ตอนที่ 68 เธอคิดอย่างไร
ย่าเฒ่าหานไม่ได้ตัดผ้าผืนใหญ่ให้เป็นผ้าผืนเล็กผืนน้อยแต่หยิบดินสอเขียนผ้าออกมาขีดเส้นลงบนผืนผ้าผืนใหญ่ เพื่อเตรียมจะตัดเย็บเสื้อผ้า
“คุณย่าคะ ตัดผ้าเป็นส่วนๆก่อนค่อยตัดเย็บไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
การตัดเย็บเสื้อผ้าจากผ้าผืนใหญ่แบบนี้ย่อมไม่สะดวกเท่าไหร่นัก
ย่าเฒ่าหานเอ่ยว่า“ตัดแบบนี้จะประหยัดเนื้อผ้าได้มากกว่าไม่แน่ว่าอาจจะพอให้ทำกางเกงได้อีกตัวด้วยนะ”
หานชีเยวี่ย “...” ที่แท้แล้วเป็นเธอเองต่างหากยังที่ยังอ่อนประสบการณ์ ไม่รู้ว่าควรใช้ชีวิตให้ดีอย่างไร
เรื่องการตัดเย็บเสื้อนั้น จริงๆ แล้วหานชีเยวี่ยเองก็ทำเป็นเช่นกัน แต่เธอเดาว่าคุณยายคงไม่วางใจกลัวว่าเธอจะตัดผ้าเสียจนสิ้นเปลือง
เมื่อเห็นว่าตรงนี้ยังไม่มีอะไรให้เธอช่วยหานชีเยวี่ยจึงเดินเข้าครัวไปทำอาหาร เธอตั้งใจจะทำบะหมี่เย็นกินเป็นมื้อเย็นทว่าอย่างไรก็ตามคงไม่ใช่บะหมี่เย็นที่ทำจากแป้งหมี่ขาวล้วนๆ ได้
บะหมี่เย็นที่ทำจากแป้งสาลีบัควีทก็อร่อยไม่เลวเช่นกันทว่าอย่างไรก็ตามถ้าใช้แป้งสาลีบัควีทล้วนๆ ในการทำเส้นบะหมี่เส้นจะไม่เหนียวนุ่มพอ
หานชีเยวี่ยจึงใช้แป้งสาลีสามถ้วยผสมกับแป้งบัควีทหนึ่งถ้วยนวดกับน้ำเย็น เส้นบะหมี่ที่ได้จึงมีความเหนียวนุ่มกำลังดี
เนื่องจากที่บ้านมีคนเยอะทั้งยังเป็นพวกที่ใช้แรงงาน กินจุกันทุกคน หานชีเยวี่ยจึงต้องนวดแป้งให้เยอะหน่อย
หลังจากนวดแป้งเสร็จได้หนึ่งชามใหญ่เธอก็เหงื่อท่วมไปทั้งตัว
เธอทิ้งแป้งไปพักไว้ ก่อนจะเดินไปที่สวนผักผักสวนครัวที่บ้านช่วงนี้งอกพองาม หานชีเยวี่ยจึงตัดกะหล่ำปลีมาหัวหนึ่ง
กะหล่ำปลีหัวใหญ่ขนาดเท่ากะละมังนวดแป้งหนึ่งใบแค่หัวเดียวก็ผัดออกมาให้คนทั้งบ้านกินได้เพียงพอแต่อาหารเย็นวันนี้เป็นบะหมี่เย็นหานชีเยวี่ยรู้สึกว่าต้องกินคู่กับต้นหอมซอยจากกุยช่ายถึงจะอร่อย
เธอจึงตัดกุยช่ายมาอีกหนึ่งกำ นั่งยองๆอยู่ที่ริมแปลงผัก เด็ดใบที่สะอาดออกมาก่อนจะเดินกลับไปที่หลังบ้านแล้วล้างผักให้สะอาดในน้ำบ่อ
หั่นผัก ผัดผัก เตรียมต้นหอมซอยรอจนกระทั่งย่าเฒ่าหานตัดเสื้อผ้าของหานซานหยางเสร็จหานชีเยวี่ยแบ่งแป้งก้อนใหญ่เป็นก้อนเล็กๆ พร้อมกับคลึงให้เป็นก้อนกลม
สมาชิกในบ้านมีเยอะและแป้งก็ชามใหญ่ยักษ์เพียงแค่การนวดแป้งให้เหนียวนุ่มก็ถือเป็นงานหนักแล้ว
หานชีเยวี่ยไม่ได้คิดจะรีดแป้งเองแต่คิดว่าอีกสักพักเธอจะเข้าไปในมิติวิเศษเพื่อใช้เครื่องทำเส้นบะหมี่ขนาดเล็กรีดเส้นให้เรียบร้อย
ถึงแม้ว่าเส้นบะหมี่ที่ได้จากเครื่องจะค่อนข้างต่างจากที่รีดด้วยมืออยู่บ้างแต่แป้งเยอะขนาดนี้ หากต้องรีดเองทั้งหมด แขนของเธอคงได้หักใช้งานไม่ได้พอดี
หลังจากที่หานชีเยวี่ยรู้ว่าในมิติของเธอมีเครื่องทำเส้นบะหมี่ขนาดเล็กอยู่เธอก็ตั้งใจจะใช้ทางลัดแบบนี้อยู่แล้ว
ขณะที่หานชีเยวี่ยกำลังจะเข้าไปในมิติวิเศษย่าเฒ่าหานได้เดินเข้ามาในครัวพอดี “ชีเยวี่ย หลานทำอะไรกินหรือ?วันนี้ไปในเมืองมาคงเหนื่อยแล้ว หลานพักผ่อนก่อนเถอะเดี๋ยวย่าทำอาหารเอง”
