เฉินจิ้งเจียที่เมื่อครู่ตาแทบปิดรอมร่อได้ยินเสียงตอบของหนานจือก็อดที่จะหัวเราะออกมาเสียมิได้ “หนานจือ เจ้า เจ้าล้อข้าเล่นหรือ?”
หนานจือยังไม่เข้าใจก็ยู่หน้าจะร้องไห้ “คุณหนู บ่าวไม่ดีตรงไหนหรือเจ้าคะ? ท่านโปรดบอกมา บ่าวจะปรับปรุงแน่นอน ขอร้องท่านอย่าให้บ่าวไปเลยนะเจ้าคะอย่าให้บ่าวแต่งงานเลย บ่าวสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ...”
นางพูดพลางทรุดตัวคุกเข่าลงข้างเตียง
เพราะนางเอาเรื่องที่คุณหนูสั่งไว้ไปบอกท่านโหวและคุณชายใหญ่เป็นแน่คุณหนูถึงได้โกรธขึ้นแล้ว
หากรู้ตั้งแต่แรกนางคงไปปรึกษาพี่หญิงใหญ่ด้วยตัวเองเงียบๆ ไม่ต้องไปหาคุณชายใหญ่เลยด้วยซ้ำ!
“หนานจือ? เจ้าได้ฟังที่ข้าพูดหรือไม่?” เฉินจิ้งเจียพูดมาครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวของหนานจือแม้แต่น้อย จึงหยัดกายนั่งมองเห็นหนูน้อยก้มหน้าก้มตาไม่รู้คิดอะไรอยู่
หนานจือเงยหน้ามองเฉินจิ้งเจียที่นั่งบนเตียงทันใดริมฝีปากเบะออก เกือบร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“หนานจือข้าแค่บอกว่าอยากเพิ่มเด็กรับใช้อีกสักคนมาช่วยปรนนิบัติข้าเท่านั้นเจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว” เฉินจิ้งเจียมองหนูน้อยที่นั่งคุกเข่าข้างเตียงแววขำขันจากหางตาปกปิดไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เองหนานจือถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก “คุณหนูมิได้ไล่ข้าไปก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
นางยืนขึ้นมองเฉินจิ้งเจีย“กระนั้นคุณหนูเจ้าคะ ไฉนท่านถึงคิดอยากได้สาวใช้อีกคนเล่าเจ้าคะ? หรือว่าหนานจือปรนนิบัติท่านไม่ดีเจ้าคะ?”
ครั้นเห็นนางคลับคล้ายจะร้องไห้อีกครั้งเฉินจิ้งเจียรีบส่ายหน้าโดยพลัน “ไม่ใช่แบบนั้นเพียงแต่ธุระที่ข้าต้องทำหลังจากนี้มีมากขึ้น เจ้าคนเดียวคงช่วยไม่ไหวเป็นแน่”
“อ้อคุณหนูไม่ไล่ข้าไปก็พอแล้วเจ้าค่ะ” หนานจือเองมิได้มีความคิดอื่นเช่นกันเพียงกังวลว่าตนจะถูกเฉินจิ้งเจียส่งออกไปเท่านั้น
นางเอ่ยพลางพยุงเฉินจิ้งเจียให้นอนลงช่วยนางห่มผ้าให้เสร็จสรรพ จากนั้นจึงนั่งบนเก้าอี้ปักลายคอยเฝ้ายามราตรี
อันที่จริงก่อนหน้านี้นางไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้ากลางคืนเพียงแต่เมื่อครู่คุณหนูพูดเช่นนี้ออกมาได้แสดงว่านางยังปรนนิบัติรับผิดชอบหน้าที่ได้ไม่ดีพอนางจำต้องพยายามมากยิ่งขึ้นถึงจะถูก
“หนานจือเจ้ากลับไปนอนเถิด”
“คุณหนูข้ายังไม่ง่วงเจ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปดูเรือนรอบข้าง หากไม่มีใครจองไว้ เช่นนั้นพวกเราก็ชิงจองก่อนถึงเวลานั้นพี่หญิงใหญ่มาถึงก็จะได้มีที่พัก”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
