ซูเฮ่าผู้นี้มีนิสัยชอบทำตัวเป็จุดสนใจใบหน้าเผยความไม่ยี่หระในกฎเกณฑ์ใดๆ ของสังคมใบหน้าเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนสนิทที่ถ่ายทอดวิชา ‘หลักการฟ้าแสวงั’ ให้กับตนเองเมื่อหลายปีก่อนยิ่งนัก
มองซูเฮ่าที่อยู่ตรงหน้าคล้ายว่าเซียวอวี้ได้กลับไปในเหตุการณ์เมื่อชาติที่แล้วที่พวกเขาสองสหายเที่ยวตะลุยไปในโลกเซียนพิภพอย่างอิสระ
อีกทั้งด้วยสายตาของเขามองออกได้ไม่ยากซูเฮ่าผู้นี้แม้จะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดหกชั้นฟ้าแต่พลังต่อสู้จะต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน ขนาดว่าไม่ด้อยไปกว่าตนเอง
“ที่แท้ก็คือหน่อเนื้อเชื้อไขราชวงศ์ของจักรวรรดิเหมิ่งหยวนคารวะสหายซู” เซียวอวี้คลี่ยิ้ม ประกบมือทั้งสองขึ้นคารวะ
ซูเฮ่าหัวเราะแหะๆพลางเอ่ยว่า “วันนี้นับว่าได้รู้จักกันแล้วอนาคตหากได้พบกันในการประลองใหญ่ ข้าจะออมมือให้แน่”
เซียวอวี้ก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะด้วยเช่นกัน“สหายซูอย่าล้อเล่นไปท่านจะเป็คู่ต่อสู้ของข้าได้อย่างไร เพียงแต่ท่านและข้าแม้นเจอกันเป็ครั้งแรกแต่เหมือนสนิทสนมกันมานานถ้าต้องประลองกันจริงๆ ข้าไม่มีทางทำร้ายท่านจนหลั่งน้ำตาไปหรอก”
“ตายจริงบ้าเอ๊ย นี่ข้าเจอคนอวดเบ่งยิ่งกว่าข้าจริงๆ หรือนี่ เ้าถือว่าเป็สหายของข้าแล้วน่าเสียดายวันนี้ข้ามีเื่จุกจิกรุมเร้า อีกสักสองวันจะนัดเ้าออกมาดื่มเหล้านะ”ซูเฮ่าหัวเราะลั่นในขณะที่กล่าว
เซียวอวี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“ไม่มีปัญหา”
ซูเฮ่าโบกมือให้เขาแล้วก็เดินจากไปสีหน้าและท่าเดินวางอำนาจบาตรใหญ่เป็อย่างยิ่งองครักษ์สองคนที่อยู่ด้านหลังของเขายิ้มให้เจียงไป๋หย่งอย่างเป็มิตรรีบตามติดอยู่เื้ัของเขา
“คุณชายท่านคงรู้ว่าซูเฮ่าคือใครใช่หรือไม่” เจียงไป๋หย่งถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
เซียวอวี้ถาม“เป็องค์ชายสักคนของจักรวรรดิเหมิ่งหยวน?”
