“แล้วพวกเราจะไปไหนต่อครับ” ภัทรถามขึ้นหลังจากออกมาจากห้องแล้ว
“พวกเราจะไปกันที่ ‘สำนักงานลงทะเบียนและประสานงานผู้วิเศษฝ่ายสามัญ’ ที่ตั้งอยู่เขตหนึ่งจ้ะ”
“เขตเราไม่มีสำนักงานเป็ของตัวเองเหรอครับ”
“ไม่มีหรอก ความจริงคือแม้ว่าเขตการดูแลของเราจะใหญ่ แต่พวกเราเป็แค่เขตเล็กๆ ในเมืองกุมพาธานีเท่านั้นเอง พวกฝ่ายปราบปรามถึงไม่ได้สนใจพวกเราไง”
“จริงสิครับ แล้วพวกเรามีหน้าที่อะไรบ้างเหรอครับ”
“หลักๆ ก็ช่วยเหลือบุคคลฝ่ายสามัญที่ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์และสิ่งเหนือธรรมชาติ กลบเกลื่อนร่องรอยการมีอยู่ของเวทมนตร์ให้เหมือนอุบัติเหตุปกติ เก็บกู้สิ่งประดิษฐ์และสิ่งต้องสาป ช่วยเหลือและทำตามคำร้องของผู้วิเศษในเขตสามัญ อ้อ... ต้องไม่เกี่ยวกับเื่ิญญานะ ฝ่ายนั้นมีเ้าหน้าที่ดูแลต่างหาก”
“ถ้าอย่างนั้น แล้วเื่ที่เกิดกับพวกผมทำยังไงเหรอครับ” ภัทรอยากรู้บทสรุปของเหตุการณ์ในโรงเรียน
“พวกเราทำการเก็บกู้ร่างของเด็กทั้งหมดไปไว้ที่จุดเดิมจากที่เธอจากมา และทำการปกปิดร่องรอยของเวทมนตร์ ทำให้เหมือนพวกเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ทำการผนึกสิ่งต้องสาปเวทมนตร์ ‘โหลมาคุบา’ และตามไปทำลายอุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อเพื่อให้คนอื่นไม่สามารถสืบข้อมูลได้ โดยเหตุการณ์ที่ใช้อ้างคือแก๊สในห้องวิทยาศาสตร์ะเิ ทำให้เสียชีวิตทันทีเจ็ดราย ส่วนเธอเราแจ้งว่ามาเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ประมาณสองเดือนกับครูผู้หญิงสามัญคนหนึ่ง
ดังนั้นไม่ต้องห่วงเื่เ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถาม นั่นคนของเราเอง ‘คุณฐา’ เป็ผู้วิเศษที่ปลอมเป็สามัญชนไปทำงานในกรมตำรวจ เขาเป็คนที่รีบติดต่อมาหลังเกิดเื่ไว้นะ ถ้าเธอเจอก็ขอบคุณเขาด้วยล่ะ”
“ได้ครับ แต่พวกผมนอกจากที่ตายหกคนแล้ว รวมผมกับมิรินด้วยก็เป็แปดไม่ใช่เหรอครับ”
ริศหยุดเดิน
“พวกเราต้องแก้ไขความทรงจำของครอบครัวและคนรู้จักของเด็กคนนั้น... ว่าเธอได้เสียชีวิตลงด้วยเช่นกัน”
“แต่ถ้าเธอกลับบ้านล่ะครับ”
