ภาพตรงหน้าของผมตอนนี้คือ เ้าชายและไอริสเดินคู่กันออกมาจากหลังเวที เสียงปรบมือดังทั่วห้องจัดงาน พิธีกรประกาศว่าพวกเขาคือคู่หมั้น มันทำให้ผมยืนนิ่งไม่ขยับ แต่พิธีกรไม่รอช้าประกาศเื่ต่อไป
“ข่าวใหญ่ในค่ำคืนนี้ เ้าชายเอเดน สามารถใช้ได้ถึง 5 ธาตุ ยกเว้นแค่ความมืดอย่างเดียวเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดเขาได้รับพรจาก เทพเ้าแห่งแสงเอเดรียน อีกด้วย”
ภายในห้องยิ่งเสียงดังเข้าไปใหญ่ มันผสมปนเปกันจนผมเริ่มรำคาญ ไม่ใช่ นี่มันไม่เหมือนตัวผมตอนปกติ ผมพยายามตั้งสติของตัวเอง หายใจเข้าลึกๆ ไม่เป็ไร ต้องไม่เป็ไร ทันใดนั้นเสื้อของผมถูกดึงโดยคนข้างหลัง
“ท่านไกรอัส เป็อะไรรึเปล่าคะ” มิร่ามองผมด้วยแววตาไม่สู้ดี
“ไม่เป็ไรมิร่า ฉันไม่เป็ไร”
หลังจากการประกาศของพิธีกร เ้าชายเป็คนพูดต่อเกี่ยวกับงานวันนี้และไอริส
ส่วนผมกำลังเดินออกมาข้างนอกพร้อมกับมิร่าและออลวินซ์ แม้ภายในจะไม่ได้อึดอัด แต่บรรยากาศภายนอกนั้นปลอดโปร่งกว่ามาก พวกเรายืนอยู่หน้าสวนดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ กลิ่นหอมบางๆ กระจายทั่ว รอบข้างเงียบสงบ ท้องฟ้าไม่มีเมฆบดบังทำให้เห็นดวงจันทร์อย่างชัดเจน
ตอนนี้ผมใจเย็นลงบ้างแล้ว ต้องกลับเข้าไปอวยพรให้เสร็จ จะได้กลับบ้าน ขณะกำลังหันหลังเดินกลับ ไอริสเดินมาทางผมพร้อมกับเมดของเธอ เมื่อมาหยุดตรงหน้าผม เธอเรียกผมอย่างรีบร้อน
“ท่านพี่ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ละคะ”
“ฉันไม่ถูกกับที่คนเยอะๆ น่ะ เดี๋ยวจะกลับไปอวยพรนะ ช่วยกลับเข้าไปก่อนเถอะ”
ผมพยายามจะให้เธอกลับเข้าไปในงาน เพราะไม่รู้เลยสักนิดว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้าแบบไหนอยู่ แต่เธอยังคงดึงดันจะคุยกับผม
“การอวยพรจบแล้วค่ะ ตอนนี้เป็่รื่นเริงแล้ว หนูเห็นท่านพี่เดินออกมาเลยตามมาน่ะค่ะ”
ผมต้องไม่เป็ไร
“โทษทีนะ งั้นช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเื่นี้น่ะ”
ตาของเธอเป็ประกายราวกับรอเวลาจะเล่าให้ผมฟังตั้งนานแล้ว เธอเริ่มเล่าว่า เมื่อปีก่อน เธอได้เข้าไปทำธุระในวังกับคุณเบลล่า แล้วไปเจอเด็กคนหนึ่งกำลังฝึกซ้อมอย่างตั้งใจ เขาก็คือเ้าชาย ตอนนั้นเธอยังไม่รู้จึงไปต่อว่าวิธีการฝึกของเขาว่ามันผิด ภายหลังเมื่อรู้เธอจึงไปขอโทษยกใหญ่ เ้า
ชายไม่ถือสาเธอ แถมยังช่วยอะไรเธออีกหลายๆ อย่างจนสนิทกันในที่สุด
เธอเล่าเื่ราวทั้งหมดอย่างสนุกสนาน ปากของผมยิ้มตามทุกครั้งเมื่อเห็นเธอมีความสุขแบบนี้ แต่ข้างในใจของผมพังแทบไม่เหลือชิ้นดี
“หนูน่ะทำตามที่ท่านพี่บอกเลยนะคะ ว่าให้ช่วยทุกคนจนตอนนี้… หนูเจอเ้าชายของหนูแล้วนะคะ”
รอยยิ้มไร้สิ่งปรุงแต่ง สีหน้าบ่งบอกถึงความสุขของตัวเอง มันเป็ภาพแบบนี้ไม่ใช่รึไง ภาพที่ผม้าเห็นมาตลอดน่ะ แล้วทำไมกันละ
ในจังหวะพริบตาเดียว มันเร็วจนไม่มีใครตอบสนองทัน ตอนนี้ไอริสอยู่ในอ้อมกอดของผมแล้ว
“ท่านพี่คะ?”