“คุณย่า หนูไม่เป็นไรค่ะหนูคิดว่าพรุ่งนี้พี่สามจะไปทำงานที่ในตัวเมืองแล้วคืนนี้เรามาทำบะหมี่กินฉลองล่วงหน้ากันนะคะ”
ย่าเฒ่าหานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของหานชีเยวี่ยด้วยความรักใคร่เอ็นดูและเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ก็มีแต่หลานเนี่ยแหละที่ชอบหาเรื่องเพื่อให้ได้กินของอร่อยๆ”
ถึงจะเป็นคำบ่นแต่ใบหน้าของย่าเฒ่าหานกลับเต็มไปด้วยความเมตตาเอ็นดู ใครๆก็ดูออกว่าท่านตามใจหานชีเยวี่ย
ย่าเฒ่าหานจะมารีดแป้งต่อแต่หานชีเยวี่ยไม่ยอม “คุณย่าคะ ตอนนี้ฟ้ายังสว่างอยู่เลยคุณย่าไปเย็บเสื้อผ้าให้พี่สามก่อนเถอะค่ะ หนูจัดการแปปเดียวเดี๋ยวก็เสร็จค่ะ”
ย่าเฒ่าหานสงสารหลานสาวแต่ที่หานชีเยวี่ยพูดมาก็ถูก ตอนนี้ฟ้ายังสว่าง เย็บผ้าก็ย่อมไม่ปวดตายิ่งไปกว่านั้น หากเสียเวลามากเกินกว่านี้ ดึกแล้วก็เกรงว่าจะทำไม่เสร็จ
เสื้อผ้าของซานหยางนั้นดูไม่ค่อยดีนักจริงๆถึงจะใส่ไปทำงานในชุมชนแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าใส่ไปทำงานในเมืองคงจะโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเอา
คนเราส่วนใหญ่มักจะมองคนจากภายนอกก่อนเคารพเขาจากภายในซานหยางไปทำงานในองค์กรวันแรก หากใส่เสื้อผ้าซอมซ่อต่อไปก็คงจะถูกเพื่อนร่วมงานดูถูกเอา
หานชีเยวี่ยรอจนกระทั่งย่าเฒ่าหานนั่งลงเริ่มเย็บผ้าใต้ต้นไม้แล้วเธอถึงค่อยหายตัวเข้าไปในมิติของตน
ในห้างสรรพสินค้าในมิติของเธอมีเครื่องทำเส้นบะหมี่ขนาดเล็กอยู่เครื่องนี้เป็นแบบใช้มือหมุน ใช้งานง่ายอีกทั้งเส้นบะหมี่ที่ได้ก็ไม่ต่างกับเส้นที่รีดด้วยมือเท่าไหร่หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้เครื่องทำเส้นบะหมี่ยังไม่มีขายในท้องตลาดไม่เช่นนั้นหานชีเยวี่ยก็คงจะหยิบออกมาใช้ที่บ้านเครื่องหนึ่งแล้ว
หลังจากติดตั้งเครื่องทำเส้นบะหมี่เสร็จเรียบร้อยหานชีเยวี่ยก็เริ่มรีดเส้น
บะหมี่สำหรับคนสิบกว่าคนถึงจะใช้เครื่องช่วย แต่เพราะต้องใช้มือหมุน หานชีเยวี่ยจึงยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี
เธอรีดเส้นบะหมี่เสร็จทั้งกองในมิติของเธอจนเหงื่อท่วมตัวอีกครั้งหานชีเยวี่ยจึงอาบน้ำในห้องน้ำของมิติ ค่อยกลับออกไปจากมิติ
ตอนที่เธอกลับออกมาย่าเฒ่าหานกำลังรวบรวมสมาธิเย็บผ้าด้วยความตั้งใจ หานชีเยวี่ยถึงวางใจ
เธอนำเส้นบะหมี่ออกมาวางกางไว้เตรียมหั่นเป็นเส้นๆ เครื่องทำเส้นบะหมี่มีรูปแบบหั่นเส้นแต่หานชีเยวี่ยตั้งใจจะหั่นเส้นด้วยมือเนื่องจากเส้นบะหมี่ที่หั่นด้วยเครื่องกับที่หั่นด้วยมือมีความแตกต่างกันเกินไปหากถูกคนอื่นสงสัยเพราะเรื่องนี้ก็คงไม่ดีแน่
ตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่หานชีเยวี่ยก็ระมัดระวังตัวมาตลอดเพราะท้ายที่สุดแล้วเธอกำลังเก็บงำความลับที่ยิ่งใหญ่อยู่นั่นเอง
ทักษะการใช้มีดของหานชีเยวี่ยดีมากเธอหั่นเส้นบะหมี่ที่ได้จากเครื่องให้เป็นเส้นเล็กๆขนาดเท่ากับใบกุยช่ายได้อย่างเท่าๆ กัน ก่อนจะเริ่มต้มน้ำเตรียมลวกเส้น
