องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 อันเถี่ยสือ 2

            “พี่ใหญ่! ทำไมท่านไม่เคยกลับมาหาข้าเลย”

            พอเห็นหน้าอันเถี่ยสือความน้อยใจก็ถาโถมเข้าใส่ อันซิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดพี่ชายเอ่ยได้เพียงประโยคเดียว เสียงก็สั่นเครือ พอเงยหน้าขึ้นมองดวงตาก็เอ่อคลอด้วยน้ำตา ไม่ต่างจากลูกสัตว์ตัวน้อยที่บาดเจ็บ

            “นี่พี่ก็ออกมาแล้วไม่ใช่รึ” 

            ชายฉกรรจ์ผู้สง่างามองอาจในสนามประลองผู้ซึ่งเย็นชาดุจเครื่องจักรสังหาร กลับทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องสาวยิ่งเห็นน้ำตาของนาง เขาก็ได้แต่เกาหัวอย่างงุ่มง่าม“เอาล่ะๆ อย่าร้องไห้เลยน่า”

            “ท่านบอกว่าทำงานที่โรงสุราไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงมาอยู่ที่ลานประลองนี่ได้” 

            อันซิ่วเอ๋อร์มองเขาอย่างขุ่นเคือง“หากวันนี้ข้าไม่บังเอิญมาที่นี่ท่านคิดจะปิดบังข้าเรื่องนี้ไปตลอดเลยใช่หรือไม่”

            “พี่ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังแค่กลัวพวกเจ้าจะเป็นห่วงเท่านั้น” อันเถี่ยสือตอบเสียงค่อย

            “แล้วพอข้าตามมาถึงนี่ท่านกลับทำเหมือนไม่รู้จักข้า ปล่อยให้คนอื่นคิดว่าข้าโป้ปด” อันซิ่วเอ๋อร์สะบัดหน้าหนี ยังไม่คลายความขุ่นเคืองง่ายๆ

            “พี่ก็แค่กลัวว่าจะมีคนมาแอบอ้างเป็นเจ้าน่ะสิ”อันเถี่ยสือหัวเราะแห้งๆ พลันนึกขึ้นได้จึงรีบถาม “แล้วนี่เจ้ามาที่เมืองนี้คนเดียวได้อย่างไร”

            อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบตามองจางเจิ้นอันแวบหนึ่งอันเถี่ยสือเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีชายหนุ่มวัยราวคราวเดียวกับตนยืนอยู่ไม่ไกลเขาจึงรู้สึกแปลกใจ รีบประสานมือทักทาย 

            “ไม่ทราบว่าสหายท่านนี้คือ...”

            “สหายอะไรกันเขาคือน้องเขยของท่านต่างหาก!” พูดจบอันซิ่วเอ๋อร์ก็หน้าแดงซ่าน ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย

            จางเจิ้นอันไม่คุ้นเคยกับอันเถี่ยสือจึงเพียงประสานมือคารวะตอบตามมารยาท ไม่ได้เอ่ยคำใด

            อันเถี่ยสือถึงกับยืนงงเขาฉุดแขนอันซิ่วเอ๋อร์ไปคุยอีกทางหนึ่ง “น้องหญิงเจ้าไปแต่งงานตั้งแต่เมื่อใดกัน แถมยังแต่งกับคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่อีกเขาเป็นใครกัน ทำไมพี่ถึงรู้สึกคุ้นหน้าเขานัก”

            เมื่อเห็นอันเถี่ยสือรัวคำถามเป็นชุดอันซิ่วเอ๋อร์ก็หายโกรธแล้ว ยิ้มบางๆ ตอบ

            “ท่านคุ้นหน้าเขาก็ไม่แปลกหรอกเขาคือชาวประมงที่เคยไปหมู่บ้านเราเมื่อสองปีก่อนอย่างไรเล่า ท่านจำไม่ได้หรือ”

            “เขาคือชาวประมงตาบอดคนนั้นน่ะรึ!” 