“ท่านไกรอัส!”
ฝั่งผู้ติดตามของผมยืนนิ่งเงียบไม่ทำอะไร แต่ไอริสและดาเทียต่างใกับสิ่งที่ผมทำ
“ท่านไกรอัส ดิฉันเห็นว่ามันไม่สมควร” ดาเทียพยายามอธิบาย
“นี่คงเป็ครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”
ในที่สุด….เงียบสักที ผมปรับอารมณ์ตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มคุยกับไอริส
“ต่อจากนี้จะเป็คำอวยพรจากฉัน”
ใช่แล้ว ผมต้องไม่เป็ไร
“ฉันขอดีใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ ขอให้เหล่าเทพคุ้มครองจากอันตราย ขอให้โลกใบนี้ปกป้องเธอจากทุกสิ่ง….” ผมหยุดพูดแล้วกัดกรามตัวเองแน่น ก่อนจะพูดต่อ
“ขอให้เส้นทางของเธอต่อไปนี้เต็มไปด้วยความสุข ฉันรักเธอนะ น้องสาวของฉัน”
ผมปล่อยเธอออกจากอ้อมแขน จับไหล่พลิกตัวเธอ เดินไปส่งให้ดาเทีย ก่อนจะปล่อยมือออกจากไหล่แล้วกลับไปยืนที่เดิม
“กลับเข้าไปก่อนเถอะ ดาเทียฝากด้วยนะ” ผมหันไปคุยกับดาเทีย
ไอริสที่เกาะดาเทียอยู่หันกลับมาจะคุยกับผมต่อ
“เดี๋ยวก่อนสิคะท่านพี่ หนูยังมีเื่อยากคุยกับท่านพี่อี…”
“ขอร้องล่ะ ไอริส” ผมขอร้องเธอด้วยเสียงแ่เบา
เธอแสดงสีหน้าเศร้าก่อนจะเดินกลับเข้าไป ผมมองเธอจนลับสายตา ทำไมถึงต้องทำหน้าแบบนั้นกัน นั่นเพราะคุยกับผมใช่ไหม ตัวผมทำให้เธอแสดงได้แค่สีหน้าแบบนั้นรึไง
“น่าสมเพช”
ผมด่าทอตัวเองออกมา
“ไร้ประโยชน์”
ยังคงพูดไปเรื่อยๆ จนมีััของแขนเล็กๆ โอบเอว ผมหันไปหาเธอ
“ฮึก ได้โปรดอย่าว่าร้ายตัวเองเลยนะคะ”
มิร่าร้องไห้ฟูมฟาย เธอกอดผมแน่นกว่าเดิม ผมที่ไม่เข้าใจเธอจึงถามออกไป
“ทำไมเธอถึงร้องไห้ล่ะ ฉันไม่ได้เป็อะไรหรอกนะมิ..”
