“เ้าฟื้นแล้วหรือ”เสียงแหบพร่าอ่อนแรงของหญิงชราดังขึ้นอยู่ไม่ไกลคนบนเตียงกะพริบตาเชื่องช้าได้คราหนึ่ง หญิงชราก็ก้าวมาถึงข้างเตียงพอดิบพอดีในมือนางถือผ้าขาวสีหมองหม่นจนแทบกลายเป็เหลืองขุ่นคว้าจับมือซุนหลิงหลันขึ้นไปเช็ด
คนบนเตียงยังนอนนิ่งไม่ไหวติงกลิ่นอับชื้นฉุนแสบจมูกในคราแรกเริ่มจางหายไป นางกลอกตามองสำรวจไปรอบห้อง
ภายในกระท่อมไม้หลังเล็ก มีกองฟืนวางเรียงรายอยู่ริมผนังใกล้ประตูทางเข้าพื้นไม้ยกสูงที่ซุนหลิงหลันนอนอยู่กว้างพอให้ปูที่นอนสบายสำหรับคนสองคนเท่านั้นข้าวของเครื่องใช้วางเรียงรายปะปนอยู่กับกองผ้าตรงปลายเท้า
ความรู้สึกเจ็บร้าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายนางกลิ้งตกจากเขาระยะทางไกลไม่น้อย าแเล็กๆ ประปรายตามใบหน้าและแขนขาถูกใครบางคนเช็ดทำความสะอาด บนปากแผลยังมีเศษสมุนไพรบดสีเขียวคล้ำทิ้งไว้ให้เห็น
ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ตนเองมานอนหลับหมดสติอยู่ในกระท่อมหลังนี้หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับนางก็ถือถ้วยน้ำร้อนก้าวเข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มเป็มิตร
“บ้านเรามีเพียงแค่น้ำต้มให้เ้าดื่ม”
“ขอบคุณที่ช่วยข้า”
ซุนหลิงหลันรับถ้วยน้ำร้อนมาถือยังไม่ทันได้ยกขึ้นดื่มในลำคอนางกลับยิ่งแห้งผาก เมื่อได้ฟังสิ่งที่หญิงสาวเอ่ย
“หากเ้าไม่รังเกียจกระท่อมคับแคบหลังนี้เช่นนั้นก็พักด้วยกันสักคืนเถิด เดินเตร็ดเตร่ยามค่ำมืดคงไม่ปลอดภัยสำหรับสตรีนักหรอก”
หญิงสาวหยิบถุงผ้าของซุนหลิงหลันส่งคืนให้เ้าของนางบังเอิญรู้ถึงตัวตนของชายหนุ่มตัวปลอมตรงหน้า ยามที่ล้างแผลใส่ยาให้เขาจึงเอ่ยถามด้วยความหวังดี
“ข้าต้องรีบไปพบคนผู้หนึ่ง หากข้ายังอยู่ที่นี่อาจนำพาความเดือดร้อนมาถึงเ้าและผู้อื่น”
“ดึกดื่นถึงเพียงนี้ยังจะมีผู้ใดเข้ามาเ้านอนพักสักหน่อย” หญิงสาวยิ้มขำกับสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายวางผ้าห่มสีซีดลงข้างซุนหลิงหลัน ยังไม่ทันที่ตัวซุนหลิงหลันจะได้เอ่ยปากอธิบายเสียงเอะอะปึงปังด้านนอกก็ดังแทรกเข้ามาถึงด้านใน
“พวกเ้าเป็ใคร” น้ำเสียงไม่พอใจร้องถาม
“ไม่ใช่เื่ของพวกเ้า ส่งตัวไอ้เด็กนั่นออกมา”
“เด็กนั่น..พวกเ้าหมายถึงใคร”
ซุนหลิงหลันฝืนความเจ็บเอื้อมหยิบห่อผ้ามาสะพายขึ้นบ่า
“ข้าจะออกไปกับพบพวกเขาไม่เช่นนั้นพวกเ้าจะต้องเดือดร้อน”
หากแต่หญิงสาวนั้นไม่เข้าใจ นางคิดเพียงว่ากลุ่มคนด้านนอกเป็กลุ่มอันธพาลในตัวอำเภอหรืออย่างมากก็เป็โจรขโมย
“ไม่ต้องห่วง เ้าซ่อนตัวอยู่ใต้ช่องไม้พวกเขาไม่มีทางหาเ้าพบ”