            พอได้ยินเช่นนั้นอันเถี่ยสือก็ตกใจจนเผลอเสียงดังขึ้นหลายส่วนถูกอันซิ่วเอ๋อร์ถลึงตาใส่จึงรู้ว่าตนเสียมารยาท แต่ก็ยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี“แล้วเจ้าไปแต่งงานกับเขาได้อย่างไรกัน”

            เสียงของเขาดังพอสมควรอย่างน้อยจางเจิ้นอันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินชัดเจนชายหนุ่มได้แต่ยกมือลูบจมูกอย่างจนใจ เขาชินชากับคำพูดทำนองนี้เสียแล้ว

            แต่อันเถี่ยสือยังคงตกตะลึงกับข่าวที่ได้รับยังตั้งสติไม่ได้ หลายปีมานี้ แม้เขาจะออกมาหาเลี้ยงชีพข้างนอกแต่ช่วงปีใหม่ก็จะกลับบ้านเสมอ ดังนั้นเขาจึงเคยพบหน้าจางเจิ้นอันมาก่อนเพียงแต่ตอนนั้นจางเจิ้นอันใช้ผ้าปิดตา สวมหมวกสานเขาจึงมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจนนัก แต่ก็พอรู้สึกคุ้นๆ อยู่บ้าง

            เขาไม่คาดคิดเลยว่าชายหน้าตาธรรมดาในวันนั้นวันนี้จะกลายมาเป็นน้องเขยของตน เขายังคงรู้สึกติดใจอยู่ลึกๆด้วยรูปโฉมและนิสัยใจคอของน้องสาว นางสมควรจะได้แต่งงานกับชายที่ดีกว่านี้

            อันซิ่วเอ๋อร์สังเกตเห็นแววตาซับซ้อนของพี่ชายในนั้นฉายชัดถึงความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ความเสียดาย และความผิดหวังอารมณ์หลากหลายปั่นป่วนอยู่ในดวงตาคู่นั้นจนน่าใจหายอันซิ่วเอ๋อร์จึงตวาดเสียงลอดไรฟัน 

            “พี่ใหญ่! ท่านมองข้าด้วยสายตาแบบไหนกัน”

            อันเถี่ยสือเพิ่งดึงสติกลับมาได้รีบเก็บสายตานั้น แล้วก็ได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์พูดต่อ “เอาล่ะพี่ใหญ่ อย่าเพิ่งพูดเรื่องของข้าเลย การแต่งงานของข้าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่จัดการแล้วท่านเล่า ปิดบังครอบครัว แอบมาเป็นนักสู้อยู่ที่นี่ตามลำพังท่านรู้หรือไม่ว่าหากท่านพ่อท่านแม่รู้ว่าท่านทำงานเสี่ยงอันตรายเช่นนี้พวกท่านจะเป็นห่วงท่านมากแค่ไหน”

            “เรื่องนี้...เจ้าอย่าบอกท่านพ่อท่านแม่นะ” อันเถี่ยสือเสียงแผ่วลงทันที

            “ต่อให้ข้าไม่บอกท่านพ่อท่านแม่แล้วข้าเล่า ท่านไม่ห่วงข้าหรือ” 

            ดวงตาทั้งสองข้างของอันซิ่วเอ๋อร์แดงก่ำนางจ้องมองอันเถี่ยสือ ขนตายาวงอนสั่นระริกเพียงนิด น้ำตาก็ร่วงหล่นจากหางตาไหลผ่านแก้มเนียนราวหยก หยดลงสู่พื้น

            “พี่ใหญ่ ท่านน่าจะรู้ดีที่สุด ในใจของข้าข้ามองท่านเป็นทั้งพี่และเป็นเหมือนพ่อมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาที่เมืองนี้ข้าอุตส่าห์เตรียมของขวัญมาให้ท่าน ตามหาท่านไปทีละโรงสุราแต่ก็น่าเสียดายที่ไม่พบ”

