“นึกว่าเ้าหน้ามืดเป็ลมแดดไปเสียแล้ว”
เสียงดังมาจากทางด้านซ้ายหูของไอเดน ในขณะที่มองไปยังชายร่างท้วมนั่งอยู่ด้านหน้า ปรากฏว่าเป็เสียงของชายร่างผอมบางที่กำลังเดินอยู่ด้านข้างเกวียน เมื่อหันไปมองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ครั้งแรกที่เจอ โคโรมีท่าทางเหมือนคนไร้เรี่ยวแรงเดินเอียงซ้ายเอียงขวาผิดจากที่เห็นในตอนนี้ เขาเดินเท้าั้แ่ออกจากหมู่บ้านกว่าสี่ชั่วโมง ไม่ได้มีท่าทีหรืออาการแสดงออกมาภายนอกให้เห็นถึงท่าทางอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรงแต่อย่างใด
“มีน้ำหรือไม่ครับ” เสียงใสๆ ของไอเดนฟังดูแหบแห้ง
“รับไป” โคโรกำลังเดินอยู่หยิบกระบอกน้ำจากสะเอวดูเหมือนทำมาจากไม้ยื่นให้
“อีก...นานหรือ...เรา...จะถึง...”
“ดื่มให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวก็สำลักหรอก” โคโรเห็นการกระทำพูดพลางยกน้ำดื่มพลาง จึงพูดขัดไว้ก่อนถึงปล่อยให้พูดจนจบก็จะถามซ้ำอีกรอบอยู่ดี
ไอเดนถือกระบอกน้ำไว้ในมือ กวาดสายตามองทิวทัศน์ บรรยากาศรอบตัวเหมาะแก่การพูดคุย ไม่ร้อนเหงื่อตกจนคอแหบแห้งเหมือนก่อนหน้านี้ ในขณะที่กำลังจะกลืนน้ำเฮือกใหญ่ สายตาหันไปมองหญิงสาวผู้ร่วมเดินทางอีกคน ยังนั่งเอาผ้าคลุมศีรษะนิ่งสงบเหมือนร่างไร้ิญญา
ฮอร์ตันหันหน้าหลับมามองผู้โดยสารยกน้ำขึ้นดื่มดับกระหายสีหน้าดูเบ่งบาน ราวกับดอกไม้ที่ฟื้นจากการเหี่ยวเฉา จึงเป็เหตุให้เขารู้สึกกระหายน้ำตามไปด้วย ก่อนที่จะหันกลับไปมองทางด้านหน้า
“ไอเดนเ้าถามว่าอะไรหรือก่อนหน้านี้” พูดจบฮอร์ตันหยิบกระบอกน้ำจากใต้ที่นั่งขึ้นมาดื่มให้ชุ่มคอในทันที
“อีกไกลแค่ไหน เราจะเดินทางไปถึงอีกหมู่บ้านหรือครับ”
“ตอนที่ดวงอาทิตย์ลอยตกอยู่ตรงกับปลายยอดไม้ เราก็น่าจะถึงจุดหมายพอดี” โคโรพูดพร้อมชี้นิ้ว
ไอเดนนั่งมองไปยังทางที่นิ้วชี้ไป แต่เห็นเพียงเกวียนม้าบรรทุกข้าวสาลีบดบังวิสัยทัศน์ทางข้างหน้าจนหมดจด เพียงชั่วครู่เกวียนม้าด้านหน้าค่อยๆ เคลื่อนที่เรียบลงไป ซึ่งเป็ทางลาดชันได้เผยให้เห็นเส้นทางข้างหน้ายาวไกลสุดลูกหูลูกตา ปลายสายตามองเห็นเป็ป่าใหญ่ มีทุ่งหญ้าเขียวสดใสทั้งกว้างและยาว กั้นกลางระหว่างป่าทางฝั่งหมู่บ้านต้นน้ำ และขบวนกำลังมุ่งตรงไปยังป่าอีกฟากฝั่งหนึ่ง