หนานจือหาวหวอดเอนตัวหลับไปบนโครงเตียงทั้งอย่างนั้น
เฉินจิ้งเจียตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ไปเจรจากับภิกษุของวัดเรื่องเรือนพักข้างเรือนนาง ขณะอารมณ์ดียิ่งกลับเจอเฉินจิ้งโหรวเดินเข้ามา
เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียหน้าตาไม่สู้ดีของเฉินจิ้งโหรวแต่เดิมพลันย่ำแย่ขึ้นทันตา
ซีหร่านนับว่ามีมารยาทยิ่งตรงไปหาเฉินจิ้งเจียแล้วทำความเคารพหากแต่เฉินจิ้งโหรวกลับมองไปยังเฉินจิ้งเจียด้วยสายตาสุมแค้นเกลียดเสียจนอยากทำให้เฉินจิ้งเจียตายไปเสียตอนนี้
“น้องโหรวเอ๋อร์อาการบาดเจ็บบนหน้าเจ้าดีขึ้นหรือยัง” เฉินจิ้งเจียเอ่ยถามด้วยสีหน้ารู้สึกผิด“ต้องโทษข้า ที่ลงมือไม่ยั้งเบายั้งหนัก หลังเรื่องราวผ่านพ้นไปจึงได้สติกลับมาเพียงอยากให้เจ้ารู้ความผิดเท่านั้น มิตั้งใจลงมือให้หนักขนาดนี้น้องหญิงคงเจ็บหน้าสินะ?”
หนานจือที่ยืนด้านหลังเฉินจิ้งเจียแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่อะไรเรียกว่าฆ่าคนแทงหัวใจ อะไรเรียกสาดเกลือลงบาดแผลนั้นในที่สุดวันนี้นางก็ได้เห็นแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่คุณหนูตนบอกว่า“น้องหญิงคงเจ็บหน้าสินะ?” นั้นเรียกได้ว่าล้ำเลิศไปเลย!
ในเมื่อนางเข้าใจเฉินจิ้งโหรวก็ย่อมเข้าใจเช่นกัน ท่าทีแข็งทื่อทันตามองเฉินจิ้งเจียอย่างไม่เชื่อสายตาราวกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินจิ้งเจียถึงพูดเช่นนี้กับนาง
“ไยน้องโหรวเอ๋อร์ถึงมองข้าเช่นนี้?” เฉินจิ้งเจียพูดต่อ “แม้จะบอกว่าข้าลงมือหนักไปแต่น้องหญิงพ่นวาจาเช่นนั้นออกมา คงโทษข้าที่ลงมือไม่ได้ หากคนนอกรู้เข้าพวกเขาจะมองน้องหญิงเช่นไร? ข้าทำไปเพื่อน้องหญิงทั้งนั้นจากนี้อย่าได้เอ่ยวาจาพล่อยๆ อีกเล่า”
เฉินจิ้งโหรวกริ้วโกรธจนอกกระเพื่อมด้วยแรงโทสะทว่ากลับถูกเฉินจิ้งเจียตอกหน้าหงายจนพูดไม่ออก
เป็นอย่างที่คิดเฉินจิ้งโหรวที่ยังไม่ทันโตดี จึงไม่หวาดกลัวพอ
เฉินจิ้งเจียส่ายหน้าอย่างปลดปลงแกล้งนางช่างไม่สนุกเอาเสียเลย “น้องโหรวเอ๋อร์ยังต้องพักอยู่ในห้องเกรงว่าหน้าของเจ้าคงต้องลมมิได้ หากทิ้งรอยเอาไว้คงแย่ทีเดียว”
นางเอ่ยจบก็เดินผ่านหน้าเฉินจิ้งโหรวไป
ครั้นเห็นแผ่นหลังเฉินจิ้งเจียเฉินจิ้งโหรวกำหมัดแน่นจนเจ็บมือทว่านั่นยังเทียบไม่ได้กับความเจ็บใจที่ความอัปยศสร้างขึ้นในยามนี้
เฉินจิ้งเจียเจ้าคอยดูเถอะ!
เดินจากมาได้สักระยะหนึ่งหนานจือหันหน้ากลับ ดูกระทั่งมั่นใจว่าไม่เห็นพวกเฉินจิ้งโหรวแล้วถึงได้ระเบิดหัวเราะออกมา “คุณหนูคำพูดคำจาท่านเมื่อครู่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
แค่นี้เรียกยอดเยี่ยมที่สุดแล้วหรือ? ฉินจิ้งเจียหยัดยิ้ม “จากนี้เป็นโอกาสดูละครของเจ้า!”