เจียงไป๋หย่งตอบด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น“ไม่ใช่องค์ชายหรอก หากแต่เป็ไท่ซุน[1]ของอาณาจักรเหมิ่งหยวนเหมือนพระบิดาของพระองค์จะประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์ จึงถูกแต่งตั้งเป็ไท่ซุนหากไม่เกิดเื่นอกเหนือความคาดหมาย จักรพรรดิของจักรวรรดิเหมิ่งหยวนองค์ต่อไปก็คือเด็กหนุ่มคนนี้”
เซียวอวี้ตกตะลึงเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มอีกครั้งทันที “ด้วยพร์ของซูเฮ่าจักรวรรดิเหมิ่งหยวนเล็กๆ ไหนเลยจะสามารถกักขังัแท้ตัวนี้เอาไว้ได้”
กลุ่มผู้คนก็เข้าเมืองกันทันที
ภายในเมืองฉังอานเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากมายราวกระแสน้ำไหลพรั่งพรูเพียงแต่ถนนแต่ละสายล้วนแต่กว้างใหญ่เป็อย่างยิ่งเลยดูไม่เบียดเสียดกันถึงขนาดนั้น
รถม้าสองคันที่ประทับเครื่องหมายจวนสกุลเซียวจอดลงตรงหน้าประตูเซียวอวี้และเซียวตงหลิวแยกนั่งรถม้าคนละคัน ขับมุ่งหน้าไปยังทางตอนใต้ของเมือง
เซียวฉีสยงมีบ้านพักหลังหนึ่งอยู่ในเมืองฉังอานครองพื้นที่สิบกว่าไร่นี่เป็รางวัลที่จักรพรรดิทรงตั้งพระทัยประทานให้เพื่อประกาศคุณงานความดีของก้วนจวิ้นโหวเป็พิเศษ
ครึ่งชั่วยามต่อมารถม้าทั้งสองคันจอดลงตรงหน้าประตูเขตที่พักอาศัยที่ใหญ่โตสวยงามตระการตาแห่งหนึ่ง
เซียวอวี้ทอดมองคฤหาสน์ที่สูงส่งสง่างามอดยกยิ้มมุมปากไม่ได้ อีกเดี๋ยวก็จะได้เจอเซียวฉีสยงถึงเวลาได้เล่นละครจนสุดฝีมืออีกแล้ว
ห้องโถงส่วนหน้า
เซียวอวี้และเซียวตงหลิวเดินเข้าไปพบชายรูปร่างแข็งแรงกำยำไพล่มือทั้งสองไว้ด้านหลัง ยืนหันหลังให้กับพวกเขา กลิ่นอายความมุทะลุดุดันราวกับทวนเปล่งประกายแสงสีทองและม้าที่หุ้มด้วยเกราะเหล็ก[2]ฉายขึ้นรำไรจากบนร่างของเขา
“คารวะท่านพ่อ”
สีหน้าของทั้งสองสำรวมและนอบน้อมเป็อย่างมากโค้งตัวคำนับเซียวฉีสยง
เซียวฉีสยงค่อยๆหมุนตัวหันมา สีหน้าของเขาอ่อนโยนอย่างมาก แต่กลับมีท่าทีน่าเกรงขามไปอีกแบบให้ความรู้สึกของการควบคุมใต้หล้า
เป็ครั้งแรกที่เซียวอวี้ได้เจอพ่อของเขาในชาตินี้เทพทางการทหารของแผ่นดินต้าถัง เซียวฉีสยง
“อื้มนั่งลงเถอะ” ใบหน้าของเซียวฉีสยงที่ปกติเคร่งขรึมเผยรอยยิ้มอ่อนโยนเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่งโบกมือเอ่ยขึ้น
“ขอรับ!”ทั้งคู่แยกนั่งลงประจำที่
เซียวฉีสยงสังเกตลูกชายทั้งสองคนอย่างนิ่งสงบความยำเกรงที่เคยเป็มาของเซียวตงหลิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ตอนมองไปทางเซียวอวี้ั์ตาถึงหดเล็กลง
เซียวอวี้ลมหายใจสม่ำเสมอถึงแม้สีหน้าจะมีความนอบน้อมด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเสืออย่างเซียวตงหลิวแบบนั้นในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เซียวฉีสยงรู้สึกถึงความลึกลับที่มองไม่ออกไปอีกแบบ
จู่ๆเขาค้นพบว่า ตนเองรู้จักลูกชายคนที่หกน้อยเกินไปจริงๆเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเหลียงโจวหลายเดือนมานี้ เขารับรู้ทั้งหมดแล้วแต่ยิ่งเป็แบบนี้ เขาก็ยิ่งสงสัย
