ความมืดมิดกดทับทุกอณูในร่างกาย แม้จะลืมตาหรือหลับตา ทุกสิ่งก็ไม่ต่างกัน อี้เฟิงนั่งสมาธิอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ ผนังคุกที่ทำจากหินมารดำแผ่รังสีอำมหิตออกมาไม่ขาดสาย แสดงพลังกดทับจิตใจและร่างกายให้อ่อนแอลงทุกขณะ
โซ่ตรวนที่พันธนาการเขาไว้ไม่ใช่โซ่ธรรมดา มันถูกหล่อขึ้นจากโลหะพิเศษที่ดูดซับพลังวิชา ทุกครั้งที่พยายามรวบรวมลมปราณ พลังก็จะถูกดูดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนล้าไปทั่วร่าง
ภาพความทรงจำวันที่ถูกจับย้อนกลับมาราวกับภาพหลอน... เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะพลาดท่าได้ง่ายดายเช่นนี้ หลังจากติดตามร่องรอยของน้องสาวมาหลายเดือน ในที่สุดก็พบเบาะแสว่าเธออาจถูกพามาที่เมืองมารแห่งนี้
“อี้ชิงเอ๋อร์...” เขาพึมพำชื่อน้องสาวเบาๆ นึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยยิ้มให้เขาทุกเช้า ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายในคืนนั้น คืนที่ตระกูลของพวกเขาถูกโจมตี และน้องสาวถูกจับตัวไป
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมถึงตามหาน้องไม่พบเสียที เพราะเธอถูกซ่อนไว้ในเมืองมารที่แทบไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา แต่เมื่อได้เบาะแส เขาก็ไม่ลังเลที่จะบุกเข้ามา... โดยไม่รู้ว่ามันเป็กับดัก
พิษมารแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย ทำให้เขารู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้ แต่อี้เฟิงไม่ยอมแพ้ เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้สติหลุดลอย พิษมารจะเข้าครอบงำจิตใจได้ทันที
“ลมปราณเป็หนึ่ง จิตใจเป็สอง ร่างกายเป็สาม...” เขาท่องบทวิชาที่ร่ำเรียนมา พยายามรวบรวมสมาธิแม้จะยากเย็นเพียงใด ลมหายใจค่อยๆ สงบลง จังหวะหัวใจเต้นช้าลงอย่างมีระเบียบ
แม้ร่างกายจะถูกพันธนาการ แต่จิตใจของเขายังเป็อิสระ อี้เฟิงรู้ดีว่าต้องอดทน ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม... เพราะไม่ว่าอย่างไร เขาต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้
ต้องตามหาน้องสาว... ต้องแก้แค้นให้ตระกูล... และต้องเปิดโปงความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในเมืองมารแห่งนี้...
...
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล อี้เฟิงรีบหลับตาทำเป็หมดสติ แต่ประสาทััทุกส่วนยังคงตื่นตัว เสียงพูดคุยค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านห้องขังของเขา
“เจ็ดเมืองไม่เคยอ่อนแอเท่านี้มาก่อน" เสียงทุ้มต่ำของจอมมารไฟราตรีดังขึ้น "เมื่อสามเมืองของพวกเราลุกขึ้น พวกมันจะไม่มีทางต้านทานได้”
“แต่ต้องรอจนกว่าพิธีกรรมจะสำเร็จ” จอมมารน้ำแข็งเอ่ยเสริม “เด็กพิเศษที่เรารวบรวมมา จะเป็กำลังสำคัญ”
หัวใจของอี้เฟิงเต้นแรง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของจอมมารสายลม “โดยเฉพาะเด็กหญิงสองคนนั่น... พลังของพวกมันจะทำให้กองทัพของเราแข็งแกร่งขึ้นอีกเท่าตัว”
เสียงฝีเท้าเคลื่อนห่างออกไป แต่อี้เฟิงยังคงนิ่งเงียบ รอจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงลืมตาขึ้น ความกังวลเริ่มก่อตัวในใจ... เด็กหญิงสองคน... หนึ่งในนั้นต้องเป็น้องสาวของเขาแน่
เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพิธีกรรมที่อยู่ไม่ไกล ทำให้อี้เฟิงสะดุ้ง เขามองผ่านช่องเล็กๆ บนผนังห้องขัง เห็นแสงสีม่วงดำวูบวาบ พร้อมกับเสียงสวดมนต์อันน่าสะพรึงกลัว
ในห้องพิธีกรรม เด็กชายคนหนึ่งถูกล่ามโซ่อยู่กลางวงหินมารดำ รอบตัวมีสัญลักษณ์โบราณถูกวาดไว้ด้วยเื จอมมารทั้งสามยืนล้อมวง พลังมืดพุ่งออกจากหินมารดำเข้าสู่ร่างของเด็กชาย
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของเด็กชายบิดเกร็ง ิัเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำ ดวงตากลายเป็สีแดงก่ำ เขากำลังถูกแปลงร่างให้กลายเป็มาร...
