตรีมนูญได้รินน้ำให้กับไตรภพที่นั่งอยู่บนโซฟา
“ดื่มน้ำก่อนสิ ไตรภพ”
“ครับ”
ไตรภพหยิบน้ำมาดื่มด้วยความกระหาย เป็เวลาหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มรีบร้อนมายังที่แห่งนี้ด้วยความแค้นเคืองและกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของช่อผกาและมะลิ
“ไตรภพ ฉันมีเื่อยากจะถามเธอขอให้เธอตอบตามความจริงด้วย”
“ได้ครับ ถ้าตอบได้ผมจะตอบ”
“พลังยุทธ์ของเธออยู่ในขั้นปรับร่างกายระดับที่เท่าไหร่กันแน่”
พลตรีมนูญถามในสิ่งที่เขาสงสัยออกมาทันทีเมื่อนึกถึงหมัดสุดท้ายที่ชกเต็มกำลังยังไม่อาจจะระคายิัของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ มันจึงเป็สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ
ถ้าหากถามว่าความแข็งแกร่งขั้นปรับร่างกายระดับที่7อย่างอยู่สูงที่สุดของประเทศหรือไม่ เขามักจะตอบด้วยความหัวร่อในโชคชะตาและพลังฝีมือในบรรดาผู้บังคับบัญชาการทหารจังหวัดของภาคเหนือ ถือว่าระดับของเขาอ่อนที่สุดไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับผู้บังคับบัญชาการทหารของกรุงเทพมหานครเลยมีคำร่ำลือว่าพวกเขาเ่าั้เป็ัที่เห็นหัวแต่มิเห็นหาง แม้แต่ผู้บัญชาการทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในภาคเหนือยังพ่ายแพ้ด้วยกระบวนท่าเดียว
“ผมไม่ได้อยู่ในระดับขั้นปรับร่างกาย”
“ว่าอะไรนะ !!!”
พลตรีมนูญเผลออุทานออกมามันมองไตรภพอย่างไม่เชื่อถือคำพูดของชายหนุ่มจะเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่ได้เป็ผู้ฝึกยุทธ์
“อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย ไตรภพเธอเป็ผู้ฝึกยุทธ์แน่นอน ไม่อย่างนั้นจะรับหมัดของฉันทั้งยังกระแทกฉันจนปลิวแบบนั้นได้ยังไง”
ไตรภพไม่ได้ตอบคำถามของนายพลเบื้องหน้าเพราะมันรู้ดีว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงก่อนที่จะลุกขึ้นยืนหันจ้องไปที่นายพลมนูญ
“เฮ้ย”
นายพลมนูญอุทานเสียงหลัง ตัวของมันค่อย ๆลอยขึ้นตามแรงมือของไตรภพ ชายหนุ่มไม่ได้จับไปที่คอหรือตัวของมันเลยเพียงเหยียดมือขวาขึ้นสุดแขนชี้ไปทางมันเท่านั้น
ผลัก
ร่างกายที่ถูกยกขึ้นไปสูงกว่าสามเมตรจากพื้นเกือบจะติดเพดานผนังห้อง ยังดีที่เพดานนั้นสูงโปร่ง เพียงไตรภพปล่อยพลังร่างของพลตรีมนูญก็หล่นล่วงลงมาที่โซฟาพอดิบพอดี
เปรี้ยง
ไตรภพกวาดมือขึ้นแผ่พุ่งพลังไปยังรูปภาพของพันเอกเสถียรที่วางเรียงรายอยู่ในตู้ทั้งรูปภาพ ถ้วยรางวัล ถ้วยเกียรติยศต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในตู้ห้าชั้นมีของมากกว่าร้อยชิ้น แตกกระจาย ไม่เหลือเค้าเดิม
“นะ นี่”
ชายหนุ่มยังไม่หยุดอยู่แค่นี้แผ่พุ่งพลังลมปราณไปที่โต๊ะทำงานและเก้าอี้ของพันเอกเสถียรในห้างพลังสีม่วงพุ่งไปที่โต๊ะทันที
เปรี้ยง
โต๊ะ เก้าอี้ของที่วางอยู่แตกกระจายจนแทบจะไม่เห็นเศษฝุ่นใด ๆตอนนี้ภายในห้องเต็มไปด้วยเศษซากเสมือนมีการสู้รบอยู่ในห้องทำงานแห่งนี้อย่างเอาเป็เอาตายมาก่อน
“ที่นี่คุณเข้าใจแล้วหรือยัง ว่าทำไมผมถึงบอกว่าผมไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์”
พลตรีมนูญผงกศีรษะรัว ๆ อย่างไม่รู้ตัวร่างกายของมันเย็นเฉียบ เหงื่อเม็ดโป้งไหลออกจากหน้าผาก เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้มันขวัญผวายิ่งกว่าตอนรบกับข้าศึกที่ชายแดน
“ฉะ ฉันมีเื่ขอร้อง”
“ขอร้อง ?”
ไตรภพซึ่งขณะนี้ได้นั่งลงบนโซฟาตามเดิมจ้องมองนายพลตรงหน้าด้วยความสงสัย พลตรีมนูญมีเื่อะไรที่จะมาขอร้องเด็กอย่างเขา
“ฉะ ฉันอยากจะให้เธอมาเป็ครูฝึกหน่วยพิเศษในตำแหน่งของที่ปรึกษากองทัพ”
พลตรีมนูญรวบรวมความกล้าชักชวนไตรภพทันทีด้วยพลังฝีมือของชายหนุ่ม การที่ให้ไตรภพมาเป็ครูฝึกหน่วยพิเศษทั้งหนึ่งร้อยคนย่อมเป็การติดปีกให้กับพยัคฆ์ กองทัพของจังหวัดน่านจะเกรียงไกรเหนือกว่ากองทัพใดในภาคเหนือ
“ผมขอปฏิเสธ !”
“ปฏิเสธ ? เดี๋ยวก่อน ฟังที่ฉันพูดก่อน”
ที่ไตรภพรีบปฏิเสธไปเนื่องจากชายหนุ่มไม่้าที่จะเป็ทหารหากเป็ครูฝึกทหาร หรือ ที่ปรึกษากองทัพ คงต้องเข้าประจำการ ทำงานในเวลาราชการซึ่งชายหนุ่มไม่อยากจะมีชีวิตแบบนั้น
“ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ตำแหน่งที่ปรึกษากองทัพเป็ตำแหน่งที่ผู้บัญชาการทหารของจังหวัดมีสิทธิตั้งขึ้นโดยอิสระมีอัตรายศพันเอกพิเศษ ไม่ต้องขึ้นตรงกับใครยกเว้นฉันคนเดียวนอกจากนี้ยังได้รับเงินเดือนจากกองทัพเดือนละหนึ่งแสนบาททั้งยังไม่ต้องทำงานทุกวัน”
“แต่ผมยังเรียนอยู่”
“ฉันเพียงแค่ขอให้เธอมาช่วยฝึกที่ค่ายแห่งนี้เดือนละ2วันเท่านั้น แค่สองวัน ได้รึไม่!!!”