            “ข้ากำลังจะกลับอยู่แล้วแต่พอมายืนอยู่หน้าประตูทางเข้าลานประลองแห่งนี้ ข้ากลับก้าวขาไม่ออกข้าแค่อยากจะลองเข้ามาดู แล้วข้าก็ได้เห็นท่านสู้กับคนอื่น แม้พวกท่านจะสวมหน้ากากแต่ข้าก็อดเป็นห่วงท่านไม่ได้ข้าเห็นคู่ต่อสู้ของท่านใช้ศอกกระแทกท่านครั้งแล้วครั้งเล่าใจข้าแทบจะหลุดออกมาจากอก ตอนแรกข้าคิดว่านี่คงเป็นเรื่องปกติจนกระทั่งท่านถอดหน้ากากออก ข้าถึงได้รู้ว่าคนที่ดึงดูดให้ข้าเข้ามาในลานประลองนี้ตั้งแต่แรกจนจบ ก็คือท่าน... พี่ใหญ่ของข้า”

            “พี่... ขอโทษ” อันเถี่ยสือก้มหน้าลงไม่อาจสบตาน้องสาวได้

            อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าช้าๆ“ท่านไม่ได้ทำผิดต่อข้า ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่คงทำไปเพื่อปากท้องแต่ว่า... ท่านเปลี่ยนไปทำงานอื่นไม่ได้หรือ วันนี้ท่านชนะ แล้ววันพรุ่งนี้เล่ามะรืนนี้เล่า”

            นางหยุดไปครู่หนึ่ง ปาดน้ำตา แล้วพูดต่อ“ข้ารู้ฝีมือพี่ใหญ่ดี แม้ตอนเด็กข้าจะมองท่านราวกับเทพเจ้าแต่ข้ารู้ว่าสุดท้ายท่านก็เป็นเพียงคนธรรมดา เป็นแค่ชาวนาคนหนึ่งถึงแม้จะมีแรงเยอะกว่าคนอื่นไปบ้าง แต่ท่านก็คือชาวนามือของท่านควรมีไว้เพื่อปักดำ หว่านไถ ทำไร่ทำนา ไม่ใช่มีไว้ชกต่อยใคร!”

            “เจ้าพูดถูกทุกอย่าง... แต่ว่านอกจากใช้แรงแล้ว พี่จะไปทำอะไรได้อีกเล่า” อันเถี่ยสือฟังคำพูดของน้องสาวจบแล้วก็ได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น

            “พี่มันก็แค่ชาวนาธรรมดาๆมือคู่นี้ทำเป็นแค่งานไร่งานนา นอกจากเรี่ยวแรงที่มากกว่าคนอื่นหน่อยแล้วพี่ก็ไม่มีอะไรสู้คนอื่นได้เลย หัวก็ไม่ไว ไปทำงานที่โรงสุราได้ไม่กี่วันเขาก็ไล่ออก ไปทำงานไม้ พี่ก็มือแข็งทื่อทำอะไรไม่เป็น เมื่อสองปีก่อนโชคดีหน่อยที่หาโรงตีเหล็กได้แห่งหนึ่ง ช่วยเขาตีเหล็กอยู่ปีกว่าแต่ปีที่แล้วญาติของเถ้าแก่จะมาทำงานแทน พี่ก็เลยต้องออกมา”

            “แม้พี่จะมาหากินในเมืองนี้หลายปีแต่กลับทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มีอยู่ช่วงหนึ่งเกือบจะต้องกลายเป็นขอทานอยู่ข้างถนน จนกระทั่งวันหนึ่งพี่เห็นป้ายรับสมัครคนของลานประลองนี้ ในตอนที่จนตรอกสุดๆ พี่ไม่ได้คิดอะไรเลยตัดสินใจเดินเข้าไปทันที”