เฉินจิ้งโหรวการแข่งของเราเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องรีบร้อนพวกเราค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า
กระทั่งมื้อเที่ยงมาถึงคนที่ส่งไปสืบข่าวในจวนอัครเสนาบดีจึงกลับมาบอกว่าฮูหยินของอัครเสนาบดีและพี่หญิงใหญ่ออกเดินทางแล้วประมาณพลบค่ำน่าจะเดินทางมาถึง
จ้าวอี๋เหนียงได้ยินจึงเอ่ยปากทันใด“เช่นนั้นข้าจะไปถามเหล่าพระอาจารย์ดูให้ว่ามีเรือนพักเหลืออยู่หรือไม่หากยังเหลือจะส่งคนไปเก็บกวาด”
นางพูดจบก็หันมองแม่นมซุน“แม่นมส่งคนไปเลือกคนมาเพิ่มอีกสักสองสามคนหากต้องเก็บกวาดจริงจะได้ไม่เสียเวลามาก”
จ้าวอี๋เหนียงเป็นเช่นนี้เสมอมามักชอบช่วยคนอื่นคิด กระทำการใดล้วนมีแผนการอย่างดีนั่นทำให้ซูเหยาที่เป็นฮูหยินของป๋อชางโหวยอมให้นางช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ ในจวน
ทว่าเมื่อผ่านเรื่องราวจากภพชาติหนึ่งมาแล้วมีหรือที่เฉินจิ้งเจียจะยอมให้โอกาสอี๋เหนียงเอาหน้า?
“ไม่ต้องรบกวนถึงมืออี๋เหนียงหรอกเรือนพักข้าจองไว้แล้ว ทั้งยังขอยืมแรงเหล่าเณรน้อยช่วยทำความสะอาดแล้วประเดี๋ยวรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จจะไปดูว่าต้องเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่จากนั้นค่อยให้หนานจือนำส่งจดหมายให้พี่หญิงใหญ่ให้พวกเขาลงรถม้าที่ตีนเขาแล้วขึ้นเขามาก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินจิ้งเจียบอกเน้นย้ำอย่างมีระบบระเบียบก่อนเงยหน้ามองป๋อชางโหว “เช่นนี้ถึงจะเรียกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันหากอะไรต่างๆ ล้วนจัดแจงอย่างเหมาะสมเกินไปเกรงว่าพี่หญิงใหญ่ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นแน่”
“ฮ่าฮ่าฮ่าถูกถูกถูก เจียเอ๋อร์ของข้าโตแล้ว รู้จักแบ่งเบาภาระพ่อได้แล้ว!”
ป๋อชางโหวดีอกดีใจเต็มประดาในที่สุดลูกสาวของตนก็เติบโตจนรู้เรื่องแล้ว
เขาดีใจทว่าจ้าวอี๋เหนียงหาได้ดีใจไม่ไฉนนางจึงนึกไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วเฉินจิ้งเจียก็มีความคิดเช่นนี้ด้วยสามารถตื่นเช้ามาช่วยตระเตรียมธุระให้จวนอัครเสนาบดีได้
ก่อนหน้านี้ก็เห็นว่าทำให้นางห่างเหินกับจวนอัครเสนาบดีได้หลายส่วนแล้วไฉนนางในยามนี้กลับดูเหมือนพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันส่วนตนเป็นส่วนเกินคนนอกเสียได้?
เมื่อเห็นท่าทีของนางเฉินจิ้งเจียจึงเผยยิ้ม “ดูเหมือนอี๋เหนียงไม่ค่อยดีใจเท่าไรเลยนะเจ้าคะ?”
นางไม่ดีใจแต่มิอาจแสดงออกได้
จ้าวอี๋เหนียงฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก“คุณหนูใหญ่พูดไปถึงไหนแล้ว ข้าแค่ไม่คาดคิดว่าคุณหนูใหญ่จะคิดได้รอบคอบยิ่งคงต้องโทษข้า หากร่างกายข้าแข็งแรง ไหนเลยจะต้องให้คุณหนูใหญ่ทำงานหนักเช่นนี้”