ตอนที่ 6 แนะนำ (2)
มู่ชิวในชาติก่อนไม่ได้บอกเขาเื่นี้ อาจไม่ใช่เพราะไม่กล้าพูด แต่เป็เพราะพูดไม่ได้ ที่มู่ชิวไม่บอกเขาก็ใช่ว่าเพื่อปกป้องตัวเอง แต่เพราะกังวลว่าเขาจะอาละวาดขึ้นมา โมโหใส่โดยไม่ฟังเหตุผลต่างหาก ต่อให้มู่ชิวเก่งกาจเพียงใดก็ไร้เรี่ยวแรงจะปกป้องเขาได้อีกต่อไป
เมื่อเป็เช่นนี้ ไม่รู้ว่าระหว่างเขากับซ่งจื่อเซวียน ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่ากัน อย่างไรเสียคนที่ทำร้ายมู่ชิว ทำให้คนผู้นี้ต้องพิษ และถึงขั้นจบชีวิตในท้ายที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาก็ล้วนเป็เขา
“ท่านอ๋อง...”
คนข้างกายเรียกด้วยเสียงอันแ่เบา แววตาเจือไปด้วยความเป็ห่วงไม่สบายใจ ซ่งจื่อเฉินรีบส่ายหน้าให้เขา พยายามยกมุมปากให้สีหน้าผ่อนคลาย แต่ก็ยังคงอดยกมือดึงอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมอกไม่ได้ กอดแน่นโดยไม่ปล่อยให้พูด “ต่อไป...ไม่ว่าเ้าพูดอะไรข้าจะเชื่อเ้า อย่าแบกไว้คนเดียว บอกข้า พวกเราแบกรับไปด้วยกัน ดีหรือไม่”
มู่ชิวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ถึงแม้สีหน้ายังคงฉงน ทว่ากลับยิ้มจนดวงตาโค้ง ก่อนพยักหน้าเบาๆ “พ่ะย่ะค่ะ ต่อไปไม่ว่ามีอะไร กระหม่อมจะทูลท่านอ๋องตามตรง”
“ข้ารู้ว่าซ่งจื่อเซวียนกำลังจับตาดูข้า ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ข้าไม่ไว้ใจเขานานแล้ว ก็แค่เล่นละครตบตา รับมือไปตามสถานการณ์...”
เมื่อได้รู้ความลับนี้ ซ่งจื่อเฉินก็ไม่ปิดบังความคิดตัวเองกับมู่ชิวอีกต่อไป โอบเขามานั่งด้วยกันอย่างจริงจัง พูดสิ่งที่คิดไว้ใน่หลายวันนี้ออกมา “ดังนั้นมีเื่อะไรก็บอกข้าได้ สิ่งที่เ้ารู้ข้าอาจจะยังไม่รู้ สิ่งที่ข้ารู้ก็ใช่ว่าเ้าจะเข้าใจทั้งหมด พวกเรามาทำให้เื่ชัดเจนด้วยกันถึงจะรับมือกับแผนของเขาได้”
“ท่านอ๋อง รู้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวพูดด้วยความรู้สึกใ เดิมทีเขาคิดว่าท่านอ๋องของเขาอย่างมากสุดก็แค่เกิดความระแวงซ่งจื่อเซวียนเท่านั้น กลับไม่คิดว่าท่าทีของซ่งจื่อเฉินจะชัดเจนถึงเพียงนี้ จึงอดรู้สึกโล่งอกไม่ได้ ฉีกยิ้มพลางพูด “ดูท่าท่านอ๋องจะรู้จักเดาใจคนแล้ว ก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ...”
