ในดินแดนที่งดงามประหนึ่งสรวง์ซึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นจากความฝันของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน
โลกแห่งการฝึกตนนี้เป็ภาพสะท้อนของความปรารถนาอันเร้นลับที่สุดในใจของผู้คน
สายลมที่พัดผ่านยอดเขาอันสูงชันเต็มไปด้วยพลังปราณที่ไหลเวียน แฝงไว้ด้วยอานุภาพอันหาที่เปรียบมิได้
ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลเปล่งแสงสีทองนวลเรืองรองราวกับอำพันบริสุทธิ์ เส้นทางแห่งปราณเซียนที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุดลอยละล่องอยู่เบื้องบนประหนึ่งริ้วแพรไหมแห่ง์ ส่องแสงระยิบระยับราวดาวหางที่ไม่มีวันดับสูญ
เหล่าผู้ฝึกตนในดินแดนนี้มิได้ใช้ชีวิตประหนึ่งผู้เยี่ยงชนทั่วไป แต่ละคนต่างดำเนินชีวิตดั่งนักบรรพชนผู้มุ่งสู่จุดสูงสุดของความรู้แจ้ง
พวกเขาเลือกที่จะเดินบนเส้นทางอันเปี่ยมด้วยขวากหนามเพื่อไขว่คว้าสู่สัจธรรมอันแท้จริงของสรรพสิ่ง
ไม่มีคำว่าหยุดนิ่งในโลกของผู้ฝึกปราณ ความพยายามที่ทุ่มเททุกหยาดเหงื่อและหยดเื ล้วนแต่หลอมรวมเป็พลังที่ไร้ขอบเขต
พลังนั้นไม่เพียงทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างหาขอบเขตมิได้
หากยังเปลี่ยนให้กลายเป็ผู้ที่สามารถชี้ชะตาฟ้าดิน บงการธรรมชาติ และควบคุมทุกสรรพสิ่งในจักรวาลได้ดั่งใจนึก
ในดินแดนที่กว้างใหญ่เกินจะประมาณค่านี้ แผ่นดินแต่ละหย่อมไม่ใช่เพียงผืนดินธรรมดา แต่คืออาณาเขตแห่งตำนานที่เต็มไปด้วยพงศาวดารและประวัติศาสตร์นับหมื่นๆปี ทุกก้าวย่างในโลกนี้แฝงไว้ด้วยจิติญญาแห่งผู้บำเพ็ญเพียรในอดีตที่กลายเป็เถ้าธุลีไปแล้ว
เสียงของสายลมที่พัดผ่านกลีบดอกไม้ซึ่งไม่มีวันโรย ราวกับกำลังขับขานบทกวีแห่งความมุ่งมั่นอันเป็นิรันดร์ ผู้ที่เคยล้มเหลว ผู้ที่เคยสิ้นหวัง ผู้ที่เคยร่วงหล่นจากยอดเขาแห่งความสำเร็จ ทุกคนล้วนฝากไว้ซึ่งจิตอธิษฐานเพื่อให้ผู้รุ่นหลังก้าวผ่านสิ่งที่ตนไม่อาจทำได้
เส้นทางแห่งการฝึกปราณจึงมิใช่เพียงการไล่ล่าความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่คือการหลอมรวมระหว่างร่างกาย ิญญา และเจตจำนงให้เป็หนึ่งเดียว การเดินทางของผู้ฝึกตนไม่เคยสิ้นสุด ทุกครั้งที่พวกเขาทะลวงระดับใหม่ได้สำเร็จ
นั่นย่อมหมายถึงประตูบานใหม่ของสรรพธรรมที่เปิดออก เส้นทางแห่ง์นั้นสูงส่งเกินคณานับ แต่สำหรับผู้ที่กล้าเผชิญกับฟ้าดินด้วยหัวใจอันมุ่งมั่น พวกเขาย่อมสามารถแหวกม่านเมฆและทะลวงผ่านทุกอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงแสงแห่งอริยะ
ท่ามกลางความงดงามและความสงบของดินแดนนี้ กลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่โหดร้ายที่สุด
โลกนี้เคารพเพียงพลังอำนาจเท่านั้น ไม่มีใครถามหาความเมตตา ไม่มีใครแสวงหาความยุติธรรมในสนามรบ
ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ชี้นำ ผู้ที่อ่อนแอจะถูกเหยียบย่ำโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอความเมตตา แม้แต่สัตว์อสูรแห่งป่าอันยิ่งใหญ่ยังต้องคุกเข่าต่อหน้าผู้ฝึกตนระดับสูงสุด ผู้ที่สามารถควบคุมพลังของสรรพสิ่งได้ในเพียงปลายนิ้วัั
ในสังคมแห่งนี้ สถานะของบุคคลถูกตัดสินจากระดับพลังที่ตนมี ไม่มีตำแหน่งใดที่คงอยู่ได้หากไร้พลังจะปกป้องมัน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันจึงเปราะบางราวเส้นใยแมงมุม ความซื่อสัตย์อาจถูกขายทิ้งเพื่อแลกกับวัตถุดิบหายากเลอค่า