มองขึ้นไปบนฟ้าจะเห็นฝูงนกกำลังบินลัดฟ้า ผ่านทุ่งหญ้ากว้าง โบยบินออกไปหาอาหารที่ป่าอีกฟาก เป็เหตุให้เข้าใจได้ว่าป่าอันจุดหมายของนกเ่าั้ จะต้องมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าถิ่นที่อยู่ที่นกเหล่านี้สร้างรังเพื่ออยู่อาศัย ถึงจะมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็อาจหาได้มีความปลอดภัยไม่
ในตอนนี้สีหน้าของโคโรมีความวิตกอยู่เล็กน้อย เมื่อมองไปยังขบวนด้านหน้า เคลื่อนที่ลงไปตามทางลาดชัน เนื่องด้วยการเดินทางในแต่ละครั้งที่ผ่านมา อุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นกับเกวียนม้าบรรทุกข้าวสาลีที่มีน้ำหนักหลายกิโลอยู่บ่อยครั้ง เป็เหตุให้การเดินทางจำเป็ต้องสะดุดหยุดลง คนที่รับหน้าที่คุมบังเหียนจะต้องมีทักษะการควบคุม ในระดับที่หัวหน้าขบวนไว้วางใจได้ในระดับหนึ่ง ส่วนชาวบ้านที่รับหน้าที่เดินตามติดเกวียนม้าบรรทุกข้าวสาลีกองสูงกว่าศีรษะ มีสีหน้าลุ้นระทึกให้ผ่านพ้น่เวลานี้ไปด้วยดี
“ครั้งนี้ที่ยึดเกวียนกับล้อคงไม่หักไม่หลุดหรอก ข้าเป็คนทำและเปลี่ยนมากับมือ” ฮอร์ตันเปล่งเสียงด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นสีหน้าเป็กังวลของโคโร
“ให้มันจริงสักทีเถอะ ล้อที่ทั้งหักทั้งหลุด ที่ผ่านมาก็เป็ฝีมือของเ้าเองไม่ใช่รึ” โคโรถึงกับทำหน้าเอือมระอา แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเพียงฮอร์ตันเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ซ่อมและทำอุปกรณ์ต่างๆ ได้
แม้วันนี้สภาพอากาศจะไม่เหมาะแก่การเดินทางในเส้นทางโล่งแจ้ง แต่ยังถือว่าเป็โชคดีของคณะเดินทางที่ไม่ได้เกิดความผิดพลาดใดๆ กับเกวียนม้าบรรทุกข้าวสาลีที่ทุกคนกำลังเป็กังวล
เมื่อเคลื่อนขบวนลงมาจากทางลาดชันหมดแล้ว ไม่ว่าจะมองไปทางฝั่งซ้ายหรือขวา จะมองเห็นแค่เพียงทุ่งหญ้ากว้างทอดยาวออกไปไกลสุดสายตา มีร่มเงาของเมฆเป็หย่อมๆ ท่ามกลางทุ่งหญ้า ราวกับว่ามีจุดดำบนแผ่นกระดาษสีเขียว แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเหล่าคณะเดินทางเสมอไป เพราะไร้วี่แววของเมฆที่จะเคลื่อนตัวมาบดบังแสงแดดให้เลย จากการคำนวณด้วยสายตาคร่าวๆ ผนวกกับความเร็วของขบวนอาจใช้เวลาไปกว่าชั่วโมงเศษๆ หรือสองชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าจะถึงป่าอีกฟากหนึ่ง
ไอเดนหันมาทางชายที่เดินอยู่ด้านข้างเกวียน “ทุ่งหญ้าแห่งนี้ มันทอดยาวออกไปไกลแค่ไหนหรือครับ” ชี้ไปทางทุ่งหญ้าด้านข้างที่ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกตา
โคโรไม่ได้หันไปมองตามทางของนิ้วที่ไอเดนชี้ไป “ฮ่า ฮ่า นี่เรียกว่าทุ่งหญ้าวิหคเหิน ในตอนที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะหมดแสง ฝูงนกน้อยใหญ่จะบินกลับรังกันจ้าละหวั่น ถ้าจะเดินตามทางที่เ้าชี้ไป คงใช้เวลานานนับสิบวัน” น้ำเสียงการพูดดูสบายๆ ราวกับว่าเขาเคยเดินสำรวจมาแล้ว
หลังจากนั้นได้มีการพูดคุยกันเพียงชั่วครู่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเงียบงัน ถึงแม้ว่าจะเป็คนที่มีอุปนิสัยช่างพูดช่างจาเพียงใด ยังเดินด้วยท่าทีเงียบขรึม ในตอนนี้ทุกคนเงียบจนได้ยินเสียงล้อเกวียนกับเสียงไม้สั่นไหว เมื่อขบวนเดินหน้าไปเผชิญกับเส้นทางขรุขระ และไม่มีใครปริปากแม้แต่คำเดียวเมื่อิัต้องทนกับแสงแดดอันร้อนผ่าวอีกครั้ง แม้แต่ฮอร์ตันที่นั่งฮัมเพลงตลอดทางผ่านป่าหมู่บ้านต้นน้ำ ยังนั่งก้มหน้าเพียงอย่างเดียว
นิ้วทั้งห้าอันเล็กจิ๋วของไอเดนไม่ยอมปล่อยมือจากกระบอกน้ำแม้แต่วินาทีเดียว ในขณะที่โคโรผู้เป็เ้าของเดินนำหน้า ฉวยโอกาสใช้ร่มเงาจากเกวียนม้าที่บรรทุกข้าวสาลีกองสูงเหนือศีรษะบดบังแสงแดด มองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามอีกครั้ง ยังนั่งผงกศีรษะโยกเยกไปมาใช้ผ้าคลุมศีรษะหมดจด จนไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าความร้อนในวันนี้ จะส่งผลอะไรกับเธอหรือไม่
อีกเพียงไม่กี่อึดใจขบวนก็จะเดินทางไปถึงป่าฝั่งตรงข้ามกับป่าของหมู่บ้านต้นน้ำ เมื่อขบวนเคลื่อนที่เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้สูงใหญ่อีกครั้ง การมองเห็นของสายตาเริ่มพร่ามัวปรับตัวตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
“หันมาทางนี้ ข้าพาเพื่อนมาแนะนำให้เ้ารู้จัก” โคโรพูดพร้อมใช้มือจับไปที่ไหล่ของคนที่เขาพามาแนะนำ
ไอเดนหันมองเด็กที่เดินอยู่ข้างๆ กับโคโรด้วยสายอันพร่าเบลอ จึงกะพริบตาซ้ำๆ ซึ่งเป็การคิดเข้าข้างตนเองว่าจะทำให้การมองเห็นกลับมาชัดขึ้นเป็ปกติโดยไวที่สุด
“ข้ามีชื่อว่าโบเวน เ้ายังปกติอยู่หรือไม่เนี่ย” เขาเห็นท่าทางอันแปลกประหลาดของสายตาที่กะพริบซ้ำๆ มองมา
“ปกติสิ ความร้อนคงไม่ได้ทำให้ใครเสียสติหรอก” ไอเดนมีอาการวิงเวียนร่วมด้วย จึงไม่ได้ยินทุกคำที่โบเวนพูด และการมองเห็นเริ่มค่อยๆ ชัดขึ้นมาเรื่อยๆ “ข้าเห็นเ้าตอนอยู่ในหมู่บ้าน เ้าชื่อว่าอะไรรึ”