“ถ้าไม่เป็ไร ทำไมน้ำตาของคุณถึงไหลไม่หยุดเลยละคะ” เธอยังคงร้องไห้อย่างหนัก
ก่อนผมจะพูดจบ เธอะโพูดแทรกด้วยคำพูดแปลกๆ น้ำตา? ผมไม่เห็นจะรู้สึก… อ่า พอแตะไปที่ใบหน้าของตัวเอง หน้าของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา มันไม่มีทีท่าจะหยุดลงเร็วๆ นี้เลย มันเริ่มขึ้นั้แ่ตอนไหนกัน แล้วก่อนไอริสจะเดินจากไป น้ำตาของผมไหลรึเปล่า หรือว่าผมทำหน้ายังไง ทำไมผมถึงรู้สึกไม่เป็ตัวเองแบบนี้ล่ะ
“ฉันจะทำหน้าที่พี่ชายต่อไปได้รึเปล่านะ”
ผมเงยหน้ามองพระจันทร์ที่ตอนนี้ถูกบดบังโดยท้องฟ้าอันมืดมิดเสียแล้ว
เมื่อไปล้างหน้าล้างตาเสร็จ พวกเรากำลังเดินกลับเข้าไปในงาน แต่ผมถูกหยุดไว้โดยออร่า
“แย่แล้วไกรอัส มีทหารตั้งทัพอยู่ที่ป่าแห่งความสิ้นหวัง” เธอพูดขึ้นมาในหัวผม
ป่าแห่งความสิ้นหวัง? มันผ่านมาไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่รึไง
“ไม่นะ ั้แ่ฉันมาอยู่กับนาย มันก็ผ่านได้ปกติแล้ว”
แสดงว่าท่านพ่อกับท่านแม่กำลังตกอยู่ในอันตราย มันอะไรกัน วันนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ต้องรีบกลับไปช่วยพวกเขา…
“ท่านไกรอัส เป็อะไรรึเปล่าคะ” มิร่าถามผมด้วยความเป็ห่วง
“มีทหารตั้งทัพอยู่อีกฟากของป่าแห่งความสิ้นหวัง ฉันต้องกลับไป”
ทั้งสองตื่นตระหนกกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก พวกเขาช่วยกันหาวิธีกลับไปอย่างเร็วที่สุด ผมหันไปมองออลวินซ์
“ออลวินซ์”
“คะ ครับบ!” เขาตอบกลับอย่างใ
ผมใช้มือซ้ายแตะที่ไหล่ของเขา
“ฉันขอฝากที่นี่ไว้กับนายได้ไหม”
เขาใได้ไม่นานก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“รับทราบครับ”
หันไปมองทางมิร่า เธอกำลังทำสีหน้าเศร้าแบบอธิบายไม่ได้
“ขอให้ปลอดภัยนะคะท่านไกรอัส” เธอโค้งให้ผมเล็กน้อย
“ไม่ต้องกังวล ฉันไปไม่นานหรอก” ผมวางมือบนหัวเธอ
จากนั้นรีบออกวิ่งไปยังเส้นทางอันมืดมิด
“ทั้งหน้า เสียงและมือของคุณมันเ็าไปหมด จะไม่ให้ฉันกังวลได้ยังไงล่ะคะ”
มิร่ามองดูเ้านายของเธอวิ่งหายไปในความมืด
ภายใต้บรรยากาศอันกดดัน เนื่องจากบ้านไวท์ฟรอนเทียร์ถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ ฮิวส์ ไวท์ฟรอนเทียร์และภรรยา เพิลล์ ต้องเป็ผู้นำในศึกครั้งนี้ พวกเขาเพิ่งได้รับข่าวจากสายในป่าว่ามีกองทัพของอาณาจักรลีโอฮาร์ดประมาณ 10,000 คน กำลังจัดตั้งขบวนทัพเพื่อบุกมาจากป่าแห่งความสิ้นหวัง
อัศวินที่อยู่บ้านไวท์ฟรอนเทียร์ตอนนี้มีเพียง 100 คนเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็การต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะ ถึงจะส่งจดหมายขอกำลังเสริมจากเมืองข้างเคียงก็ไม่มีทางมาช่วยทัน
'บุกก' สิ้นเสียงคำสั่งที่ได้ยิน เสียงคำรามและเสียงวิ่งดังทับซ้อนกัน ร่างของมนุษย์ค่อยๆ โผล่ออกมาจากป่าอันมืดมิด พวกเขาเข้าสู่ลานกว้าง อีกเพียงไม่กี่เมตรก็จะปะทะกัน
ทันใดนั้น ออร่าธาตุมืดพุ่งมาอย่างรวดเร็ว มันตัดร่างกายของทหารฝั่งลีโอฮาร์ดขาดเกินกว่า 10 คน ชิ้นส่วนมนุษย์ตกเต็มพื้น เืไหลนองพร้อมกับซากศพไม่น่าดู
ฮิวส์หันไปต้นทางที่ออร่าสีดำพุ่งมา ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏตัวจากความมืด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเ็า ไม่มีความสงสารใดๆ กับคนที่ตายไป
“ไกรอัส?” ฮิวส์เรียกชื่อลูกชายของเขา