“พรุ่งนี้...” เสียงจอมมารไฟราตรีดังแว่วมา “จะถึงคิวของเด็กหญิงสองคนนั้น...”
อี้เฟิงกำมือแน่น เส้นเืปูดโปนบนขมับ เขาต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ก่อนพรุ่งนี้... ต้องช่วยน้องสาวให้ได้ก่อนที่จะสาย...
แต่โซ่ตรวนยังคงรัดรึงเขาไว้ พลังมารยังคงกดทับจิตใจ และเวลากำลังหมดลงทีละนาที...
...
สามวันผ่านไป อี้เฟิงใช้เวลาทุกนาทีสังเกตทุกความเคลื่อนไหวรอบตัว ทหารมารผลัดเปลี่ยนเวรยามทุกสี่ชั่วยาม เขาจำได้แม้กระทั่งจังหวะการเดินตรวจของยามแต่ละคน
ยามรอบแรกเดินช้า ระมัดระวัง ตรวจตราทุกซอกทุกมุม
ยามรอบสองเริ่มย่อหย่อน มักหยุดพักที่มุมตึก
ยามรอบสามง่วงงุน บางครั้งถึงกับเผลอหลับ
และยามรอบสุดท้าย... เป็จังหวะที่เขารอคอย
ขณะนั่งนิ่งในความมืด ดวงตาคมกริบของอี้เฟิงจับจ้องไปที่ผนังห้องขัง แสงจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นรอยแตกเล็กๆ บนหินมารดำ รอยแตกที่คนทั่วไปอาจมองข้าม แต่สำหรับผู้ฝึกวิชายุทธ์ขั้นสูง มันคือจุดอ่อนที่สำคัญ
“ทุกสิ่งล้วนมีจังหวะ...” อี้เฟิงพึมพำคำสอนของบิดา พลังมารที่กดทับห้องขังมีการหมุนเวียนเป็วัฏจักร เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่าทุกๆ หนึ่งชั่วยาม พลังมารจะอ่อนกำลังลงครู่หนึ่ง เหมือนคลื่นน้ำที่ซัดเข้าฝั่งแล้วถอยกลับ
และที่สำคัญที่สุด... เขาล่วงรู้ว่ากุญแจลับถูกซ่อนอยู่ในช่องลับบนผนัง ทหารยามมักจะเหน็บไว้ที่นั่นระหว่างพัก คิดว่าไม่มีใครมองเห็นในความมืด
ทุกคืน เมื่อพลังมารอ่อนกำลัง อี้เฟิงจะแอบฝึกลมปราณ สะสมพลังทีละน้อย เหมือนน้ำค่อยๆ หยดลงในแอ่ง วันแล้ววันเล่า พลังภายในของเขาค่อยๆ ฟื้นคืน แม้จะถูกโซ่ตรวนดูดซับไปบ้าง แต่เขาก็เรียนรู้วิธีซ่อนพลังบางส่วนไว้ในแก่นแท้ของร่างกาย
“หายใจเข้า... กักเก็บ... หายใจออก...” เขาฝึกลมหายใจพิเศษที่ช่วยต้านพิษมาร เป็วิชาที่เคยเห็นในตำราโบราณของตระกูล ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ในวันนี้
พรุ่งนี้คือคืนพระจันทร์เต็มดวง... คืนที่พลังมารจะอ่อนกำลังที่สุด เพราะแสงจันทร์บริสุทธิ์จะช่วยสลายความมืดมิด อี้เฟิงรู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่เขามี
เขาลูบโซ่ตรวนที่ข้อมือเบาๆ พรุ่งนี้... ทุกอย่างต้องสำเร็จ ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะถ้าพลาด น้องสาวของเขาจะต้องเข้าพิธีกรรมมาร และจะไม่มีวันได้กลับมาเป็ตัวของตัวเองอีกเลย
“รอพี่อีกนิดนะ ชิงเอ๋อร์...” เขากระซิบในความมืด พร้อมเข้าสู่่เวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ...