            ชายร่างสูงใหญ่กำยำเมื่อเอ่ยถึงความขมขื่นในอดีต หลายครั้งที่นัยน์ตาแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้แต่ก็ยังคงฝืนทนไว้ น้ำเสียงจึงยิ่งสงบและราบเรียบราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง

            “ตอนแรกพี่สู้ไม่เป็นเลยใช้เป็นแต่แรงควายอย่างเดียว ทุกครั้งที่ขึ้นลานประลอง ได้ยินเสียงโห่ร้องกึกก้องเห็นคู่ต่อสู้ที่เหมือนสัตว์ป่าอยู่ตรงหน้า พี่ยอมรับว่าขาสั่นไปหมดตอนนั้นพี่แพ้ติดๆ กันหลายครั้ง โดนอัดจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหวผู้ดูแลลานประลองมาบอกพี่ว่า ที่นี่ไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ ถ้าพี่ยังเป็นแบบนี้อีกเขาก็จะโยนพี่ทิ้งออกไป”

            “พี่ฟังแล้วก็กลัวจนตัวสั่นสภาพอย่างพี่ตอนนั้น ถ้าถูกโยนออกไปจริง คงไม่ถึงตาย แต่คงอนาถน่าดูพี่จะไม่มีที่ไปในเมืองนี้อีกแล้ว ทำได้แค่คลานกลับหมู่บ้านเหมือนหมาขี้แพ้ทนให้คนอื่นหัวเราะเยาะน่ะไม่เท่าไหร่ แต่พี่ทนเห็นสายตาคาดหวังของพวกเจ้าไม่ได้พี่รู้ว่าเจ้าคงรอปิ่นปักผมสวยๆ จากในเมืองที่พี่สัญญาจะซื้อไปฝากไหนจะท่านพ่อท่านแม่อีก พวกท่านก็คงตั้งความหวังไว้กับพี่พี่ไม่อาจเดินกลับไปบอกพวกเขาว่า ‘ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกมันไม่ได้เรื่อง หางานดีๆ ทำไม่ได้’ จนไม่มีเงินติดตัวกลับมาเลยสักแดงเดียวแถมยังเจ็บตัวกลับมาเป็นภาระให้ทุกคนอีก”

            “พี่บอกผู้ดูแลไปว่าครั้งหน้าพี่จะชนะให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ พี่ยินยอมเซ็นสัญญาขายตัวเป็นทาสให้เขาสิบปีเถ้าแก่ได้ยินแบบนั้น ถึงยอมให้พี่อยู่ที่นี่ต่อ แถมยังเรียกหมอมาดูอาการให้ด้วยพอผ่านไปไม่กี่วัน พอเริ่มขยับตัวได้ พี่ก็กลับขึ้นไปบนลานประลองอีกครั้ง”

            “ตอนนั้น แผลของพี่ยังไม่หายดีหน้าตายังเขียวช้ำอยู่เลย คนดูในสนามต่างตะโกนเรียกชื่อคู่ต่อสู้พนันกันว่าพี่ต้องแพ้ยับ คู่ต่อสู้ก็บุกเข้ามาอย่างบ้าคลั่งพี่โดนต่อยไปไม่รู้กี่หมัด ตอนนั้นพี่โดนเขาซัดจนล้มลงกับพื้น เขาขึ้นคร่อมเหยียบหน้าอกพี่ มองลงมาอย่างเหนือกว่า เหมือนกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งพี่ได้ยินเสียงโห่ไล่จากข้างสนามพี่ถึงกับนึกภาพใบหน้าเกรี้ยวกราดของผู้ดูแลออกเลย”