เส้นบะหมี่ที่ผสมแป้งสาลีบัควีทลงไปดูไปแล้วหน้าตาอาจจะไม่น่าทาน แต่มีความเหนียวนุ่มเป็นพิเศษหานชีเยวี่ยลวกเส้นกำลังพอดี บะหมี่เย็นที่ทำเสร็จแล้วดูน่าทานเป็นอย่างยิ่ง
เพราะมีสมาชิกถึงสิบกว่าคนบะหมี่เย็นของหานชีเยวี่ยจะวางเกือบจะเต็มโต๊ะ รอจนกระทั่งคนอื่นๆ ในบ้านกลับมาอาหารของหานชีเยวี่ยก็ทำเสร็จเรียบร้อยพอดี
พ่อหานตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นชีเยวี่ยเขาก็รีบตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ชีเยวี่ยเมื่อกี้นี้หัวหน้าชุมชนบอกว่าสัปดาห์หน้าลูกจะได้ไปทำงานที่สหคามแล้วหรือ?”
หานชีเยวี่ย “...”ตาเฒ่าคนนั้นช่างกระจายข่าวได้รวดเร็วจริงๆ
“พ่อคะ ทางสหคามเองก็พูดแบบนั้นหนูก็เลยบอกว่าจะกลับมาปรึกษากับที่บ้านดูก่อนค่ะ”
หานชีเยวี่ยอยากเรียนหนังสือจริงๆแต่ก็อยากจะปรับปรุงฐานะทางบ้านให้เร็วที่สุดด้วยและไม่มีวิธีไหนที่จะดีไปกว่าการมีงานที่มั่นคงทำอีกแล้ว
“จะปรึกษาอะไรอีกล่ะนี่มันเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งเลยนะ” ย่าเฒ่าหานได้ยินเข้าพอดีเธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง แม้กระทั่งงานเย็บผ้าในมือก็ยังไม่สนใจแล้ว
หานชีเยวี่ยเห็นคุณยายตื่นเต้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้“คุณยายคะ เสื้อผ้าของพี่สามตกพื้นแล้วค่ะ”
ย่าเฒ่าหานหันไปมอง ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเสื้อผ้าที่ตั้งใจจะวางไว้ในตะกร้าเย็บผ้าดันตกพื้นไปด้วยความไม่ระวังจริงๆพอเห็นผ้าผืนสวยๆ ถูกทำเปื้อน ย่าเฒ่าหานก็รู้สึกเจ็บปวดใจเธอรีบหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างเบามือทันที
ลุงหานถามชีเยวี่ยว่า “ชีเยวี่ยหลานคิดยังไงล่ะ? ”
หลานสาวคนนี้ชอบเรียนหนังสือมิเช่นนั้นคงไม่ยอมสละงานที่สถานีตำรวจหรอกกระมัง?
“ลุงใหญ่คะ หนูคิดว่าจะไปทำงานก่อนค่ะเพราะยังไงก็ไม่กระทบกับการเตรียมตัวสอบของหนูอยู่แล้ว”
ช่วงนี้ซย่าซิ่วเหอกังวลว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนจะยอมสละตำแหน่งงานที่ได้มาอย่างยากลำบากไปอีกโชคดีที่ครั้งนี้ลูกสาวไม่ได้ใจกว้างขนาดนั้น เธอตัดสินใจรับงานนี้ไปทำเองการได้ไปทำงานที่สหคาม ย่อมสบายกว่าการเป็นกรรมการในชุมชนมากต่อไปลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอจะกลายเป็นคนเมืองไปครึ่งหนึ่งแล้วเธอก็ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องอนาคตของลูกอีก
ช่วงนี้ซย่าซิ่วเหอรู้สึกหนักใจมาตลอดถึงแม้ว่าคนในชุมชนจะเป็นคนจิตใจดี ไม่พูดจาพล่อยๆแต่ชื่อเสียงของลูกสาวก็เสื่อมเสียไปแล้วเพราะพวกคนไร้ยางอายจากบ้านจวง
“ชีเยวี่ย ที่เธอพูดก็ถูกถ้าเธอได้ไปทำงานจริงๆ ก็จะไม่มีใครในชุมชนมาจับผิดเธอได้อีก! ”แค่หยางชุนจือคิดว่ามีคนในชุมชนไปรายงานหานชีเยวี่ยก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแล้วแต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ
อย่างไรก็ตามอย่าให้เธอรู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้แล้วกันเธอไม่มีทางปล่อยมันไปแน่