...
แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องผ่านช่องเล็กๆ บนผนังคุก ทอประกายเงินวาววับบนพื้นหินสีดำ อี้เฟิงรู้สึกได้ถึงพลังมารที่เริ่มอ่อนกำลังลง ราวกับถูกแสงจันทร์บริสุทธิ์ชะล้างความมืดมิดออกไป
ทหารยามคนสุดท้ายนั่งพิงผนัง สายตาเหม่อลอยมองดวงจันทร์ ดูเหมือนถูกความงามของราตรีดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น เขาไม่ทันสังเกตเห็นแสงสีฟ้าอ่อนที่เริ่มเรืองรองจากร่างของนักโทษในห้องขัง
อี้เฟิงหลับตาลง สูดหายใจลึก รวบรวมพลังที่สะสมมาหลายวัน “วิชาสายลมปีก...” เขากระซิบเบาๆ วิชาลับประจำตระกูลที่ถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
พลังลมบางเบาค่อยๆ ก่อตัวรอบร่าง เส้นลมปราณทุกเส้นสั่นไหว นี่คือวิชาที่ทำให้ร่างกายเบาดุจขนนก แต่แฝงพลังทำลายล้างดุจพายุร้าย ยิ่งเคลื่อนไหวเบาเท่าไหร่ ก็ยิ่งทรงพลังเท่านั้น
จังหวะหนึ่ง เสียงประหลาดดังมาจากนอกกำแพงเมือง ทหารยามสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หันไปมองทางต้นเสียง นั่นคือโอกาสที่อี้เฟิงรอคอย
“ฟู่...” ลมหายใจเย็นเฉียบพ่นออกมา พลังที่สะสมไว้ทั้งหมดถูกปลดปล่อย โซ่ตรวนที่พันธนาการสั่นไหว ก่อนจะแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ ไม่มีเสียงดังแม้แต่น้อย
ร่างของอี้เฟิงลอยขึ้นเบาๆ เหมือนใบไม้ปลิวไหวตามสายลม เขาเคลื่อนที่ไปยังรอยแตกบนผนังหินมารดำ นิ้วเรียวแข็งแกร่งแตะลงบนรอยแตกเบาๆ
“พลังภายใน... ผสานพลังภายนอก...” เขากระซิบ พลังลมถูกอัดแน่นที่ปลายนิ้ว ก่อนจะะเิออกอย่างรุนแรงแต่ไร้เสียง รอยแตกค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็ช่องที่พอให้คนลอดผ่านได้
อี้เฟิงเคลื่อนร่างผ่านช่องนั้นออกมา เท้าไม่แตะพื้นแม้แต่น้อย เงาร่างของเขาเลื่อนไหวราวกับสายลมยามราตรี ทหารยามยังคงจ้องมองไปทางกำแพงเมือง ไม่ทันรู้ตัวว่านักโทษสำคัญได้หลบหนีออกมาแล้ว
“ชิงเอ๋อร์... พี่มาแล้ว” อี้เฟิงคิดในใจ ขณะที่ร่างของเขาพุ่งทะยานไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องพิธีกรรมที่น้องสาวถูกกักขัง แสงจันทร์เต็มดวงยังคงส่องสว่าง ราวกับจะนำทางให้เขาในค่ำคืนแห่งโชคชะตานี้...
...