“นั่นย่อมเป็ไปไม่ได้ คนพวกนั้นไม่มีทางยอมให้ตัวตนสูงส่งมาเกลือกกลั้วกับพวกสามัญหรอก มันอาจ้าพลังของเธอไปทำอะไรสักอย่างหนึ่ง”
ภัทรถอนหายใจด้วยความสงสารมิริน ในโลกคนธรรมดานอกจากเขาแล้วยังมีใครจำเด็กหญิงมิริน เด็กผู้หญิงน่ารักนิสัยดีขี้อาย และขี้งอนคนนั้นได้อยู่อีกไหมนะ... เธออยู่คนเดียวคงต้องเหงาแน่นอน ภัทรมองขึ้นไปบนฟ้า ก่อนหันกลับมาคุยกับริศต่อเพื่อสลัดความเศร้า
“เข้าใจแล้วครับ งั้นเื่สิ่งของต้องสาปคืออะไรเหรอครับ ไม่ได้เกี่ยวกับิญญาเหรอครับ”
“ย่อมไม่ใช่ มันเป็สิ่งที่เกิดจากผู้วิเศษฝ่ายมืดหรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่ชั่วร้ายได้ตายลง จะเหลือเศษซากของความชั่วร้ายในรูปแบบหนึ่ง ในแบบชิ้นส่วนร่างกายก็เช่น เหลือมือเหี่ยวๆ เหลือฟันสักซี่หรือดวงตาสักดวง หรือของใช้ที่เคยใช้บ่อยๆ จนชิน เช่นรองเท้าบูตสักคู่หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยวิธีปกติ เราจะต้องเก็บกู้มันเพื่อชำระล้าง หรือใช้งานคุณสมบัติพิเศษที่หลงเหลืออยู่”
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรครับว่ามันใช่สิ่งที่เราต้องเก็บกู้”
“เรามีคาถาตรวจสอบนะ ถ้าเธอสงสัยว่าอะไรเป็สิ่งของต้องสาป ชี้ไม้กายสิทธิ์ไปใกล้ๆ สิ่งนั้นแล้วให้ท่องคาถาว่า ‘มาเรดิกทีโอ เซนทรีโอ (Maledictio Sentio)’
ถ้ามันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มันจะเป็สิ่งของหรือสิ่งประดิษฐ์ทั่วไป แต่ถ้าเป็สิ่งประดิษฐ์ต้องสาป ปลายไม้กายสิทธิ์จะสั่นหรืออาจจะรู้สึกร้อนถ้ามันเป็ของที่ระดับสูงกว่าระดับของเธอ คาถานี้ตรวจได้แค่สิ่งประดิษฐ์ระดับต่ำกว่าสามเท่านั้นนะ ยกเว้นเธอจะมีระดับสูงกว่าสิ่งของจึงจะตรวจสอบได้ แล้วก็ของต้องสาปผู้วิเศษหลายคนก็ถือครองอยู่ ไปชี้ใส่มั่วซั่วอาจโดนทำร้ายได้ เข้าใจมั้ยภัทร”
“เข้าใจแล้วครับคุณริศ”
“เรียกฉันว่าริศ หรือ ‘พี่ริศ’ ก็ได้ ฉันไม่ถือหรอก เรียกคุณมันห่างเหินไป เราต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายเดือนเลยนะ”
“คุณริศไม่ได้ทำงานตลอดเหรอครับ” ภัทรถามอย่างสงสัย
“ฉันก็ยังเรียนอยู่เลย ไหนเรียกฉันใหม่ พูด ‘พี่ริศคนสวย’ สามครั้ง ปฏิบัติ!”
