“โอ้?”
“คิดดีแล้วหรือ?”
มู่หลางมองผู้ฝึกตนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
ผู้ฝึกตนผู้นั้นก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้ว่าการอยู่เคียงข้างมู่หลางจะปลอดภัยไร้กังวลแต่การผลัดกันสังหารร่างวิญญาณสัตว์อสูรกับคนอีกสิบกว่าคน พลังงานที่ได้รับนั้นมันก็น้อยนิดเหลือเกินคะแนนบนป้ายหยกก็แทบจะไม่มี หากยังคงอยู่ที่นี่ต่อไป ก็เท่ากับเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไปเปล่าๆ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ไปเถอะ”
“…”
“ขอบคุณท่านพี่มู่หลาง ข้าจะจดจำบุญคุณของท่านไว้”
กล่าวจบผู้ฝึกตนผู้นั้นก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
มู่หลางมองร่างที่จากไปดวงตาไหววูบเล็กน้อย หากสังหารคนผู้นี้แล้วนำศพไปทิ้งไว้บนเส้นทางที่พวกเขาจะต้องผ่านในวันพรุ่งนี้คงไม่มีใครอยากจากไปอีกกระมัง
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของมู่หลางโดยไม่รู้ตัวถึงอย่างไร เขาก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตา ทุกการกระทำของเขาย่อมมีจุดประสงค์เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งมู่หลางก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป
เขาถอนหายใจเบาๆ“เฮ้อ ช่างเถอะ”
“เสียค่าประสบการณ์ไปหน่อยก็ไม่เป็นไร”
ในขณะนั้นเองคลื่นพลังจิตแผ่วเบาไร้ร่องรอยก็ดังมาจากภายนอก
“สหายมู่หลาง ข้าคือองค์ชายสามแห่งต้าเยี่ยน ขอพบเจ้าหน่อยได้หรือไม่”
“องค์ชายสาม?”
“เขามาหาข้าทำไม?”
แม้ในใจจะสงสัยแต่มู่หลางก็ส่งพลังจิตตอบกลับไป “เชิญเข้ามา”
ไม่นานนักร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นภายในถ้ำ ใบหน้าของเขาคล้ายกับจักรพรรดิต้าเยี่ยนอยู่บ้างใบหน้าเหลี่ยม ริมฝีปากปากบาง แววตาสุขุมน่าเกรงขาม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายของการเป็นจักรพรรดิโดยกำเนิด
เขาคือกู่หงเยี่ยน องค์ชายสามแห่งต้าเยี่ยน
“ไม่ทราบว่าองค์ชายสามมีธุระอะไรกับข้า?”มู่หลางถาม
กู่หงเยี่ยนไม่รีรอเผยความต้องการออกมาทันที
“ช่วยข้ากำจัดองค์ชายใหญ่ได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาของมู่หลางก็เบิกกว้าง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าองค์ชายสามต้องการดึงตนเข้าไปพัวพันกับการแย่งแย่งชิงบัลลังก์
“หากสหายมู่หลางยินดีช่วยเหลือ เมื่อสำเร็จข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม”กู่หงเยี่ยนเกลี้ยกล่อม
แต่มู่หลางกลับเล่นนิ้วมือไปมาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับตัวข้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่ของข้าด้วย”
“และเรื่องน้อยใหญ่ภายในตระกูลมู่ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำตระกูล”
“ข้ามิอาจช่วยได้”
กู่หงเยี่ยนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงจงใจโน้มน้าวอีกฝ่ายต่อ “ผู้นำตระกูลของเจ้าอายุมากแล้วเพิ่งจะบรรลุระดับถ้ำสวรรค์ ต่อไปคงไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปมากกว่านี้อีก”
“ส่วนเจ้า อายุเพียงยี่สิบปีก็บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้ว อิทธิพลในตระกูลยังไม่พอหรือ?”
“หากเจ้าช่วยข้า ต่อไปในวันข้างหน้า หากเจ้าต้องการแทนที่มู่เสินฉวน ข้าก็ช่วยเจ้าได้นี่ไม่ใช่เรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายหรอกหรือ?”