เสียงนกหวีดดังแหลมขึ้นในความมืด พวกทหารยามเพิ่งค้นพบว่าเขาหลบหนี อี้เฟิงเร่งฝีเท้า ร่างเบาดุจขนนกพุ่งผ่านทางเดินใต้ดินที่คดเคี้ยว เสียงฝีเท้าของกองกำลังทหารมารดังกระหึ่มไล่หลังมา
“ตามหามันให้เจอ! อย่าให้มันหนีรอด!” เสียงะโก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์
เงาดำสองร่างพุ่งออกมาจากมุมมืด ดาบในมือสะท้อนแสงคบเพลิงวูบวาบ อี้เฟิงไม่หยุดฝีเท้า เขาทิ้งตัวต่ำ ใช้วิชาตัวเบา "สายลมปีก" หมุนร่างหลบการโจมตี ในขณะที่เท้าปัดขึ้นเตะคบเพลิงร่วงลงพื้น
ความมืดมิดโรยตัวลงในทันที
“ระวัง! มันอยู่ตรงนั้น!” เสียงะโสับสน แต่ในความมืด ทหารมารกลับเสียเปรียบ พวกมันคุ้นชินกับการใช้พลังมารมากเกินไป จนลืมฝึกฝนประสาทััพื้นฐาน
อี้เฟิงเคลื่อนไหวไร้เสียง ร่างของเขากลายเป็สายลมพัดผ่านกลางวงล้อม หมัดและเท้าปล่อยพลังลมคมกริบพุ่งออกไปทีละจุด เสียงร่างล้มกระแทกพื้นดังขึ้นเป็ระยะ
“อ๊าก!” ทหารมารร่างใหญ่ล้มลงไม่ได้สติ โดยไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าถูกโจมตีจากทิศทางใด
อุโมงค์ใต้ดินแคบลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีที่ให้หลบหลีก แต่นั่นกลับเป็ข้อได้เปรียบของอี้เฟิง ในพื้นที่จำกัดเช่นนี้ ศัตรูไม่สามารถโจมตีพร้อมกันได้ เขาใช้ฝ่ามือฟาดออกไปในความมืด พลังลมกรีดผ่านอากาศ ตามด้วยเสียงร่างกระแทกผนัง
ทางเดินใต้ดินแยกออกเป็สามทาง อี้เฟิงชะลอฝีเท้า สูดดมกลิ่นอากาศ... ทางซ้ายมีกลิ่นเืคาวคละคลุ้ง - ห้องทรมานอย่างไม่ต้องสงสัย... ทางขวามีกลิ่นอับชื้น คงเป็ห้องเก็บของ... และทางตรงกลาง... มีไอเย็นะเืและพลังมารแผ่ซ่านออกมา
“ห้องพิธีกรรม...” อี้เฟิงกระซิบ นั่นต้องเป็ที่ที่กักขังน้องสาวของเขา
เสียงฝีเท้าของกองกำลังเสริมดังใกล้เข้ามา อี้เฟิงไม่ลังเล พุ่งตัวเข้าสู่ทางตรงกลาง แม้จะรู้ว่าอันตรายรออยู่เบื้องหน้า แต่เขาไม่มีทางเลือก... น้องสาวของเขารออยู่ที่นั่น และเวลากำลังจะหมดลง...
แสงสีม่วงดำวูบวาบสาดส่องมาจากปลายทาง พร้อมกับเสียงสวดมนต์อันน่าสะพรึงกลัว อี้เฟิงกำหมัดแน่น... เขาต้องไปให้ถึงที่นั่นให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม...
...
ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ห้องพิธีกรรม อี้เฟิงตัดสินใจแวะเข้าห้องเก็บของ สัญชาตญาณบอกว่าอาจมีบางสิ่งสำคัญซ่อนอยู่ที่นี่ เขาใช้วิชาตัวเบาพุ่งผ่านประตูลับที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางของเก่า
ภายในห้องมีตู้ไม้โบราณหลายใบ กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจีนลอยอวลในอากาศ มือของอี้เฟิงสั่นเล็กน้อยขณะเปิดลิ้นชักแรก...
“นี่มัน...” เขากลั้นหายใจเมื่อพบม้วนกระดาษที่มีตราประทับสีแดงเข้ม แผนที่โบราณถูกคลี่ออก แสดงตำแหน่งของเจ็ดเมืองและเส้นทางการโจมตีที่วางแผนไว้อย่างละเอียด มีจุดสีแดงทับซ้อนบนเมืองซิ่งหวา เมืองเจี้ยนอี้ และเมืองเหวินจิ้ง
ถัดไปคือตำราหนังปลาที่มีกลิ่นคาวเืติดอยู่ บันทึกพิธีกรรมมารที่น่าสยดสยอง... วิธีการแปลงร่างมนุษย์ให้กลายเป็มาร... การใช้พลังของเด็กพิเศษ... อี้เฟิงรีบม้วนตำราเก็บไว้ในอกเสื้อ
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะคือรายชื่อที่พบในลิ้นชักสุดท้าย... รายชื่อผู้ทรยศจากเจ็ดเมือง ทั้งขุนพล กุนซือ และผู้นำบางคนที่ลงนามร่วมมือกับเมืองมาร
“ไม่น่าเชื่อ...” เขาพึมพำ ขณะอ่านชื่อคนที่คิดว่าเป็พันธมิตร แต่แท้จริงกลับเป็ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดกับม้วนกระดาษเก่าที่มีตราประจำตระกูลอี้... ตราของบิดา! มือสั่นระริกขณะคลี่อ่าน... นี่คือจดหมายฉบับสุดท้ายที่บิดาเขียน ก่อนจะหายตัวไป
“ลูกพ่อ... ถ้าเ้าได้อ่านจดหมายนี้ พ่อคงไม่อยู่แล้ว... พ่อค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับหินกักเทพและการทรยศครั้งใหญ่...
ตระกูลของเราไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีพันธมิตรลับที่ซ่อนตัวอยู่... จงตามหาตระกูลหลิ่ง พวกเขาเป็ผู้พิทักษ์ความลับที่แท้จริง...”
อี้เฟิงกำจดหมายแน่น นี่คือความจริงที่เขาตามหามาตลอด... ตระกูลหลิ่ง... เขาเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อน...
ในม้วนกระดาษถัดไป เขาพบบันทึกวิธีต่อต้านพลังมาร... การใช้พลังบริสุทธิ์ผสานกับความรัก ความเมตตา และความกล้าหาญ... วิธีที่แท้จริงในการต่อกรกับความชั่วร้าย
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา อี้เฟิงรีบเก็บหลักฐานสำคัญทั้งหมดซ่อนไว้ในอกเสื้อ เขาไม่มีเวลาอ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว... ต้องรีบไปช่วยน้องสาวก่อน
“ชิงเอ๋อร์... อดทนอีกนิด...” เสียงนี้ดังก้องในใจ ก่อนจะพุ่งร่างออกจากห้องเก็บของ มุ่งหน้าสู่ห้องพิธีกรรม... โดยไม่รู้ว่าความจริงที่น่าใกว่านี้กำลังรอเขาอยู่...
...
“มันอยู่ทางนั้น!” เสียงกึกก้องของาามารพิษดังสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ หมอกสีเขียวอมม่วงค่อยๆ คืบคลานตามหลังอี้เฟิงมา กลิ่นเหม็นเน่าของพิษมารทำให้แสบจมูก
อี้เฟิงกลั้นหายใจ พุ่งตัวผ่านหมอกพิษด้วยวิชาตัวเบา แต่ละก้าวต้องระวังไม่ให้ัักับละอองพิษที่ลอยอยู่ในอากาศ เขารู้ดีว่าเพียงแค่หายใจเข้าไปนิดเดียว ร่างกายก็อาจจะเป็อัมพาตได้
“ฮิสสสส...” เสียงขู่ฟ่อของงูั์ดังแว่วมา มันเลื้อยออกมาจากช่องลับบนผนัง ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองเหยื่อตรงหน้า พิษหยดจากเขี้ยวแหลมคม กัดกร่อนพื้นหินจนเป็รอยหลุม
“ไม่มีทางหนีแล้ว..." เสียงหัวเราะเยาะของาามารพิษดังก้อง "เ้าคิดว่าจะรอดไปได้หรือ?”
อี้เฟิงะโหลบการพุ่งเข้างับของงูั์ แต่หางของมันฟาดเข้าที่แขนซ้าย เขาสะบัดร่างหลบ แต่เล็บพิษก็ทิ่มแทงผ่านเนื้อ ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่าง
“อึก!” เขากัดฟันแน่น รู้สึกได้ถึงพิษร้ายที่กำลังแพร่กระจาย แขนซ้ายเริ่มชาและม่วงคล้ำ
เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพิธีกรรม... เสียงของน้องสาว! อี้เฟิงหันขวับไปทางต้นเสียง หัวใจเต้นระรัว... ในมือยังกำหลักฐานสำคัญไว้แน่น
“พี่มาแล้ว ชิงเอ๋อร์!” เขาะโ พยายามจะวิ่งไปทางนั้น แต่งูั์ขวางทางไว้ หมอกพิษหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“เลือกเอาสิ...” าามารพิษเยาะเย้ย”"จะช่วยน้องสาวที่กำลังจะกลายเป็มาร หรือจะเอาหลักฐานนั่นไปเปิดโปงพวกเรา?”
