เมื่อเห็นท่าทีของดร๊อกป้า บัลคาก็ก้มหัวลงและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“แม้เหตุผลจะเป็เช่นนั้น ข้าก็ต้องขอโทษพวกเ้าด้วย พวกเ้าไม่ได้าเ็มากใช่ไหม?”
ดร๊อกป้าโบกมือปฏิเสธ
“พวกข้าไม่เป็ไร ข้าพอจะเข้าใจในความจำเป็ของท่าน อีกอย่าง เหตุการณ์นี้ทำให้พวกข้าเริ่มสนิทกับพวกท่านอัสมะมากขึ้น”
บัลคาพยักหน้ารับฟัง
“อย่างนั้นรึ? พวกเ้าสนิทกับพวกเขาแล้ว… หืม?”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย รู้สึกบางอย่างไม่ชอบมาพากล ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ว่าแต่…พวกเ้ารู้จักตัวตนของพวกเขาได้อย่างไร? อัสมะไม่ได้ปิดบังตัวตนตอนบุกไปหาพวกเ้ารึ?”
บัลคานิ่งคิด แม้อัสมะจะเป็คนบุ่มบ่าม แต่ก็ไม่ใช่คนไร้หัวคิด เขาน่าจะพยายามปกปิดตัวเองเพื่อไม่ให้ฝ่ายลงทัณฑ์รู้จักตัวตนของเขา แต่ในตอนนี้…อะไรบางอย่างดูผิดไป บัลคานึกถึงคำพูดและท่าทีของดร๊อกป้า ก็พบว่าการสนทนาของพวกเขาดูสวนทางกันั้แ่ต้น ดร๊อกป้ามักตั้งคำถามคลุมเครือ ไม่เคยเอ่ยถึงอัสมะเลย แต่กลับดูเหมือนรู้ทุกอย่างทั้งเื่ที่ศิษย์ในอารามรักษาซูไลฮาไม่ได้ และที่สำคัญ เขาเองกลับหลุดปากตอบไปโดยไม่ได้เอ๊ะใจอะไรเลย แม้จะเป็เพราะความรู้สึกผิดก็ตาม
ก่อนที่บัลคาจะทันได้พูดอะไร ดร๊อกป้ากล่าวขึ้นก่อน
“แน่นอนว่าพวกเขาปิดบังตัวตน แต่พวกข้าก็ต่อสู้จนชนะพวกเขาได้”
ดร๊อกป้าตอบเรียบๆ เลียนแบบสีหน้าของอาโป
“หลังจากนั้นก็เค้นความจริง”
“สู้? ชนะ? พวกเ้าชนะพวกเขาได้อย่างไร?” บัลคาถามอย่างงุนงง เขาพยายามเรียบเรียงความคิดแต่ตามไม่ทัน ตามแผนของเขา อัสมะควรนำพรรคพวกไปข่มขู่เพื่อเอายาจากดร๊อกป้า อาจมีการปะทะกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายดร๊อกป้าควรยอมโดยง่ายเพราะสภาพแขนซ้ายไม่สู้ดี จากนั้นดรีอกป้าก็จะสงสัยกับช่องโหว่ที่เขาจงใจทิ้งไว้ แต่ตอนนี้…ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น!
ดร๊อกป้าเริ่มสังเกตถึงสถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ แต่เขาก็ตอบไปตามความจริง
“ใช่ พวกเราชนะพวกเขา ส่วนเหตุผล…ก็เพราะเขา” ดร๊อกป้าหันไปมองอาโป ชายหนุ่มผมขาวที่ยืนเงียบมาตลอด
คำพูดของดร๊อกป้าทำให้บัลคาชะงัก เขามองตามสายตาไปยังอาโป ชายหนุ่มผมขาวที่จ้องกลับมาด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก
ในตอนแรก บัลคาเคยคิดว่าอาโปเป็เพียงชายหนุ่มความจำเสื่อมที่เก่งในเื่ตัดไม้ แต่ในตอนนี้ ความประทับใจนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความสงสัย บัลคายืนจ้องมองชายหนุ่มผมขาว แต่ก็พบว่าชายหนุ่มผมขาวยืนจ้องกลับมาอย่างไม่ไหวติ่ง
ดร๊อกป้าคุ้นเคยกับแววตาของบัลคาดี มันเหมือนกับแววตาของเขาที่มองไปยังอาโป ไม่สิ บางทีอาจจะเป็อะไรที่มากกว่านั้น
ในที่สุด บัลคาก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่หยุดชะงัก
“เ้าสนใจทำแบบข้างหลังนี้ไหม” มือของเขาชี้ไปยังการฝึกประลองของคนในฝ่ายลงทัณฑ์
ดร๊อกป้าตกตะลึง
“ท่านหมายความว่ายังไง”
บัลคาตอบโดยไม่มองดร๊อกป้า
“ข้าพูดกับอาโป เ้าสนใจหรือไม่?”