“เอ่อ....” เขาลังเลที่จะพูด แต่พอเห็นหน้าจะมุ่ยของริศจึงรีบพูด “ผมเรียกพี่ริศเฉยๆ ก็แล้วกันครับ”
“เชอะ... ก็ได้” ริศยิ้มขำ
“แล้วพวกเราจะไปยังไงเหรอครับ” พวกเขาเดินมาถึงหน้าอาคารแล้ว
“ฉันมีรถน่ะ”
“แต่เราเป็ผู้วิเศษไม่ใช่เหรอครับ ปล่อยแสงปิ้วๆ ก็ทำได้ ทำไมถึงไม่บินหรือหายตัวไปล่ะครับ”
ริศหัวเราะลั่น “ปล่อยแสงปิ้วๆ ฉันชอบคำนี้นะ เหตุผลมีสามข้อ หนึ่ง เราอยู่เขตสามัญ ถ้าใช้ ‘สิ่งประดิษฐ์บิน’ บินไปเราต้องโดนจับข้อหาใช้เวทมนตร์ในพื้นที่ทับซ้อน สอง ฉันไม่มีใบอนุญาตบิน เธอก็ด้วย แถมเธอเองก็บินไม่เป็ด้วยซ้ำ สาม การหายตัวไปอีกสถานที่หนึ่งเป็ความสามารถของระดับหกขึ้นไป ซึ่งระดับหกในประเทศนี้มีแค่สามคนเท่านั้นนะ”
เธอเดินนำภัทรไปจนถึงลานจอดรถ เขาเห็นว่าที่นี่มีรถยนต์หน้าตาแปลกๆ หลายคัน แต่ทุกคันดูเก่าย้อนยุคอย่างมาก บางคันก็เอาไม้ไปตอกปิดตรงหน้าต่างไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร ริศเดินไปหยุดที่รถเต่าสีเหลืองซีด สภาพเหมือนจอดทิ้งไว้นับสิบปี แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดูปกติที่สุดในลานนี้
ริศทำหน้าภูมิใจมาก “ฉันใช้เงินตั้งสิบสี่เหรียญทองเพื่อซื้อมันเลยนะ”
“หรือว่ามีเวทมนตร์อะไรร่ายเอาไว้รึเปล่าครับ” ภัทรมองสภาพรถแล้วอาจจะเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองก็ได้
“เปล่านะ อ้อจริงสิ ตาม ‘ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยสิ่งประดิษฐ์ฝ่ายสามัญ’ มาตราที่ 10วรรค1 ห้ามมิให้ผู้วิเศษกระทำการร่ายมนต์ใดๆ ใส่อุปกรณ์ฝ่ายสามัญ เว้นแต่ผู้วิเศษฝ่ายวิศวกรรมเวทและผู้ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานลงทะเบียนอุปกรณ์สามัญดัดแปลงแล้ว ดังนั้นฉันไม่สามารถดัดแปลงอะไรมันได้เลย”
ภัทรทำหน้าไม่ถูก “โลกผู้วิเศษก็มีกฎหมายด้วยเหรอครับ”
“ต้องมีแน่นอน” ริศพยักหน้า
“เราต้องควบคุมผู้คนที่ปล่อยแสงปิ้วๆ ให้ได้” เธอมองภัทรที่ถูกเธอล้อเลียนแล้วหัวเราะ
“กฎหมายส่วนใหญ่จะบังคับใช้กับผู้วิเศษที่ต่ำกว่าระดับสี่ ระดับห้าขึ้นไปจะใช้ ‘กฎหมายผู้ยิ่งใหญ่’ เพราะคนพวกนั้นมีพลังที่มากกว่าคนปกติ สูงส่งกว่า แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเราหรอก มาๆ เราขึ้นรถกันดีกว่า”
เขาสองคนขึ้นไปบนรถ รถมีที่นั่งแคบมากจนต้องเบียดกัน โชคดีที่ริศมี ‘ถุงหอมปรับอากาศ’ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดมาก แม้ในรถจะมีกลิ่นอับชื้นก็ตาม
เขามองข้างทาง เส้นทางการเดินทางค่อนข้างเงียบสงบและดูรกร้างเหมือนอยู่ในชนบท พวกเขาขับรถไปเรื่อยๆ จนริศพามาถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวแห่งหนึ่งที่ดูร้างผู้คน เธอจอดในที่จอดรถโรงแรมเก่าๆ หลังหนึ่งเหมือนมีอายุผ่านมาแล้วนับร้อยปี แล้วพาเขาเดินเข้าไปในโรงแรม