“เมื่อตะกี้ เ้าไม่ได้ฟังข้าเลยหรืออย่างไร” โบเวนแสดงอาการตะขิดตะขวงใจ
“ขอโทษทีข้าฟังไม่ชัด ข้าชื่อว่าไอเดน” ถึงแม้จะเป็คำพูดที่ชวนให้พูดประชดประชันมากเพียงใด ไอเดนยังตอบกลับอย่างใจเย็น
เมื่อเห็นการแสดงออกในทางตรงกันข้ามกับที่ตนเองแสดงออกมา โบเวนดึงอารมณ์กลับมาอยู่ในระดับปกติทันที
“ข้าชื่อว่าโบเวน” ะโขึ้นมานั่งข้างๆ กับฮอร์ตัน
“ว่าแต่ทำไม ข้าไม่เคยพบเห็นเ้าในหมู่บ้านเลยสักครั้ง”
คำถามของโบเวนทำให้ฮอร์ตันกับโคโรที่ฟังอยู่หันหน้ามามองอย่างพร้อมเพรียง
ชั่วขณะนั้น ไอเดนรู้สึกได้ถึงสายตาทั้งสามคนหันมามองอย่างพร้อมเพรียง ถึงแม้โคโรกับฮอร์ตันจะชำเลืองมองมาอย่างไม่เต็มตา แล้วเบือนหน้ากลับอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้ได้ทันที ทั้งคู่มีความสงสัยอยู่ไม่น้อยแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามออกมาตรงๆ
ไอเดนละความสนใจจากใบหน้าของเด็กอายุสิบสี่ปี เพ่งความสนใจไปยังโคโร เดินผิวปากผสานกับเสียงเจื้อยแจ้วของนกที่ส่งเสียงร้องพร้อมเพรียงกันทั่วทั้งป่า ควบคู่กับเสียงลมพัดกระทบกับใบไม้ครืนๆ
“แล้วที่ผ่านมาเ้าไปอยู่ไหน ทำไมข้าพึ่งเคยเจอ” ไอเดนพูดราวกับว่าแปลกใจที่ไม่เคยเจอกับโบเวนในหมู่บ้าน เพราะรู้ว่าโคโรกับฮอร์ตันไม่มีทางถามซักไซ้เื่นี้แน่นอน อีกอย่างเท่าที่สังเกตทั้งคู่ คงไม่รู้ถึงการมีตัวตนของเมอรี่กับนีฟส์ในหมู่บ้าน
อีกทั้งวิลเลมยังทำตัวเหมือนเขาอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งตามปกติจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านทุกๆ เช้า แล้วกลับมาใน่เย็น คงจะแปลกไม่น้อยที่จะบอกว่าตนเองเลี้ยงหลานไว้ที่บ้าน ส่วนกู๊ดรู้เื่ทั้งหมดภายในบ้านของวิลเลมก็ปิดปากไว้สนิทไม่บอกใครเลยแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่เมื่อเก้าปีก่อน ชาวบ้านผู้หญิงที่ดูแลไอเดนก่อนที่เมอรี่กับนีฟส์จะเดินทางมาถึงบ้านของวิลเลม ก็ไม่เปิดปากพูดถึงเื่นี้
“ข้าเองก็เที่ยวเล่น อยู่ในอยู่บ้านเป็ประจำ” โบเวนสีหน้ามึนงงเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังคิดทบทวนบางอย่าง
“ถึงอย่างไร เราก็ได้เจอกันแล้ว” ไอเดนกล่าว “ข้าได้ยินมา ทำไมเ้าคิดว่าตนเองเหมาะสมที่จะเป็พรานล่าสัตว์ล่ะ ทั้งๆที่...” ไอเดนตั้งคำถามที่สะกิดอารมณ์ของโบเวนให้รู้สึกไม่พอใจ จนอยากพูดตอบโต้ออกมาทันที
“ทำไม่ข้าจะไม่เหมาะ!!”