อาโปเอียงคอเล็กน้อย มองชายหลายคนเปลือยท่อนบนที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการต่อสู้ ก่อนจะพยักหน้า
“งั้นตามข้ามานี่”
บัลคาอยากทดสอบฝีมือชายหนุ่ม การที่บัลคาไม่ทันสังเกตมาถึงขั้นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะสภาพของอาโปและดร๊อกป้ายังเหมือนเมื่อวานทุกอย่าง ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลย ฝีมือต่อสู้อะไรกันที่สามารถเอาชนะพวกอัสมะโดยไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอัสมะที่เป็ถึงคนในฝ่ายลงทัณฑ์
อาโปเดินตามบัลคาไปเงียบๆ สีหน้านิ่งเรียบตามปกติ ดร๊อกป้ามองทั้งสองด้วยความกังวล ก่อนจะเร่งฝีเท้ามาเดินข้างบัลคาและเอ่ยขึ้น
“ท่านบัลคา…ท่านจะทดสอบฝีมือของอาโปหรือ? เพื่ออะไรกัน?”
บัลคาหันมามองดร๊อกป้าและกล่าวตอบ
“ใช่ อัสมะไม่ใช่คนที่จะพ่ายแพ้ง่ายๆ ข้า้าเห็นกับตาว่าคนที่ชนะเขาเก่งแค่ไหน ถ้าเป็อย่างนั้น ข้าคงปล่อยเขาไปไม่ได้ง่ายๆ”
“ปล่อยไปไม่ได้ง่ายๆ ท่านหมายความว่ายังไง?”
ดร๊อกป้าถามต่ออย่างสงสัย
บัลคาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“อย่างที่ข้าเคยบอก ถ้าพวกเ้าทำงานตัดไม้ได้ดี ข้าจะช่วยพวกเ้าให้ได้รับงานอื่น แต่ถ้าฝีมือของอาโปเป็ดั่งที่เ้าว่า งานนั้นคงไม่พ้นตำแหน่งในฝ่ายลงทัณฑ์แล้วละ”
ดร๊อกป้าทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่พวกเขาเดินมาถึงสนามประลองก่อนเสียแล้ว บรรยากาศวุ่นวายเงียบลงทันทีที่ทุกคนเห็นบัลคา ฝูงชนหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงข้างหน้าสุด การประลองรอบนี้เพิ่งจบลงพอดี บัลคากล่าวด้วยเสียงดังทรงพลัง
“จังหวะเหมาะเลย ข้ากำลังจะหาคู่ประลองให้กับเขาคนนี้ มีใครสนใจที่จะต่อสู้กับเขาไหม”
บัลคาผายมือไปทางอาโป ซึ่งตอนนี้ชายหนุ่มผมขาวกำลังยืนถอดเสื้ออยู่เงียบๆ
‘เอ๊ะ!'
บัลคาชะงัก เขาหันไปทางร่างสีขาวอีกรอบอย่างไม่เชื่อสายตา ก็พบว่าอาโปในตอนนี้ถอดเสื้อเสร็จแล้ว และมือทั้งสองข้างกำลังเอื้อมไปจับกางเกง
'เอ๊ะ!'
บัลคามองอีกครั้งก็พบว่าชายหนุ่มกำลังจะถอดกางเกงจริงๆ มันเกิดอะไรขึ้น
“ไม่ใช่แบบนี้ อาโป ท่านบัลคาหมายถึงว่าเ้าสนใจต่อสู้ประลองไหม ไม่ใช่ให้มาถอดเสื้อผ้าแบบนี้”
ดร๊อกป้ารีบวิ่งไปคว้าแขนของอาโปอย่างตื่นตระหนก นาทีนี้แม้แขนจะเจ็บ แต่เขาก็ลังเลไม่ได้
อาโปหยุดมือลง เขาหันไปมองรอบๆ พบว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมายังเขา ชายหนุ่มผมขาวขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าอย่างนั้น งั้นข้าไม่สนใจ”