หญิงสาวเลื่อนเปิดช่องไม้ใต้พื้นห้องที่ยกสูงขึ้นมาให้ซุนหลิงหลันใช้หลบซ่อน “รีบเข้าไปสิ ไม่ต้องห่วงพี่ชายข่งฝีมือดาบไม่เป็รองใครบิดาของเขาเคยเป็ทหารมีฝีมือ ก่อนจากไปได้ถ่ายทอดวิชาดาบทิ้งไว้บ้างละแวกนี้ไร้โจรผู้ร้ายกล้าเข้ามายุ่มย่าม ล้วนเป็เพราะเขาหญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้ามั่นใจ
ในตอนนั้นซุนหลิงหลันไม่คาดคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นมองสองยายหลานพากันก้าวออกจากประตูผ่านรูเล็กๆ บนแผ่นไม้โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกันทั้งที่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขา
เสียงร้องโวยวายด้านนอกเงียบลงเหมือนว่าไร้ผู้คนภายในพริบตาไร้ซึ่งสุ้มเสียงของการต่อสู้ ทันใดนั้นประตูไม้ก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอกมองเห็นรองเท้าหนังทรงสูงก้าวเดินช้าๆ ไปทั่วตัวบ้านทุกย่างก้าวเหยียบย่ำนำพารอยเืเป็ทางเข้ามาด้านใน ก่อนจะเดินจากไป
ซุนหลิงหลันหวาดกลัวจนตัวสั่นความรู้สึกผิดถาโถมเข้ากัดกินสติสัมปชัญญะอันเลือนรางนางคลานออกจากที่ซ่อนเชื่องช้าไร้สติ
สองมือทาบทับรอยเืบนพื้นโดยไม่รู้ตัวนางไม่กล้าแม้แต่จะหลุบสายตาลงต่ำ กลิ่นคาวเลือกครั้งนี้รุนแรงจนแสบจมูกอาจเป็เพราะตัวนางเองที่เป็ต้นเหตุ ในลำคอมีรสเฝื่อนขมจนอยากจะอาเจียนออกมาั์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตาเม็ดโต
ทางด้านนอกกระท่อมไม้หลังเล็กสามหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันยิ่งวังเวงไร้สุ้มเสียงสองยายหลานผู้ช่วยชีวิตนางเอาไว้ นอนจมกองเือยู่ข้างกันดวงตาสองข้างยังเบิกกว้าง รอยมีดบาดลึกบนลำคอด้านหน้าชุ่มไปด้วยลิ่มเืสีแดงสด
ห่างไปไม่ไกลมีร่างชายหนุ่มคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่บนพื้น ถูกทิ้งไว้กับรอยดาบแทงทะลุลำตัวเขาหลายจุดการตายของเขาไม่ได้เกิดจากาแฉกรรจ์ตามตัว หากแต่เป็ลำคอที่บิดหมุนจนเสียรูป
ภาพกระท่อมไม้หลังสุดท้ายห่างออกไปยิ่งสะท้านอยู่ในอกมีร่างสองสามีภรรยาเอนกายซบกันในวาระสุดท้าย ท้องของสตรีนางนั้นใหญ่โตมีครรภ์แก่
เป็เพราะนาง
ลึกในใจซุนหลิงหลันยิ่งรวดร้าวการมาของนางทำให้ผู้คนซึ่งไม่เกี่ยวข้องต้องตายตกอย่างน่าอนาถสิ่งที่นางต้องแบกรับในวันนี้เกินจะรับไหว คนในครอบครัวต้องจากไปไกลแสนไกลผู้คนตรงหน้าที่นางไม่รู้จัก อีกกี่ซากศพที่นางต้องเหยียบย่ำเพื่อหาทางรอด
แม้อยากจะก้าวผ่านเื่ราวโหดร้ายตรงหน้าหนีไปให้ไกลทว่ายามนี้คงมีแค่ความตายเท่านั้น ช่วยให้นางหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดต่อพวกเขา