ความรักสามารถแหลกสลายเพียงเพราะอีกฝ่ายทะลวงระดับได้สูงกว่า ผู้ที่้าจะยืนหยัดในยุคแห่งการฝึกปราณนี้จำเป็ต้องแข็งแกร่งทั้งร่างกายและหัวใจ เพราะหากจิตใจอ่อนแอเพียงเสี้ยววินาที มันย่อมกลายเป็จุดจบของเส้นทางอันสูงส่งนี้
ทั้งหมดล้วนสอดประสานกันเป็บทเพลงแห่งโลกการฝึกปราณที่ไม่มีวันจบสิ้น ผู้ใดก็ตามที่กล้าก้าวสู่เส้นทางนี้ย่อมต้องยอมรับชะตากรรมของการอยู่เหนือคนธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องอยู่ในโลกที่ไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนแท้สักคน
ถึงกระนั้น ความหวังยังคงส่องสว่างอยู่ในใจของผู้ฝึกตนทุกผู้คน แม้จะยากลำบาก แม้จะต้องเผชิญกับความทรมานและการสูญเสีย
แต่ก็ไม่มีใครถอยหลังกลับ พวกเขายังคงเดินหน้าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า มองขึ้นไปยังฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวและตั้งคำถามกับตัวเองว่าตนจะสามารถเป็หนึ่งในนั้นได้หรือไม่ หนึ่งในตำนาน หนึ่งในเทพเซียนที่จารึกชื่อไว้เหนือสรรพสิ่ง
—
ย้อนกลับมายังทวีป์ซึ่งเต็มไปด้วยเขตแดนลี้ลับและมิติโบราณอันไร้ที่สิ้นสุด
ภูมิภาคอันเงียบสงบแห่งหนึ่งได้ทอดตัวอย่างโดดเดี่ยวอยู่ใต้เงาเทือกเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกตลอดทั้งปี พื้นดินโดยรอบยังคงเขียวขจีด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิดที่เติบโตอย่างอิสระโดยไม่ถูกรบกวนจากโลกภายนอก
และที่เชิงเขานั้นเอง คือสถานที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ไม่มีตราสัญลักษณ์ของนิกายหรือราชวงศ์ใดมาติดประกาศอ้างสิทธิ์เหนือผืนดินอันเงียบงันนี้ ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ดั่งจังหวะของธรรมชาติที่ไม่เคยเร่งรีบหรือรีบร้อน
หมู่บ้านแห่งนี้เป็ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านราวสี่ร้อยถึงห้าร้อยชีวิต พวกเขาเป็เพียงปุถุชนที่ไม่มีจิติญญาแห่งการฝึกตนหรือพลังอันยิ่งใหญ่ให้กล่าวขาน แต่ถึงกระนั้น การใช้ชีวิตอย่างสันติในที่แห่งนี้ก็ถือเป็ความสุขอย่างหนึ่งที่หาได้ยากยิ่ง
หมู่บ้านแห่งนี้ใช้วิถีแห่งธรรมชาติเป็หลัก ยึดมั่นในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนดั่งครอบครัวเดียวกัน
พวกเขาพึ่งพาอาศัยกันอย่างจริงใจ ปราศจากเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีการ่ชิงหรือแก่งแย่ง
หนุ่มสาวออกไปหาฟืนและเก็บสมุนไพร เด็กๆวิ่งเล่นในทุ่งหญ้ากว้างขวาง ส่วนผู้าุโก็ใช้เวลานั่งจิบชาพูดคุยกันอย่างสบายใจ ความเรียบง่ายนั้นเปรียบได้กับอัญมณีที่ไม่ถูกเจียระไน แม้ไม่เปล่งประกายเจิดจ้า แต่กลับเปี่ยมด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง
ณ ลานกว้างกลางหมู่บ้านซึ่งล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปี ในขณะนั้นมีเด็กๆราวยี่สิบคนกำลังนั่งล้อมวงด้วยสีหน้าตื่นเต้นและเปี่ยมความคาดหวัง พวกเขาต่างหอบเสื่อเก่าๆมาปูนั่งและมีไม้กิ่งเล็กในมือเพื่อจดบันทึกสิ่งที่ตนได้ยิน
ชายชราในชุดคลุมฝ้ายเนื้อหยาบสีเทาเงินซึ่งดูเหมือนเป็ที่เคารพของทุกคนในหมู่บ้านนั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยท่วงท่าผ่าเผย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและสายตาที่เปี่ยมด้วยปัญญานั้น กำลังจ้องมองเหล่าเด็กน้อยด้วยแววตาอันอบอุ่น
“เ้าทั้งหลาย.. พวกเ้ายังเยาว์วัย ย่อมยังไม่เข้าใจโลกใบนี้ดีนัก!”