            “วินาทีนั้นพี่คิดว่าจบสิ้นแล้วแพ้แน่แล้ว แต่พี่ไม่ยอมแพ้ พอนึกถึงท่านพ่อท่านแม่ที่แก่ชราลงทุกวันนึกถึงเจ้ากับต้าหยา นึกถึงหรงเหอน้องเล็ก เขาฉลาดหลักแหลมขนาดนั้นถ้าพี่หาเงินส่งเสียเขาได้ไม่มากพอ เขาก็จะไม่ได้เรียนหนังสือเท่ากับพี่เป็นคนทำลายอนาคตของเขา... พอคิดแบบนี้เรี่ยวแรงทั้งหมดก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในร่างอย่างน่าประหลาดพี่ระดมหมัดชกไปที่ขาของมัน พลิกตัวดันมันออกไปแล้วกระหน่ำหมัดซัดมันจนล้มลงกับพื้น”

            “จนกระทั่งกรรมการประกาศว่าพี่ชนะพี่ก็ยังงงๆ อยู่ นั่นเป็นชัยชนะครั้งแรกของพี่ พอก้าวลงจากลานประลองพี่ก็หมดสติไปเลย นอนหลับเป็นตายอยู่สามวันเต็มๆ การต่อสู้หลังจากนั้นก็มีแพ้มีชนะสลับกันไป แต่ก็ไม่ย่ำแย่เหมือนช่วงแรก พี่เริ่มค่อยๆเรียนรู้วิธีสู้ของคนอื่น เรียนรู้ที่จะสังเกตจุดอ่อน เวลาว่างพี่ยังไปแอบยกหินก้อนใหญ่ๆ เพื่อฝึกกำลังด้วย”

            พอพูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของอันเถี่ยสือก็ไม่หม่นหมองเหมือนตอนแรกอีกต่อไปราวกับเมฆหมอกที่ปกคลุมได้จางหายไป เสียงของเขากลับมาอบอุ่นและทรงพลัง 

            “เพราะฉะนั้น น้องหญิง... เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน พี่ใหญ่ของเจ้าในตอนนี้ ไม่ใช่พี่ใหญ่คนเดิมที่เจ้าเคยรู้จักแล้วนะ”

            เขายืดอก ยกแขนกำยำขึ้นมาตบอกตัวเองดังปึ้กๆทำท่าเหมือนหมีตัวใหญ่ พูดเสียงห้าวว่า “เดี๋ยวนี้ใครๆก็เรียกพี่ว่า ‘ภูผาเหล็ก’ แข็งแกร่งจะตายไป!”

            แม้ว่าเขาจะตั้งใจพูดติดตลกให้อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะแต่นางกลับหัวเราะไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าลง เสียงแผ่วเบา“พี่ใหญ่... ท่านลำบากมากจริงๆ”

            นางรู้ว่าพี่ใหญ่ผู้เข้มแข็งคงไม่อยากให้นางเห็นด้านที่อ่อนแอของเขานางเองก็ไม่อยากจะร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าพี่ชายเช่นกัน นางอยากให้เขารู้ว่านางไม่ใช่เด็กหญิงขี้แยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางหาเงินเองได้และนางก็สามารถเป็นเสาหลักให้ครอบครัวนี้ได้เช่นกัน

            “ลูกผู้ชาย! หลั่งเลือดหลั่งเหงื่อได้แต่ไม่หลั่งน้ำตา!” 

            อันเถี่ยสือยื่นมือออกไปตั้งใจจะตบไหล่ให้กำลังใจอันซิ่วเอ๋อร์แต่เมื่อเห็นว่าไหล่บอบบางของนางมีแขนของชายอีกคนโอบอยู่แล้ว เขาจึงเปลี่ยนทิศทางหันไปใช้กำปั้นทุบไปที่อกของจางเจิ้นอันเบาๆ สองที 

            “เจ้าเด็กนี่!กล้าดียังไงมาล่อลวงน้องสาวคนสวยของข้าไปได้”

            จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม ดูท่าทางอารมณ์ดีขึ้นอันเถี่ยสือเห็นแล้วก็หัวเราะออกมาการสื่อสารระหว่างลูกผู้ชายดูเหมือนจะเรียบง่ายกว่าที่คิดเพียงแค่สบตากันครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841