โบเวนเปลี่ยนสีหน้าทันควัน พูดเสียงดังพร้อมจะเอาเื่แทรกขึ้นมาในทันที กำหมัดแน่นเกร็งไปทั้งตัว “ไฟในใจที่เผาไหม้ไปทั้งร่างกาย บ่งบอกให้รู้ ข้าจะต้องเป็พรานป่าที่เก่งที่สุด” โบเวนพูดด้วยความมั่งใจราวกับว่าไม่มีใครสามารถสั่นคลอน ความเชื่อมั่นนี้ลงได้
‘คนที่จะเป็นายพราน’
‘ต้องมีความเร่าร้อนขนาดนี้เลยเหรอ?’
ไอเดนพยายามปั้นสีหน้าให้เป็ปกติ เมื่อเห็นลักษณะนิสัยอันย้อนแย้ง เพราะนายพรานที่เคยได้รู้จักผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือสื่ออื่นๆ ส่วนมากจะมีบุคลิกใจเย็น สุขุมนุ่มลึกมีความระมัดระวัง และความรอบคอบสูง ซึ่งโบเวนมีบุคลิกตรงกันข้ามกับนายพรานในความเข้าใจของไอเดนอย่างสิ้นเชิง แต่ยังไม่ปักใจเชื่อไปเสียทีเดียว เนื่องด้วยโดนคำพูดที่ปลุกเร้าอารมณ์ให้ฉุนเฉียวอยู่แล้ว อีกทั้งนี่เป็ครั้งแรกของโบเวนที่ออกมาล่าสัตว์ป่า ต้องอดใจรอดูและสังเกตว่าจะเหมือนคำที่พูดอย่างเชื่อมั่นหรือไม่
“พวกเ้าคุยกันดีๆ ไม่ได้รึ” ฮอร์ตันพูดปรามไว้ และเขาก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับการแสดงออกราวกับรู้อยู่แล้ว โบเวนมีลักษณะนิสัยอย่างไร
“ฮ่าฮ่าฮ่า แบบนี้ต้องแลกหมัดกันสักหมัดสองหมัด เดี๋ยวก็สนิทกัน” โคโรพูดแล้วเดินเข้าไปใกล้โบเวน “เหมือนกับข้าที่ชกหน้าพ่อเ้าไง แบบนี้” ทำท่าชกอากาศ
“ลุงอย่ามาโม้นักเลย เท่าที่ข้าฟังจากลุงกู๊ด เื่มันไม่ใช่แบบนี้” โบเวนเปลี่ยนอารมณ์ทันที พูดเสียงสูงแคลงใจกับการแสดงท่าทางของโคโร
“ถ้าเ้าอยากเป็พรานป่า ควรฟังเ้าตัวโตนั้นเล่าเื่ให้น้อยลงนะ ข้าว่า”
ฮอร์ตันนึกถึงวีรกรรมของชายที่เขาพูดถึง มักจะชอบใช้ดาบวิ่งไล่ หรือต่อสู้กับสัตว์ป่าราวกับว่าต่อสู้กับมอนสเตอร์ แทนที่จะใช้ธนูในการล่าสัตว์ จึงทำให้ผู้ที่เดินทางไปล่าด้วยปวดหัวไม่น้อย
“บางทีการออกล่าสัตว์ มันจะต้องใช้ความกล้าหาญเข้าแลก” โบเวนยังพูดด้วยความเชื่อมั่น ผ่านสายตาของพรานป่าอีกคนที่เดินอยู่ข้างๆ
โคโรไม่ได้พูดตอบโต้อะไร เพราะอยากค่อยดูพรานป่านิสัยสุขุมรอบคอบอย่างโบราน จะหล่อหลอมลูกชายของตนเองอย่างไร แค่คิดแทบจะหุบยิ้มเอาไว้ไม่ได้
เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น ไอเดนพอจะคาดเดาได้โคโรกำลังคิดอะไรอยู่ และสิ่งหนึ่งชวนให้สงสัย “ข้าเห็นจัดขบวนอย่างเป็ระเบียบ ละแวกนี้มีโจรคอยดักปล้นระหว่างทางหรือครับ”