“เป็เพราะข้า..”เสียงพึมพำแ่เบาในคราแรกเริ่มดังขึ้น นางดูเหมือนคนเสียสติเข้าไปทุกขณะ
ซุนหลิงหลันพร่ำพูดกับตนเองอยู่อย่างนั้นดวงหน้าดำคล้ำเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตา มือสั่นเกร็งเอื้อมเข้าใกล้ร่างของสองยายหลานลูบปิดดวงตาที่เบิกโพลงตื่นตระหนกของพวกเขาแต่รอยเืบนฝ่ามือนางกลับเปรอะเปื้อนอยู่บนผิวแก้มของคนทั้งสอง
ซุนหลิงหลันเช็ดมือไปตามเสื้อผ้าที่ตนเองสวมใส่ไม่ว่าจะเช็ดมันอีกสักกี่ครั้ง ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงมีคราบเืหลงเหลือเหมือนดังความจริงตรงหน้า
ไม่ว่านางจะหลับตาหนีมันอีกสักกี่ครั้งภาพที่เห็นเมื่อยามลืมตายังคงเป็ภาพเดิม คนตายไม่อาจฟื้นคืน
“ข้า..เป็เพราะข้า”
เสียงสะอื้นร่ำไห้เริ่งดังขึ้นอีกครั้งซุนหลิงหลันเริ่มกรีดร้องเสียงดัง ไม่อาจควบคุมตนเองได้
ถงหยุนซวนได้ยินเสียงคุ้นหูร้องไห้คร่ำครวญอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งมาตามเสียงที่เขาได้ยิน แม้จะตกตะลึงกับภาพความโหดร้ายตรงหน้าสักเท่าไหร่แต่ยามนี้เขาไม่อาจเสียการควบคุมตนเองไปอีกคน
“รีบไปเถิด อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องตายเปล่า”
ถงหยุนซวนคว้าแขนพยุงคนบนพื้นให้ลุกยืนแต่นางยังคงขืนตัวไม่ยอมทำตาม ทั้งยังสะบัดมือเขาออก
“เป็เพราะข้า เพราะช่วยข้าหากข้าไม่อยู่ที่นี่..พวกเขาจะไม่ตาย”
ถงหยุนซวนไม่ได้เอ่ยปลอบใจแต่กลับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากเ้ารู้สึกผิดต่อพวกเขาจริงจงมีชีวิตอยู่” เขาเอ่ยเรียกสติ หญิงสาวตรงหน้าเขายามนี้รวดร้าวใกล้แตกสลายเต็มทน“ทวงหนี้ชีวิตให้พวกเขา จับพวกมันให้ได้ จะอีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปีขอเพียงหยุดคนพวกนั้นได้ นั่นคงเป็สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้้ายามนี้แม้แต่ความตายก็ไม่อาจช่วยให้เ้าหลุดพ้นไปเถิด..เราไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้นาน”
ซุนหลิงหลันมองมือที่เคยขาวสะอาดสะอ้านของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาพร่ามัวมือเรียวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและรอยแผลเล็กๆ น้อยไม่ต่างจากนางบทเรียนในวันนี้นางต้องจดจำไว้คอยเตือนใจ วันหน้ายิ่งต้องคิดหน้าคิดหลังถึงผู้อื่นจะทวงคืนความเ็ปของพวกเขาด้วยตัวนางเอง
“หากข้ายังอยู่จะไม่ปล่อยให้พวกท่านต้องจากไปด้วยความคับข้องใจ”
เสียงพึมพำไม่เป็คำดังขึ้นมาจากร่างบางที่ค้อมตัวก้มหน้าอยู่กับพื้นหากไม่สามารถเอาผิดคนพวกนั้นได้ นางคงไม่กล้ากลับไปใช้ชีวิตสุขสบายหลงลืมเลือนผู้คนเหล่านี้ไว้ภายใต้หลุมศพมืดมิดในอำเภอห่างไกล