อี้เฟิงกำหมัดแน่น... ทางเลือกที่โหดร้าย... ถ้าเขาฝ่าไปช่วยน้องสาวตอนนี้ หลักฐานทั้งหมดอาจถูกทำลาย และการทรยศครั้งใหญ่จะไม่ถูกเปิดเผย... แต่ถ้าเขาหนีไป น้องสาวจะต้องทนทุกข์ทรมาน...
“แก็ก!” เขาไอออกมา พิษเริ่มลุกลามถึงหัวใจ มีเส้นทางหนีอยู่สองทาง... ทางหนึ่งนำไปสู่ห้องพิธีกรรม อีกทางนำไปสู่อิสรภาพ... แต่ทั้งสองทางล้วนเต็มไปด้วยอันตราย...
“ชิงเอ๋อร์... อภัยให้พี่ด้วย...” อี้เฟิงกระซิบ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม ก่อนจะกระโจนตัวไปทางที่เขาเลือก... ทางเลือกที่จะต้องตามมาด้วยความเ็ปและความทรงจำที่ไม่มีวันลืม...
...
กัดฟันฝืนความเ็ปจากพิษร้าย อี้เฟิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ความมืด วิชา "สายลมปีก" ถูกใช้อย่างเต็มกำลัง ร่างของเขาลอยละลิ่วดุจใบไม้ปลิวไหว ะโจากหลังคาหนึ่งสู่อีกหลังคาหนึ่ง มุ่งหน้าสู่กำแพงเมือง
“ไล่ตามมัน! อย่าให้มันหนีรอด!” เสียงะโของาามารพิษดังก้องไปทั่วเมือง
เสียงหอนโหยหวนดังขึ้นในความมืด หมาป่าเงามืดฝูงใหญ่วิ่งตะบึงไล่ตามมา ดวงตาสีแดงก่ำเรืองแสงในความมืด เขี้ยวคมกริบพร้อมฉีกร่างเหยื่อเป็ชิ้นๆ
อี้เฟิงะโขึ้นต้นไม้ใหญ่ริมกำแพง ใช้กิ่งไม้เป็แท่นส่ง พุ่งตัวจากยอดหนึ่งสู่อีกยอดหนึ่ง เร็วจนตามตาแทบไม่ทัน แต่หมาป่าเงามืดก็ยังไม่ยอมเลิกไล่ล่า
“ฟี้... ฟี้...” เสียงกรีดร้องแหลมดังมาจากเบื้องบน นกอินทรีมารกางปีกดำทะมึนบดบังแสงจันทร์ ร่อนลงมาด้วยกรงเล็บคมกริบ
“ชิ!” อี้เฟิงสบถ พุ่งตัวหลบการโฉบของนกอินทรีมาร แต่กรงเล็บก็ยังฉีกเนื้อที่ไหล่จนเืสาด เขาไม่มีเวลาสนใจาแ รีบทะยานร่างสู่กำแพงเมือง
เสียงฝีเท้าม้าดังกระหึ่มเข้ามาใกล้ กองทหารม้าดำห้อตะบึงมาพร้อมกับธงดำที่สะบัดพลิ้ว อาชาดำขนเงางามดุจน้ำหมึก ดวงตาฉายแสงสีแดงเช่นเดียวกับผู้ขี่
“ไม่มีทางรอด!” เสียงะโดังขึ้น พร้อมกับสายธนูนับร้อยที่พุ่งแหวกอากาศ
อี้เฟิงหมุนร่างกลางอากาศ หลบธนูได้อย่างหวุดหวิด แต่พิษในร่างกายทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง บางดอกเฉี่ยวผ่านแขนและขา ทิ้งรอยแผลเป็ทางยาว
ถึงกำแพงเมืองแล้ว! แต่เบื้องล่างคือธารพิษที่เชี่ยวกราก น้ำสีม่วงดำเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง
ไม่มีเวลาลังเล! อี้เฟิงสูดหายใจลึก แล้วทิ้งตัวลงสู่ธารพิษ ใช้วิชาตัวเบาประคองร่างให้แตะผิวน้ำเบาที่สุด ก่อนจะดำดิ่งลงใต้น้ำ
ความเ็ปแล่นไปทั่วร่างเมื่อธารพิษแทรกซึมเข้าาแ แต่เขาต้องทน... ต้องว่ายไปให้ไกลที่สุด... ต้องหนีออกไปให้ได้...