“แต่อย่าลืมว่าในโลกแห่งการฝึกตนนี้ พร์และศักยภาพคือเครื่องชี้วัดเส้นทางของพวกเ้า”
“ผู้ใดที่เกิดมาพร้อมเส้นชีพจริญญาบริสุทธิ์หรือกระดูกเซียนระดับสูง ย่อมสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น และหากมีโชควาสนาอีกเพียงเล็กน้อย ก็อาจได้กลายเป็ศิษย์ของผู้ยิ่งใหญ่ มุ่งหน้าสู่จุดสูงสุดของฟากฟ้าที่ไม่มีวันถึงจุดสิ้นสุด!”
เสียงของชายชราเอ่ยไปอย่างไม่รีบร้อน คล้ายถักทอเื่ราวให้เป็เส้นด้ายแห่งปัญญา
“แนวทางการฝึกปราณในทวีป์แห่งนี้ มีมากมายหลายหลากจนนับไม่ถ้วน ผู้ฝึกฝนกายาก็มี ผู้ฝึกฝนดาบ ผู้ฝึกฝนกระบี่ ผู้ควบคุมธาตุ ผู้หลอมอสูร หรือแม้แต่ผู้หลอม์ เ้าอยากเป็อะไรก็เป็ได้ หากมีความกล้าและความมุ่งมั่น...?”
แต่ก่อนที่คำพูดของชายชราผู้เฒ่าจะจบลง เสียงกรนเบาๆก็ดังแทรกขึ้นมา ดวงตาของเขาเบนไปยังมุมหนึ่งของลานกว้าง สายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงฉายวาบเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เด็กชายคนหนึ่งอายุราวสิบปี รูปร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับทายาทของเผ่าั ตากลมโตเรียวยาวปรากฏแววระโหยโรยแรง ขณะนี้เ้าตัวกำลังนั่งหลับพิงต้นไม้ใหญ่โดยไม่แยแสต่อคำพูดของชายชราเลยซักนิด
ปากยังขยับพึมพำคล้ายละเมอ ฝ่ามือหนึ่งวางไว้บนท้อง อีกข้างถือไม้จิ้มมดเล่นไปมา
“หลัวหยางเทียน!”
เสียงตวาดคำรามของชายชราดังขึ้นลั่นลาน ราวกับพายุฤดูหนาวถาโถมเข้าปะทะผืนดิน ทำให้เด็กๆทุกคนสะดุ้งเฮือกอย่างพร้อมเพรียง มีบางคนถึงกับทำไม้เขียนหลุดจากมือด้วยความใ ส่วนเ้าหลัวหยางนั้นกลับค่อยๆลืมตาขึ้นเล็กน้อย
ั์ตาสีแดงฉายแววเบื่อหน่ายเต็มเปี่ยม เขาบ่นพึมพำเสียงแ่
“ข้าเพิ่งฝันถึงไก่ย่างนะ.. แล้วทำไมต้องะโใส่ข้าด้วยเล่า..”
เด็กชายพูดจบก็ทำท่าจะหลับต่อทันทีโดยไม่สนใจเสียงฮือฮารอบข้าง
ชายชรานิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนที่คิ้วจะกระตุกอีกครา เส้นเืปูดโปนบนหน้าผาก
“กะ.. กล้าท้าทายอำนาจข้าเรอะไอ้เด็กแสบ!”
“ถ้าเป็งี้จะไม่เล่าเื่ของเทพกระบี่ให้ฟังนะ!”
ทันทีที่สิ้นประโยค เด็กคนอื่นๆก็ถึงกับทำหน้าใ เสียงะโหลายสายก็ดังขึ้นรอบลาน
“อย่านะท่านผู้าุโใหญ่! ข้าอยากฟังตำนานของเทพกระบี่อีก!”
“ใช่ๆ ท่านเคยบอกว่าท่านเห็นเทพกระบี่แหวก์ด้วยตาตัวเอง!”
“พระเ้าช่วย! เทพกระบี่คือตำนานของทวีป์เลยนะ เขาเหาะได้จริงหรือเปล่าท่านผู้าุโ?!”
“หลัวหยาง! รีบตื่นขึ้นมาเร็วเข้า เ้าชอบเื่ราวของท่านผู้นั้นไม่ใช่หรือไง!”
เสียงะโปะปนความตื่นเต้นกับความคาดหวังดังก้องจนชายชราถอนหายใจยาว ก่อนจะยกมือขึ้นปรามให้เงียบลง ดวงตาเหยี่ยวของเขายังไม่ละไปจากหลัวหยาง ผู้ที่ในสายตาของเขาอาจเป็เพียงเด็กี้เี
“เ้าชอบตำนานของมันไม่ใช่เรอะหลัวหยาง”
“คาดหวังว่าจะเป็เทพกระบี่ไม่ใช่หรือไง?”
...
เอาประเดิมไปก่อน 1 ตอน ขอจัดเรียงเนื้อหาก่อน