สายลมวูบหนึ่งพัดมาสายตาเกรี้ยวกราดดุดันทางด้านหลัง พลันทำให้ร่างกายซุนหลิงหลันเย็ยวาบขึ้นมา
ซุนหลิงหลันลุกขึ้นยืนยังไม่ทันก้าวไปทางไหนบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นมาเสียก่อนใบหน้าเขามีาแเก่าเป็รอยยาวจากปลายคางจรดถึงลำคอด้านล่างเงาของเขาทอดยาวขวางอยู่กลางทาง ดาบในมือเขาสะท้อนแสงจันทร์มองเห็มคมเด่นชัดชวนให้สั่นสะท้าน
บุรุษผู้นั้นก้าวเข้ามาดักหน้าถงหยุนซวนและซุนหลิงหลันเอาไว้เมื่อนับรวมกับกลุ่มคนทางด้านหลัง ถูกล้อมไว้ด้วยชายฉกรรจ์ถึงสี่คน
“ส่งแผนที่มาแล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้ากับไอ้เด็กนี่” เ้าของคำพูดคว้าเอาตัวซุนหลิงหลันมายืนอยู่ด้านหน้าพาดดาบจ่อคอนางจากทางด้านหลัง คมดาบอยู่ห่างจากผิวเนื้อเพียงเส้นผมกั้นทว่าซุนหลิงหลันกลับไร้ซึ่งความรู้สึกหวาดกลัวความแค้นในใจนางต่อคนเหล่านี้ได้ทำลายความรู้สึกเ่าั้ไปจนหมดแล้ว
น่าตลก นางถูกคมดาบจอคอเช่นนี้มาแล้วกี่ครั้งตัวนางเองก็ลืมนับ
“ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะยอมปล่อยพวกข้าไป” ถงหยุนซวนเอ่ยถามใบหน้าไม่เปลี่ยนสีเขาดูจะเริ่มชินชากับการถูกตามล่าเสียแล้วในสายตาซุนหลิงหลัน
“ฆ่าบ่าวรับใช้เช่นข้าแล้วอย่างไร”ตัวประกันเปิดปากถาม น้ำเสียงไม่ไม่ยี่หระกับความตายที่พาดจ่ออยู่บนลำคอนางหลับตาลงช้าๆ จนมองเห็นแพขนตาเปียกชื้นขืนตัวเองเอียงคอเข้าใกล้คมดาบปล่อยให้มันบาดถูกผิวเนื้อปล่อยให้หยาดเืสีแดงสดกลิ้งไหลลงมาตามคมดาบ
ใบหน้าหยาบกร้านของคนด้านหลังเคลื่อนเข้าใกล้จนมาหยุดอยู่ไม่ห่างใบหูซุนหลิงหลัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“อย่ามาเล่นลูกไม้กับข้ามดปลวกอย่างเ้ามันไร้ค่า”
“..มดปลวก” ซุนหลิงหลันแค่นเสียงพูดอยู่ในลำคอที่แท้พวกเขามองผู้อื่นดั่งมดปลวก ถึงได้เหยียบย่ำดั่งต้นหญ้าไร้ชีวิต
เขาผลักซุนหลิงหลันล้มลงกับพื้น ยกดาบขึ้นสูงเตรียมจะปลิดชีวิตนาง
ในตอนนั้นถงหยุนซวนตัดสินใจขยับตัวเข้ากระแทกชายร่างใหญ่จนล้มกลิ้งไปด้วยกันก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะพลิกตัวขึ้นคร่อมถงหยุนซวนเอาไว้ เงื้อมือตบเข้าเต็มใบหน้าเขามือหยาบกร้านกำสาบเสื้ออยู่ใกล้ลำคอ จับตัวถงหยุนซวนยกจนลอยตามขึ้นมา
ซุนหลิงหลันที่เป็อิสระรีบเข้าไปรั้งแขนให้เขาปล่อยถงหยุนซวนแต่เรี่ยวแรงของนางน้อยนิด ประหนึ่งกิ่งไม้แห้งงัดกับไม้ซุงแม้แต่ไม้ซีกนางยังเป็ไม่ได้
เสี้ยวเวลาต่อมาสายตานางเหลือบไปเห็นมีดสั้นเหน็บอยู่หลังผ้าคาดเอวของเขามุมปากนางยกขึ้นพร้อมกับั์ตาที่ฉายชัดถึงแววอำมหิตเป็ครั้งแรก