“อวี้เอ๋อร์ตงหลิว สำหรับการประลองใหญ่ครั้งนี้ พวกเ้ามีความคิดเห็นประการใดหรือไม่” เซียวฉีสยงคลี่ยิ้มพร้อมไถ่ถาม
เซียวตงหลิวหน้าเขียวคล้ำสลับซีดขาวทันทีเอ่ยด้วยเสียงแ่โผย “ลูกจะทำให้เต็มที่่ชิงศักดิ์ศรีให้สกุลเซียว”
เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังข้าจะคว้าที่นั่งไปฝึกบำเพ็ญเพียรที่สำนักมาให้จงได้”
เซียวฉีสยงยิ้มปรี่มองลูกชายทั้งสองคนด้วยแววตาสลับซับซ้อนตาชั่งที่อยู่กลางใจเอนเอียงอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาแน่ใจมากว่าหากสกุลเซียวอยากจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป จำเป็ต้องฝากความหวังที่เซียวอวี้สำหรับเซียวตงหลิวนั้น เขายอมแพ้แล้ว
“ตงหลิวเดินทางมาหลายวันคงเหนื่อยแล้วกระมัง ออกไปพักผ่อนก่อนเถอะตอนค่ำค่อยมาดื่มเป็เพื่อนพ่อ” เซียวฉีสยงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเมตตารักใคร่
สีหน้าของเซียวตงหลิวแห้งเหี่ยวเหนือกว่าสิ่งใดทันทีความคิดสิ้นหวังบังเกิดขึ้นเอง นี่เป็สัญญาณที่แจ่มชัดมากอย่างหนึ่งท่านพ่อยอมแพ้ในตัวเขาแล้ว
“ขอรับ...ท่านพ่อ” เซียวตงหลิวฝืนแค่นยิ้ม เดินโซซัดโซเซออกไป
ภายในห้องเหลือแค่เซียวอวี้และเซียวฉีสยงเพียงสองคน
“อวี้เอ๋อร์พ่อไม่อยากซักไซ้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างของเ้า นี่เป็ความลับของเ้าแต่พ่ออยากรู้ว่า เ้ายังเห็นตนเองเป็คนของสกุลเซียวหรือไม่”
ผ่านไปชั่วขณะเซียวฉีสยงเอ่ยปากถามด้วยความเรียบเฉย ในขณะเดียวกัน แววตาที่ทรงพลังสุดแสนราวกับสามารถอ่านทะลุใจคนได้แผ่ปกคลุมเซียวอวี้เอาไว้
เซียวอวี้หยัดกายลุกขึ้นอย่างว่องไวจ้องตาของเซียวฉีสยงตรงๆ เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “ข้าไม่ขอปิดบังท่านพ่อ หลังจากสติปัญญาของข้ากลับเป็ปกติตอนแรกข้าไม่พอใจในตัวท่านจริงๆ หลายปีมานี้พวกเราแม่ลูกใช้ชีวิตกันอย่างไรท่านน่าจะรู้ดี”
แววตาของเซียวฉีสยงหม่นหมองลงอย่างรวดเร็วจากนั้นก็มองลูกชายของตนเองด้วยความนิ่งสงบระคนเรียบเฉยเล็กน้อย
“เพียงแต่ไม่ว่าข้าจะไม่พอใจอย่างไรข้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานะของตนเองไปได้ มิหนำซ้ำตระกูลของเราอย่างตระกูลเซียวสิ่งที่พิจารณาเป็อย่างแรก คือการสืบทอดและความเป็ไปของตระกูลหลายปีนั้นข้าโง่เง่า ท่านทอดทิ้งข้าก็คงไม่แปลก”
เซียวฉีสยงเม้มปากเงียบงันเนิ่นนานเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา “หลายปีมานี้ข้าละอายใจต่อพวกเ้าแม่ลูกหวังว่าเ้าจะเข้าใจความพยายามของข้า หากข้าไม่ทำแบบนี้ฮูหยินสามก็จะไม่มีทางปล่อยพวกเ้า”
“ข้าเข้าใจ”เซียวอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยขึ้น “ข้าก็เลยไม่ชิงชังท่านโชคดีที่์ไม่ทอดทิ้งข้า มีผู้าุโท่านหนึ่งรักษาโรคทางสมองของข้าจนหายทั้งยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ลี้ลับยากแก่การคาดการณ์ได้ให้ข้าวิชาหนึ่งด้วย”
เซียวฉีสยงโล่งอกตอนนี้เขามีความตั้งใจจะฝึกฝนเซียวอวี้ให้กลายเป็ผู้รับ่ต่อ แค่กังวลใจว่าลูกชายคนนี้ยังจะเคียดแค้นชิงชังตนเอง