ซ่งจื่อเฉินอดหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้ ขานรับกลบเกลื่อนแล้วปล่อยคนที่อยู่ในอ้อมกอด จากนั้นถึงนั่งตัวตรง “แต่ว่า ข้าก็ยังคงไม่เข้าใจ เป้าหมายของเขาไม่มีเหตุผลที่จะเป็พระชายา อะไรกันที่ทำให้เขาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ้าลงมือกับเด็กที่ยังไม่ลืมตาดูโลกอย่างนั้นรึ”
“่หลายวันมานี้กระหม่อมก็กำลังคิดเื่นี้ แต่ก็ยังคงไม่ได้ความอะไร ทำได้เพียงคาดเดาไปเอง เป็ไปได้หรือไม่ว่าตอนที่ท่านอ๋องสามอยู่กับฝ่าาจะได้ยินอะไรมา...” มู่ชิวครุ่นคิดพลางพูดเสียงเบา น้ำเสียงเจือไปด้วยความไม่แน่ใจ “อย่างเช่น ประมาณว่าโอรสแห่ง์ องค์ชายที่มีพระราชนัดดาได้ก่อนเป็ผู้มีบุญญาธิการ วันนี้ที่ท่านอ๋องประชุมราชสำนักราบรื่นก็เป็ข้อพิสูจน์ได้ไม่มากก็น้อย พระอารมณ์ของฝ่าา เกรงว่าส่วนใหญ่จะดีขึ้นเพราะพระราชนัดดานะพ่ะย่ะค่ะ”
“เพื่อสิ่งงมงายพวกนี้ก็สามารถโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ” ซ่งจื่อเฉินแสยะยิ้ม ส่ายหน้าเล็กน้อย “เกรงว่าคงเห็นข้าขัดหูขัดตานานแล้ว กลัวว่าข้าจะมีโอกาสได้โดดเด่น จึงอยากเหยียบข้าให้จมดินเสียเต็มประดา...จริงสิ หากว่ากันตามเหตุผล ข้าไปออกศึก เสด็จพ่อจะต้องมอบหมายงานขนส่งเสบียงให้เขาอย่างแน่นอน เ้าว่า เขาจะฉวยโอกาสนี้เล่นตุกติกอะไรหรือไม่”
“ท่านอ๋องวางใจเื่นี้ได้” มู่ชิวยิ้ม น้ำเสียงเจือไปด้วยความมั่นใจอย่างอ่อนโยน “ฝ่าาให้ความสำคัญเื่ความสัมพันธ์ในหมู่เชื้อพระวงศ์และความผูกพันของพี่น้องเป็ที่สุด ท่านอ๋องสามที่เชี่ยวชาญเื่การเดาพระทัยของฝ่าาไม่มีทางไม่รู้ในจุดนี้ ดังนั้นจะต้องทำอย่างสุดความสามารถในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนจับตามองอย่างแน่นอน ต่อให้คาดการณ์ในทางเลวร้ายที่สุด หากท่านอ๋องสามถูกเหตุผลอะไรก็ตามบีบคั้น แม้แต่เสบียงกองทัพก็ยังคิดเล่นตุกติกกับท่านอ๋อง ทำให้เื่ทางการทหารล่าช้า ท่านอ๋องก็สามารถใช้โอกาสนี้ไปคร่ำครวญต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าาได้ ฝ่าาเลี้ยงดูซื่อจื่อแทนท่านอ๋อง ในใจย่อมรู้ดีว่าท่านอ๋องเพิ่งสูญเสียพระชายาก็ต้องไปออกรบโดยไม่สนใจการไว้ทุกข์กับโอรสในจวน เดิมทีก็เห็นพระทัยท่านอ๋องอยู่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นก็ใช่ว่าจะเป็เื่ร้ายนะพ่ะย่ะค่ะ”
สมัยเด็กมู่ชิวก็วิเคราะห์ผลดีผลเสียของแต่ละเื่ให้เขาฟังอย่างอดทนเช่นนี้ ซ่งจื่อเฉินนั่งตัวตรงฟังแล้วก็พยักหน้าเรื่อยๆ ผ่านไปสักพักทันใดนั้นถึงคิดได้ว่าตัวเองตายมาแล้วหนึ่งครั้งยังมองไม่ทะลุปรุโปร่งเท่ามู่ชิว ใบหน้าจึงแดงขึ้นอย่างอดไม่ได้ ยกมือจับข้อมือของคนตรงหน้า “มู่ชิว เ้าเดาใจคนเก่งยิ่งกว่าข้า...วันหน้าต้องสอนข้าบ้างถึงจะถูก”
“ท่านอ๋องมีพระทัยอยากเรียนเป็เื่ดี เื่แบบนี้จะรีบร้อนไม่ได้ ฝึกฝนบ่อยครั้งก็จะก้าวหน้าพ่ะย่ะค่ะ” มู่ชิวผุดรอยยิ้ม ตบหลังมือของซ่งจื่อเฉินเบาๆ คล้ายกำลังปลอบโยน “นี่ก็ดึกมากแล้ว ทรงพักผ่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ กองทัพจะออกเดินทางในอีกสามวัน สิ่งที่ควรเตรียมยังมีอีกมาก เช้าวันพรุ่งเกรงว่าจะเริ่มยุ่งแล้ว”