นี่เรียกว่าคมมีดคืนสนอง
ซุนหลิงหลันใช้มีดสั้นของเขาเองปักลงบนท่อนแขนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามพลิกมือสุดแรงหมุนให้เป็เกลียวอย่างจงใจก่อนที่สหายร่วมชะตากรรมคนเดียวของนางจะขาดใจตายไปซะก่อนอีกฝ่ายถึงยอมเหวี่ยงทั้งคู่ลงกองกับพื้น จนกระแทกเข้ากับข้าวของริมถนนกระเด็นกันไปคนละทาง
ยิ่งความเ็ปวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายอีกครั้งก็ยิ่งได้กลิ่นคาวเืคละคลุ้งอยู่ในปากดวงตายังพร่ามัวเพราะเศษฝุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว
“ไอ้เด็กไม่รู้ความ” เสียงตวาดดังตามมาติดๆ มือหนาหยาบกร้านตรงเข้าบีบคอทรมานซุนหลิงหลันไร้ความปรานีเขาใช้เข่ากดศีรษะนางไว้กับพื้นเืที่ไหลซึมจากาแบนลำคอเพียงเล็กน้อยในคราแรก เริ่มปริออกมาตามแรงกดแทรกผ่านตามช่องว่างระหว่างนิ้วมือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ดวงตาเขาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ อยากจะฆ่าคนบนพื้นให้ตายด้วยมือตนเอง
ทางถงหยุนซวนเขาถูกชายร่างใหญ่อีกสองคนจับแขนกดให้นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นคลำหาจดหมายไปทั่วตัว แต่ไม่พบ
จู่ๆหนึ่งในคนพวกนั้นก็ถูกลูกเกาทัณฑ์ยิงปักเข้ากลางอก ล้มลงสิ้นใจในพริบตาคนที่เหลือจึงลุกขึ้นกวาดสายตาไปทั่ว มองหาทิศที่มาของลูกเกาทัณฑ์ท่ามกลางความมืดรอบตัว
“ดูจะเอาเปรียบอีกฝ่ายมากไปหน่อย”บุรุษสวมหมวกสานปีกกว้างปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งปรากฏตัวออกมาตัวเขากลมกลืนกับความมืดรอบตัวจึงไม่มีใครมองเห็นใบหน้าใต้เงาหมวกได้เลยบุรุษผู้นั้นก้าวออกจากเงากำแพง จับสายเกาทัณฑ์คล้องพาดไว้บนบ่าเปลี่ยนมาจับดาบชี้หน้ายั่วยุอีกฝ่าย เอ่ยพูดน้ำเสียงยียวนยั่วโทสะก่อนจะเบือนสายตามองไปทางเด็กหนุ่มตัวร่างบาง
น้ำเสียงดูถูกดังเคล้ามากับเสียงหัวเราะเบาๆ“เ้าเด็กโง่ เ้านี่มันโง่อย่างที่ข้าคิดจริงๆ”
ซุนหลิงหลันจำเสียงของเขาได้ดีเสียงที่คอยกระโชกข่มขู่นางอยู่เสมอตลอดหลายวันที่ผ่านมา เป็ต๋าฮวนนางจำไม่ผิดซุนหลิงหลันพร่ำพูดกับตนเอง ขอบคุณที่พวกเขาออกมาทำอะไรก็ช่างในเวลากลางดึกค่อนคืน
เหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นและจบลงรวดเร็วจนซุนหลิงหลันไม่ทันตั้งตัวถึงแม้อีกฝ่ายจะส่งสัญญาณล่าถอย แต่ยังช้าเกินไป ฉีหลุนก้าวออกมาดักทางหนีด้านหลังเอาไว้เสียก่อนยังมีอีกหนึ่งคนดักรออยู่ในเงามืดบนกำแพง เป็จางมู่หาน