“มันหนีลงธารพิษ! ตามไป!” เสียงะโดังแว่วมา
อี้เฟิงว่ายทวนกระแสธารอย่างยากลำบาก พยายามกลั้นหายใจให้นานที่สุด ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าน้องสาวและคำสัญญาที่ให้ไว้...
“ชิงเอ๋อร์... พี่จะกลับมา... พี่สัญญา...”
เขาผุดขึ้นเหนือน้ำเพียงครู่เพื่อสูดอากาศ ก่อนจะดำดิ่งลงไปอีกครั้ง... มุ่งหน้าสู่อิสรภาพ พร้อมกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อ... ความจริงที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง...
...
อี้เฟิงทรุดลงข้างต้นไม้ใหญ่ เืสีดำไหลซึมออกจากาแที่หน้าอก ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง เขารู้สึกถึงพิษมารที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย เส้นเืสีดำปรากฏขึ้นรอบาแ ลามไปตามิัเหมือนรากไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขา
“ต้อง...หาที่หลบ” เขากระซิบกับตัวเอง พยายามประคองร่างลุกขึ้น แต่ขาทั้งสองข้างสั่นไหว พลังภายในที่เคยไหลเวียนราบรื่นบัดนี้ปั่นป่วนวุ่นวาย ราวกับมีพายุกำลังก่อตัวในร่างกาย
เสียงฝีเท้าและเสียงเห่าหอนของสุนัขล่าเนื้อดังมาแต่ไกล อี้เฟิงกัดฟันฝืนความเ็ป มองหาที่หลบซ่อน สายตาเหลือบไปเห็นน้ำตกสายเล็กๆ ไหลลงมาจากหน้าผา ด้านหลังม่านน้ำนั้นอาจมีถ้ำที่พอจะซ่อนตัวได้
เขาพยายามเคลื่อนตัวไปทีละก้าว แต่ละย่างก้าวเหมือนเหยียบอยู่บนกองไฟ เหงื่อเย็นไหลชุ่มร่าง พิษมารแผ่ซ่านความร้อนไปทั่วตัว ทำให้การหายใจติดขัด
เมื่อมาถึงน้ำตก อี้เฟิงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปีนผ่านก้อนหินลื่นๆ เพื่อเข้าไปด้านใน สมดังคาด ด้านหลังม่านน้ำมีโพรงถ้ำเล็กๆ พอดีกับการซ่อนตัว เขาทรุดตัวลงพิง หอบหายใจหนัก มือกุมาแที่หน้าอกแน่น
“ถ้าไม่ได้รับการรักษาเร็วๆ นี้...” เขาครุ่นคิด รู้ดีว่าพิษมารไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้เอง มันจะค่อยๆ กัดกินร่างกายและจิตใจ จนกว่าจะไม่เหลืออะไรนอกจากเปลือกร่างที่ว่างเปล่า
เสียงสุนัขล่าเนื้าดังใกล้เข้ามา อี้เฟิงกลั้นหายใจ พยายามควบคุมพลังภายในที่ปั่นป่วนให้สงบลง น้ำเย็นจากน้ำตกที่สาดกระเซ็นเข้ามาในถ้ำช่วยบรรเทาความร้อนจากพิษได้บ้าง แต่ก็ไม่มากพอ
ในความมืดของถ้ำ เขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ภายในห่อนั้นคือแผ่นหยกโบราณที่เขาพบในห้องลับ มันเป็กุญแจสำคัญที่จะไขความจริงทั้งหมด เขาไม่มีทางยอมให้มันตกไปอยู่ในมือของศัตรู
“ข้าต้องมีชีวิตรอด...” อี้เฟิงกระซิบ นึกถึงใบหน้าของน้องสาวที่หายไป “ข้าต้องหาวิธีรักษาตัวให้ได้...”
เสียงฝีเท้าและเห่าหอนค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป แต่อี้เฟิงยังไม่กล้าขยับตัว เขารู้ว่าต้องรอให้แน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ ก่อน ระหว่างนั้น พิษมารก็คืบคลานเข้าสู่ร่างกายลึกขึ้นเรื่อยๆ ความหวังเดียวตอนนี้คือการหาคนที่มีความรู้เื่การรักษาพิษมารได้ทันเวลา
แสงสลัวจากภายนอกถ้ำสาดส่องผ่านม่านน้ำ สร้างเงาระยิบระยับบนผนังถ้ำ อี้เฟิงนั่งนิ่ง หายใจเบาๆ พยายามประคองสติไว้ รอคอยโอกาสที่จะออกจากที่ซ่อน แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อออกไปแล้วจะพบกับอะไร แต่เขารู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่น
สายลมเย็นพัดผ่านม่านน้ำ นำพาความชื้นและไอเย็นเข้ามาในถ้ำ อี้เฟิงหลับตาลง พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ เขารู้ว่าการเดินทางของเขายังไม่จบ และหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล...