เขาเดินมาหยุดหน้าทัพของครอบครัว หันไปหาฮิวส์เพื่อถามสถานการณ์
“ไม่มีใครเป็อะไรใช่ไหมครับท่านพ่อ” น้ำเสียงของเขาแ่เบา
ฮิวส์ใที่เห็นลูกชายปรากฏตัวตรงหน้า เพราะความจริงควรอยู่งานเลี้ยงขององค์ชาย จึงถามทั้งๆ ที่ใ
“ใช่แล้ว แต่เ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ไกรอัสหันกลับไปเผชิญหน้ากับทหารนับหมื่นที่หยุดชะงักไป แล้วตอบกลับพ่อของเขา
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจัดการเอง”
กองทัพเสียจังหวะการบุก กำลังยืนมองเด็กชายผมดำผู้มาขัดขวางพวกเขา เนื่องด้วยกำลังพลที่มากกว่าทำให้พวกเขาไม่ได้กลัวเท่าที่ควร
ขณะกำลังจะเริ่มบุกอีกครั้ง เด็กชายคนนั้นประสานมือจับดาบไว้ที่หน้าอก ดวงตาของเขาจากที่สีแดงทั้งสองข้าง ตาซ้ายของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงอันน่าสะพรึง จากนั้นเขาเริ่มพูดขึ้น
“มนุษย์นั้นโง่เขลา…”
เพียงแค่เริ่มคำแรก ทหารทุกนายรับรู้ได้อย่างดี พวกเขาต้องฆ่าเด็กหนุ่มคนนั้น หรือรอให้เด็กหนุ่มฆ่าพวกเขา ทางเลือกของพวกเขามีเพียงเท่านี้ ทหารทุกนายจึงระดมยิงเวทและบุกเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เวทมนตร์หลากหลายธาตุมุ่งตรงไปหาเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว เกิดฝุ่นควันมากมาย ทหารที่เป็นักดาย ทหารที่เป็นักดาบก็เร่งฝีเท้าเข้าประชิดตัว เมื่อหมอกควันจางลงพวกเขากลับยิ่งตื่นกลัวขึ้น
“เข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง ไม่สำเหนียกว่าตัวเองช่างอ่อนแอ”
ไร้รอยแผลบนตัว มีเพียงศพของผู้บุกเข้าไปรอบตัวของเขานอนกลาดเกลื่อนเป็ชิ้นเนื้อ เสียงอันเ็าจนแสบแก้วหูยังคงพูดไม่หยุด
“ด้วยพลังของเทพ เราจักส่งมันคืนสู่ความว่างเปล่า ขอกำหนดสิทธิพิพากษา ฆ่า ฆ่า ฆ่า”
เขาเริ่มชูดาบขึ้นด้วยมือข้างเดียว เส้นผมจากสีดำเริ่มแซมด้วยสีขาวทั่วทั้งหัว พลังเวทสีดำและม่วงผสมปนเปกันจนบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
“ฆ่าล้างพวกมันเพื่อส่งคืนสู่ความว่างเปล่า เปลวเพลิงของเรานี้คือทุกอย่าง เปิดใช้งานยูนีคสกิลขั้นที่1
‘ความโกรธของเทพธิดา’ ”
หลังสิ้นคำพูด จากดาบที่ชูขึ้นฟ้า เขาสลับด้าน ปักดาบลงพื้นดิน ข้างหลังของเขาปรากฏภาพของผู้หญิงขนาดั์ผมสีม่วง หลั่งเืสีดำออกมาจากตา เธอปักดาบในมือลงพื้น
ราวกับมีดนตรีของวันสิ้นโลกกำลังบรรเลงในสนามรบอันน่าอดสูนี้ พื้นดินั้แ่ด้านหน้าของไกรอัส เริ่มแยกออกจากกัน มันแยกออกเป็เหวลึก ความเสียหายของมันกระจายออกไปไม่หยุด และไม่จบเพียงเท่านั้น ภายในรอยแยกเริ่มมีเปลวไฟสีม่วงดำ พุ่งขึ้นมาอย่างไม่ลดละ
ทหารอาณาจักรลีโอฮาร์ดต่างตกเป็เป้าของหายนะอันน่ากลัวนี้ พวกเขากรีดร้องไม่หยุด พยายามหนีตายไม่สนใครทั้งนั้น แต่มันก็สายไปสำหรับพวกเขา
“จงโทษความโง่เขลาของตัวเองเสีย… มนุษย์”
สิ้นสุดคำพูด เปลวไฟปะทุแรงขึ้น ลุกท่วมทั้งป่าแห่งความสิ้นหวัง มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ หรืออะไรก็ตามแต่ ถูกเผาไม่เหลือชิ้นดี บทสรุปของาครั้งนี้สามารถอธิบายได้ง่ายๆ
กองทัพของอาณาจักรลีโอฮาร์ด 10,000 คน เสียชีวิตทั้งหมด และป่าแห่งความสิ้นหวังที่เป็อาณาเขตมานานนับพันปีได้ถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์ โดยเด็กชายเพียงคนเดียว นามนั้นคือ ไกรอัส ไวท์ฟรอนเทียร์