ร่างแน่นิ่งไม่ไหวติงใต้ฝ่าเท้าของสองบุรุษเป็พยานแห่งชัยชนะไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว วีรบุรุษตัวคนเดียวหรือจะสู้กองโจรขอเพียงเอาชนะพวกเขาไม่สนวิธีการ นางไม่ได้ยกย่องกลุ่มคนชุดดำเปรียบพวกเขาดั่งวีรบุรุษเพียงแต่เปรียบเปรยวิธีการลงมือของต๋าฮวนและฉีหลุน ว่าดุดันรวดเร็วและลอบกัดพวกเขาร่วมมือกันล้มศัตรู
ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้แม้มองผิวเผินพวกเขาต่างคนต่างจดจ้องอยู่กับศัตรูตรงหน้าทว่าแท้จริงทั้งสองมองไปรอบตัวอยู่เสมอ หากต๋าฮวนรับดาบของศัตรูฉีหลุนที่คล้ายจะมองไปด้านหน้ามักจะตวัดตัวเข้าปลิดชีพศัตรูของต๋าฮวนเสียอย่างนั้นในขณะที่ศัตรูของฉีหลุดไม่ทันตั้งตัวเขาก็ถูกคมดาบที่เคยหันเหไปทางอื่นเสียดแทงจนสิ้นลมไปอีกคน
ซุนหลิงหลันลอบมองชายหนุ่มอีกคนในเงามืดครุ่นคิดในใจ จางมู่หานผู้นี้แม้ไม่จับดาบก็สร้างความพรั่นพรึงจิตใจเขายากจะอ่านได้กระจ่าง พวกเขาดูไม่คล้ายเหล่าทหารนายกองที่นางเคยพบเห็นหรือเคยได้ฟังมาแม้แต่น้อย
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”ถงหยุนซวนเมื่อได้รับอิสระก็รีบรุดมาดูอาการซุนหลิงหลันนางยังนอนไอโขลกสำลักอากาศอยู่บนพื้นคำถามของเขาเรียกสตินางให้กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ถงหยุนซวนค่อยๆดึงตัวซุนหลิงหลันให้ลุงนั่ง ควานหาผ้าสะอาดในห่อผ้ามาซับเืดูาแบนลำคอ
ปากเขาเริ่มพร่ำบ่น “แผลไม่ลึกเ้าอย่าทำเช่นนี้อีก หากพลาดพลั้งอาจถึงชีวิต”
หากแต่ซุนหลิงหลันไม่ทันได้สนใจฟังสายตานางเอาแต่พินิจมองบุรุษสามคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่มองจากการแต่งตัวพวกเขาดูคล้ายเป็คนในพื้นที่
มาเพื่อขนศพที่นอนเกลื่อนพื้นขึ้นรถม้าก่อนจะคลุมทับด้วยเสื่อสาน เก็บล้างทำความสะอาดบริเวณรอบๆ
“ใช่เขาพูดถูกเ้าควรใช้สมองไม่ใช่ขี้เลื่อยในหัวเช่นนี้” ต๋าฮวนกอดดาบไว้แนบอกก้าวเข้ามาดูอาการเด็กหนุ่มใกล้ๆก่อนจะถอยห่างออกไปเมื่อจางมู่หานก้าวเข้ามาแทนที่คว้าแขนดึงซุนหลิงหลันซึ่งยังนั่งอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นยืนทำท่าจะลากนางเดินตามกลับโรงเตี๊ยม
“คุณชาย ยังมี..ยังมีอีกสองคนในเรือนพักท้ายอารามเรือนพักหลังสุดท้าย” น้ำเสียงซุนหลิงหลันขาดห้วงตะกุกตะกักมืออีกข้างที่ว่างอยู่ชี้ไปทางอารามบนเขาเรียกให้จางมู่หานหันมาเลิกคิ้วมองประเมินซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนอีกครั้งก่อนจะขยับมือบอกให้คนของเขาไปจัดการ
เขาหันกลับมาพูดห้วนสั่น “ท้ายอาราม..”ทว่าสายตานั้นสื่อชัดเจน ว่านางได้ไปฆ่าแกงใครทิ้งไว้ที่ไหนอีกหรือไม่