สิ้นเสียงพูดดวงตาของมู่หลางก็ฉายแววสังหารออกมาทันที เขายิ้มเยือกเย็น
“หากข้าเดาไม่ผิด ในบรรดาคนของตระกูลมู่ทั้งสามคน ข้าเป็นคนแรกที่เจ้ามาหาสินะ?”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?” กู่หงเยี่ยนยิ้ม
“เพราะหากเจ้าไปหาพวกเขาอีกสองคนแล้วพูดเช่นนี้ เจ้าคงตายไปแล้ว”
“ตระกูลมู่ของเรามีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะผู้นำตระกูลผู้นั้นที่ค้ำจุนและเมตตาต่อทุกคนในตระกูล!”
มู่หลางจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชาเอื้อนเอ่ยเน้นทีละคำ “ข้า มู่หลางก็เช่นกัน”
กู่หงเยี่ยนหรี่ตาลงใบหน้าฉายแววปรามาส
“หึ! ความสัมพันธ์ในตระกูลช่างน่าขัน ”
ในอึดใจถัดมา
มู่หลางหลับตาลงเฉยเมยและพูดเสียงแผ่ว “ไสหัวไป ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะฆ่าเจ้าแน่”
เมื่อสิ้นเสียงคำสุดท้ายไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุออกมาจากร่างของมู่หลาง กระแทกร่างกู่หงเยี่ยนกระเด็นออกไปหลายจั้ง
“นี่มันอะไรกัน!”
“ระดับตำหนักม่วงขั้นที่สี่!”
“เป็นไปได้อย่างไร!”
กู่หงเยี่ยนตกตะลึงอย่างมากดวงตาท่วมท้นความหวาดผวา
ก่อนเข้าดินแดนลับเทียนหยวนมู่หลางยังอยู่ที่ระดับตำหนักม่วงขั้นที่สองเท่านั้น เขาคิดว่าแม้ตัวเองจะมีระดับพลังต่างกับมู่หลางแต่ก็คงไม่มากนัก แต่ใครจะไปคิดว่าระดับพลังของมู่หลางจะน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้
เลื่อนขึ้นมาตั้งสองขั้นเล็กภายในเวลาสั้นๆ เพียงนี้
แม้จะมีพลังงานจากการสังหารร่างวิญญาณสัตว์อสูรแต่มันก็ไม่น่าจะทำได้ขนาดนี้!
มู่หลางเป็นตัวอะไรกันแน่!
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของกู่หงเยี่ยน
ตอนนี้เขาไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่ต่อ รีบหายตัวออกจากถ้ำ และวิ่งหนีออกจากภูเขาหลางหลางไป
ครู่ต่อมามู่หลางค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง
เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะสังหารองค์ชายสามไปแล้ว แต่หากทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปติดหล่มแห่งการแย่งชิงบัลลังก์
เพียงแต่เลือกข้างที่ต่างกันเท่านั้น
เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้กับผู้นำตระกูลเพราะเรื่องไร้สาระเช่นนี้
“โชคดีที่เขาเลือกมาหาข้าก่อน”
“ไม่อย่างนั้นคงถูกสองคนนั้นฆ่าไปแล้ว”
“เพราะพวกเขาไม่ได้ฉลาดเหมือนกับข้า...”
มู่หลางกระตุกยิ้มมุมปาก
แม้เขาจะไม่ชอบนิสัยของมู่อู๋ซวงแต่เขาก็ไม่เคยสงสัยในพลังของอีกฝ่ายเลย
ไอสังหารอันเย็นเยียบนั้นบางครั้งก็ทำให้เขาขนลุกได้เหมือนกัน
ส่วนมู่เยว่เหยายิ่งไม่ต้องพูดถึง
ที่สำคัญที่สุดคือผู้นำตระกูลมีบุญคุณกับสองคนนั้นมาก
ความกตัญญูของสองคนนั้นยิ่งใหญ่กว่าชีวิตตัวเองหลายเท่า