...
ยามสายัณห์ย่างเข้ามา แสงสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านม่านน้ำตก อี้เฟิงพยายามฝืนลืมตาที่หนักอึ้ง อาการของเขาทรุดหนักลงเรื่อยๆ มือที่กดาแสั่นระริก เืสีดำยังคงซึมออกมาไม่หยุด
เขาพยายามรวบรวมพลังภายในที่เหลืออยู่น้อยนิด ใช้วิชารักษาตัวที่เคยเรียนรู้มา แต่พลังที่ปล่อยออกไปกลับถูกพิษมารกลืนกินจนหมดสิ้น เหมือนหยดน้ำที่หยดลงบนทรายร้อน ไม่เหลือร่องรอย
“ไม่พอ... วิชาของข้าไม่พอจะต้านพิษนี้...” เขาครวญเบาๆ นึกถึงคำสอนของอาจารย์ที่ว่าพิษมารเป็สิ่งที่อันตรายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นจะเป็ผู้รักษาได้
สายตาพร่ามัวของเขาเหลือบไปเห็นแสงไฟวูบไหวแว่วมาจากไกลๆ ผ่านม่านน้ำตก อาจเป็หมู่บ้านหรือที่พักของใครสักคน หากโชคดี อาจมีหมอที่พอจะช่วยเขาได้
เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่ขาทั้งสองอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “น้องสาว...” เขากระซิบชื่อน้องสาวที่ถูกจับตัวไป น้ำตาอุ่นไหลอาบแก้ม “ข้าสัญญา... ข้าจะต้องมีชีวิตรอด... ต้องกลับไปช่วยเ้าให้ได้...”
ด้วยความพยายามครั้งสุดท้าย อี้เฟิงคลานออกจากถ้ำ ทิ้งรอยเืสีดำเป็ทางยาว เขาไม่รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน รู้เพียงว่าต้องไปให้ถึงแสงไฟนั่น แม้จะต้องใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายก็ตาม
ขณะที่เขาเดินโซเซไปตามป่าทึบ สายลมเย็นพัดพาเสียงขลุ่ยแว่วมา... เสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยได้ยินในความฝันหรือความทรงจำอันไกลโพ้น มันเป็ทำนองที่ชวนให้นึกถึงบ้าน นึกถึงวันวานในวัยเยาว์ที่เลือนรางไปแล้ว
โดยไม่รู้ตัว เท้าของเขาพาเดินไปตามเสียงขลุ่ยนั้น ผ่านพุ่มไม้และกิ่งไม้ที่ระเกะระกะ จนมาถึงชายป่าที่มองเห็นกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง มีแสงไฟสลัวส่องออกมาจากหน้าต่าง และเงาร่างของใครบางคนนั่งเป่าขลุ่ยอยู่
อี้เฟิงรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากกระท่อมหลังนั้น พลังที่อบอุ่นและบริสุทธิ์ ต่างจากพลังมารที่กำลังกัดกินร่างของเขาอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่เขาจะทันได้คิดอะไรต่อ ร่างกายก็ทรุดลงกับพื้น สติเลือนหายไปพร้อมกับภาพสุดท้ายของชายหนุ่มในชุดพรานป่าที่วิ่งออกมาจากกระท่อม
ในห้วงความมืด เขาเห็นภาพวูบไหวของเด็กชายสองคนวิ่งเล่นในสวนดอกไม้ เสียงหัวเราะใสกังวาน กลิ่นดอกบ๊วยหอมหวาน และสร้อยหยกคู่ที่ส่องประกายระยับใต้แสงจันทร์... ความทรงจำที่เขาไม่แน่ใจว่าเป็ของตัวเองหรือเป็เพียงความฝัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัด คือโชคชะตากำลังจะพลิกผัน และความลับที่ซ่อนอยู่กำลังจะถูกเปิดเผย...