“เรามาที่นี่ทำไมเหรอครับ”
“เพราะที่นี่คือ ‘ประตู’ เราต้องอาศัยเส้นทางที่เชื่อมระหว่างโลกสามัญและโลกผู้วิเศษ การที่จะไปมาหาสู่กันไม่ใช่เื่ง่ายเลย เพราะเมื่อประมาณหนึ่งพันเก้าร้อยปีที่แล้ว เกิดาของผู้วิเศษกับฝ่ายมืดที่เมืองปอมเปอี ทำให้ฝ่ายสามัญต้องเสียชีวิตลงจำนวนมาก
ผู้อยู่จุดสูงสุดในขณะนั้น ท่านเป็คนที่เกิดจากฝ่ายสามัญเช่นกัน ท่านได้สู้กับขุนพลฝ่ายมืดจนรู้ตัวว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน จึงสละตัวเองแยกเอาโลกทั้งสองออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก แต่ก็ยังพอมีช่องทางให้โลกทั้งสองไปมาหาสู่กันได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เส้นกั้นก็เริ่มมีรอยรั่วมากขึ้น จึงต้องมีหน่วยงานมาดูแลนี่แหละนะ”
เมื่อพวกเขาเข้ามาในตึก ริศก็พาภัทรเดินเข้าไปในทางเดินด้านในสุด มีประตูสัญลักษณ์แปลกๆ เป็รูปไม้กายสิทธิ์ไขว้กันสองอัน
ริศพูดขึ้น “ภัทรดูวิธีการนะ” เธอเคาะประตูสามครั้งและพูด“อาโพริ อิพรูนัม (Aperi Ipsum)”
แทนที่ประตูจะเปิดอ้าออก ประตูกลับจมลงไปในดินเผยให้เห็นทิวทัศน์ด้านหลังที่เป็ท้องฟ้าสีสันสดใสคล้าย่ฤดูร้อนที่งดงาม
“ยินดีต้อนรับสู่แดนผู้วิเศษ”
เขาสองคนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา พบว่าตัวเองเดินออกมาจากอาคารสีนิลหลังหนึ่ง เขามองไปรอบๆ นอกจากฟ้าที่ดูสดใสกว่าโลกสามัญแล้ว ไม่ว่าจะเป็อาคารที่มีปล่องไอน้ำพ่นควันฉุย หรือต้นไม้ที่ดูแปลกตา อาคารทั้งหมดกลับเป็สีเหล็กไปจนถึงสีดำขลับ ทำให้บรรยากาศดูเคร่งขรึมและหดหู่อยู่ไม่น้อย
“พี่ริศครับ ทำไมเมืองถึงเป็สีดำหมดเลย”
“โอ้ ลืมไปว่าเธอมาครั้งแรก เมืองนี้ที่เป็สีดำเพราะว่าทั้งเมืองเคลือบผิวด้วย ‘เหล็กเวทมนต์’ ยังไงล่ะ”
“แล้วเขาทำไปทำไมครับ”
“เพราะว่าบ้านเรือนทั่วไปที่ปลูกในเขตที่มีพลังงานในอากาศสูง เมื่อใช้ไม้หรือปูนธรรมดา บ้านเรือนจะถูกกัดกร่อนจากพลังงานในอากาศ แต่เมื่อเคลือบด้วยเหล็กเวทมนต์จะทำให้การกัดกร่อนลดลงอย่างมาก แต่มันก็มีทั้งอิฐ ปูน หรือไม้ที่ทนการกัดกร่อนได้นะ แต่ราคาแพงกว่า จริงๆ มันก็มีสีทาทับได้นะ แต่ก็แพงและหายากเลยไม่เป็ที่นิยม พวกเราเลยนิยามเมืองเล็กๆ พวกนี้ไปว่า ‘เมืองเหล็ก’”
“ถ้าจะมีอะไรที่มีสีแตกต่างก็จะเป็นู่น” เธอชี้ไปที่อาคารทำจากอิฐสีแดงสูงสามชั้น “นั่นคืออาคารที่เราจะไป สำนักงานลงทะเบียน หน่วยงานของรัฐทั้งหมดจะทำจากทองแดงเวทมนต์ จะมีสีเป็ทองแดง”
“อาคารที่มีสีเงินทั้งหลังนั่นพวกเราก็ต้องไปเหมือนกัน มันคือธนาคารผู้วิเศษ ธนาคาร ‘เทซารี’ (Thesauri) และนั่น...”
เธอชี้ไปที่อาคารสีขาวปลอดมีระฆัง้าคล้ายโบสถ์ในโลกสามัญ
“ไม่ต้องไปหรอกเพราะเธอไม่ได้มาจากตระกูลผู้วิเศษ นั่นคือโบสถ์ของศาสนจักรแห่งแสง งั้นเราไปกันเถอะ เดี๋ยวเธอต้องไปเลือกไม้กายสิทธิ์ด้วย”