ซุนหลิงหลันส่ายหน้าเบาๆพยายามจะดึงมือออกจากการกอบกุมของจางมู่หานไม่รู้ว่าลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดมาแล้วหรือว่าบุรุษที่เดินอยู่ด้านหน้าเป็ภูตพรายจำแลงไม่ใช่คนกันแน่มือเขาถึงได้เย็นเสมือนหยก แข็งดั่งก้อนหิน ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก
หน้าโรงเตี๊ยมหลังเดิมที่คุ้นตา
ซุนหลิงหลันยอมแพ้ที่จะขัดขืนออกแรงก้าวตามจางมู่หานมาจนถึงห้องพักขนาดใหญ่บนชั้นสอง ไม่ต้องร้องบอกให้เขาปล่อยมือจางมู่หานก็เดินไปหย่อนตัวนั่งอยู่ตรงเตียงนอน ทิ้งซุนหลิงหลันไว้กลางห้องก่อนที่ถงหยุนซวนจะก้าวเข้ามาเป็คนสุดท้าย
บนโต๊ะกลางห้องน้ำในอ่างทองเหลืองยังหลงเหลือความอุ่นข้างกันมีถาดไม้กับผ้าสะอาดสองผืนวางอยู่ใกล้ขวดยาขนาดเล็ก
ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนมองสบตากันต่างก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก ในห้องพักแห่งนี้คนที่าเ็เห็นจะมีแต่นางและเขาสิ่งของเหล่านี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้ราวกับพวกเขารู้อยู่ก่อนแล้ว นางจะต้องกลับมาและนางาเ็
ผ้าสะอาดชุบน้ำยังหลงเหลือไออุ่นแต่ััที่ลูบไล้อยู่บนลำคอกลับเย็นดุจน้ำแข็ง
ถงหยุนซวนเปิดขวดยาขึ้นดมอยู่คราเดียวก็วางกลับลงที่เดิมหันไปควานหาขวดยาในห่อผ้าของตนเองขึ้นมาใช้แทน ทุกขั้นตอนชำนิชำนาญคล่องแคล่ว
“เขาเป็ญาติของเ้า”
ทั้งสองลอบมองสบตากันอีกครั้งไม่รู้ว่าต๋าฮวนเอ่ยถามกับใคร จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาทางต๋าฮวนเห็นเช่นนั้นก็แค่นยิ้มขึ้นมาคราหนึ่ง ชี้ดาบในมือมาทางถงหยุนซวน
“...ขอรับ”
“ชื่อแซ่อะไรเล่า”
ถงหยุนซวนถูกถามด้วยคำถามที่เขาไม่เคยคิดหาคำตอบมาก่อนอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ซุนหลิงหลันจึงพูดขึ้นมาแทน “ไป๋ซวน”
คนถามร้อง “อ้อ..” แล้วเงียบไปอีกครั้งไล่สายตามองอ่างน้ำและผ้าสกปรกที่วางอยู่ด้านหลังอย่างเป็ระเบียบ ขวดยาที่เตรียมไว้ไม่ถูกใช้มันดูไร้ค่าขึ้นมาทันตา
“เ้าดูคุ้นชินกับการทำแผล รู้จักตำรับยา”
สายตาของต๋าฮวนยังทอดมองอยู่ทางขวดยาถงหยุนซวนอ่านออกเขาไม่ควรแต่งเื่จนเกินควร
“ข้าเคยทำงานเป็ผู้ช่วยท่านหมอ พอจะรู้ขั้นตอนรู้จักตัวยาอยู่บ้างอยู่บ้าง”
“เคย..เคยเป็”
ทั้งห้องเงียบไปหลายอึดใจ
จางมู่หานส่งเสียงออกมาเป็ครั้งแรกั้แ่เกิดเื่ด้านนอกจนกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ถ้อยคำที่เขาเอ่ยมีเพียงคำว่า “ท้ายอาราม” คำพูดห้วนสั้นที่ซุนหลิงหลันต้องคาดเดาคำถามเอาเอง
“เช่นนั้นตอนนี้เ้าทำงานอะไร พักอยู่ที่ไหน แล้วเหตุใดพวกคนพวกนั้นต้องตามทำร้ายพวกเ้า”
ต๋าฮวนยังคงเป็ผู้ซักไซ้ไล่เลียงแทนบุรุษปากหนักทั้งสอง