“อวี้เอ๋อร์สำหรับเื่ผู้าุโคนนั้น ข้าจะไม่ซักไซ้เ้าก็จำเอาไว้ว่าอย่าได้พูดให้คนอื่นได้ยินมีผู้าุโคนนั้นยืนอยู่เื้ัของเ้าสำหรับคนอื่นแล้วก็คือการคุกคามอย่างหนึ่ง” เซียวฉีสยงแววตาเป็ประกายกำชับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เซียวอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้ารู้ว่าอะไรควรมิควร”
เซียวฉีสยงถึงได้ผ่อนลมหายใจยาวใบหน้าอันน่าเกรงขามผุดรอยยิ้มเบิกบานที่ไม่เห็นมานานแล้ว “อวี้เอ๋อร์ อนาคตสกุลเซียวยังต้องพึ่งพาเ้าอีกมาก”
เซียวอวี้พยักหน้าพลางอมยิ้มจู่ๆ แววตาเป็ประกาย เอ่ยถามขึ้น “ท่านพ่อฝึกฝนจนเกิดความผิดพลาดใช่หรือไม่สีหน้าของท่านเหมือนไม่ค่อยสู้ดี”
เซียวฉีสยงสั่นสะท้านไปทั้งตัวแววตาทอประกายทันที เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่อวี้เอ๋อร์มองออกว่าร่างกายของพ่อเจ็บป่วยอย่างนั้นหรือ”
เซียวอวี้ประกบมือทั้งสองขึ้นคำนับพร้อมกล่าวว่า“ข้าสังเกตว่าท่านพ่อลมหายใจสม่ำเสมอเพียงแต่กระดูกหน้าผากเห็นเส้นเืรำไรก็เลยเดาว่าท่านน่าจะฝึกฝนจนเกิดความผิดพลาด ทำให้จิติญญาเกิดการาเ็เพียงแต่โรคแอบแฝงถูกท่านฝืนข่มเอาไว้ แต่การรักษาแค่อาการภายนอกไม่สามารถแก้ไขต้นตอของปัญหาได้หากเป็แบบนี้นานวันไปจะเกิดความเสียหายมากมายกับร่างกายของท่าน”
เซียวฉีสยงมองเซียวอวี้ด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัยเผยความเหลือเชื่อออกมาเล็กน้อย ผ่านไปนานถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึม “อวี้เอ๋อร์พูดถูกแล้ว วิชาที่ข้าฝึกคือ ‘เคล็ดวิชาตาข่าย์หยางบริสุทธิ์’ เคล็ดวิชานี้พวกเ้ายังไม่เคยเรียนจำเป็ต้องถึงขั้นก่อกำเนิดถึงจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้”
“เมื่อหลายเดือนก่อนข้าฝืนทะลวงจุดลมปราณขั้นลูกกลอนนิลเจ็ดชั้นฟ้าล้มเหลวแล้วทิ้งต้นตอแห่งความหายนะนี้ไว้ จิติญญาของข้าได้รับความเสียหาย ทำให้ข้าเข้าสู่สมาธิระดับลึกได้ยากไม่สามารถรวบรวมสมาธิให้ตั้งมั่นไปซ่อมแซมความเสียหายของจิติญญาได้ผลปรากฏว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถขจัดได้อย่างสมบูรณ์”
จู่ๆเซียวอวี้หัวเราะ “ท่านพ่อไม่ต้องกังวลใจไปข้าสามารถรักษาโรคแอบแฝงของท่านให้หายได้”
“อะไรนะ”เซียวฉีสยงตกตะลึง
เซียวอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม“ท่านพ่อคงจะสืบรู้ว่าข้ากับฉินซุ่นชังเคยเจอหน้ากันพ่อลูกสกุลฉินล้วนแต่เคารพในตัวข้าแล้วละกระมัง”
“ใช่แล้ว”
“ข้ามีตำรับยาเดี่ยวอยู่ในมือใบหนึ่งได้ผลดีที่สุดสำหรับการเสริมความอบอุ่นให้จิติญญา ตำรับยาเดี่ยวใบนี้ข้ามอบให้ฉินซุ่นชังไปแล้วคิดว่าในเร็ววันนี้ยาที่กลั่นออกมาเม็ดแรกก็จะออกมาแล้วท่านสามารถส่งคนไปเมืองเหลียงโจวขอยาพวกเขาสักสิบเม็ดมารักษาโรคลับของท่านได้”
[1] ไท่ซุน คือหลานชายคนโตขององค์จักรพรรดิ หากองค์รัชทายาท (ไท่จื่อ) สิ้นพระชนม์ จักรพรรดิจะแต่งตั้งตำแหน่งไท่ซุนเพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป
[2] อุปมาถึง การทำศึกาและท่วงท่าสง่างามของเหล่านักรบที่ถือหอกควบม้า