“ข้า..ข้าเดินทางมาจากอำเภอข้างๆก่อนหน้าพักอยู่ที่อารามหลังอำเภอเพื่อรอพบอาจินตั้งใจจะเดินทางไปหางานทำทางชายแดนเหนือ ส่วนคนพวกนั้น..” ถงหยุนซวนครุ่นคิดไม่นานก็เอ่ยต่อ“พวกเขามารักษาตัวในโรงหมอที่ข้าเคยทำงานรับจ้างอยู่เข้าใจผิดกล่าวหาว่าข้าขโมยจดหมายสำคัญมา จึงตามมาเอาคืนอย่างที่พวกท่านเห็นแต่ล้วนเป็เื่เข้าใจผิด”
ใบหน้าเขาเรียบเฉยไม่หลบเลี่ยงสายตาของบุรุษทั้งสาม เพียงแค่เสี้ยวเวลาถงหยุนซวนเก็บซ่อนความวิตกกังวลเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
ผิดกับซุนหลิงหลันยิ่งถูกซักไซ้นางยิ่งหลุบสายตาหนี
“..ผิงอัน” ต๋าฮวนแสร้งพูดออกมา
เมืองทางชายแดนเหนือมีอยู่ด้วยกันสามเมืองผิงอันมีขนาดพื้นที่มากกว่าเมืองหลิงอันและผิงจิงรวมกันเป็เมืองเดียวที่มีด่านเข้าออกเชื่อมสัมพันธ์กับต่างแคว้นเป็เมืองเดียวที่ไร้สันเขาโอบล้อมดังกำแพงแคว้น
ที่เขาเจาะจงเอ่ยถึงผิงอันไม่ใช่การสุ่มเลือก
หากพวกเขาไม่ตั้งใจเดินทางไปผิงอันั้แ่ต้นคงเอ่ยออกมาแล้วว่าเป็หลิงอันหรือผิงจิง แต่ที่ไม่กล้าเอ่ยนามผิงอันออกมาตรงๆล้วนเป็เพราะทั้งสองมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่และ้าร่วมเดินทางไปกับคุณชายของเขา
จางมู่หานเองก็รู้อยู่ก่อนแล้วเขาคลี่ยิ้มเหยียดอยู่หลังถ้วยชาในมือ จรดริมฝีปากดื่มชาร้อนเข้าไปจิบหนึ่งก่อนจะลดมือวางเกยถ้วยชาไว้บนตัก หลุบสายตาจับผิดลงมองเศษใบชาที่ลอยอยู่ในถ้วยต่อให้เขาถามอะไรต่อไปก็คงไม่ได้ความ ทั้งสองเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่พูดความจริงไม่ใช่เขาไม่รู้
จางมู่หานเงยหน้าขึ้นมาแล้วเอ่ย“เช่นนั้นก็มากับข้า” สายตาคมมองพิจารณาคนตรงหน้าไม่นานก็เลิกสนใจนี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กหนุ่มร้องไห้จนตาบวมช้ำอย่างน่าเวทนา
ด้วยเื่ของเสิ่นหยางจีจางมู่หานไม่อาจปล่อยพยานคนสำคัญให้หลุดมือหายไป แต่หากจะพาเด็กหนุ่มไปก็คงไม่พ้นต้องพาชายหนุ่มอีกคนไปด้วยกันหากเป็เขาในกาลก่อนคงจับคนที่้ามัดมือมัดเท้าพาไปให้สิ้นเื่แต่ยามนี้เขาเองก็สนใจในตัวผู้ช่วยหมอคนนี้เช่นกัน
ซุนหลิงหลันชะงักงันไปครู่หนึ่งแต่เมื่อได้สติก็รีบคุกเข่าเอ่ยคำขอบคุณจางมู่หานทันทีก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจขึ้นมา “ขอบคุณคุณชาย”
เป็เพราะรอยยิ้มอันตรายของเขาที่ทำให้นางรู้สึกเย็นเยือกเข้าไปถึงกระดูกมองดูเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายชวนให้ร่างกายสั่นสะท้าน นางหวาดกลัวเขา แต่หากว่าจางมู่หานยังไม่แยกเขี้ยวเผยกรงเล็บแหลมคมออกมาตะครุบเหยื่อ ขบนางจนกระดูกแตกในยามนี้ผู้อื่นยังคงน่าคร้ามเกรงยิ่งกว่า