ตอนที่ 8ยุคนี้ต้องตีดอท
พอกลับถึงบ้านพ่อผันก็อธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่าตัวเองใช้แผนการอะไรเริ่มแรกใช้เงินเป็เหยื่อล่อให้ครูที่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วยหาข้อมูล
“ปกติแล้วคนทำผิดมักมือไม่สะอาด คนรอบข้างต้องพบพิรุธบ้างไม่มากก็น้อยยิ่งกับคนที่ทำงานเห็นหน้ากันบ่อย ๆ แล้ว มักมีความหมั่นไส้ อิจฉาไม่พอใจอยู่เนืองๆ ที่ไหนมีคนที่นั่นย่อมมีปัญหา นี่เรียกว่าการใช้เงินอย่างชาญฉลาด!”
พ่อผันก็สาธยาย“ตีงูต้องตีให้ตาย รู้ใช่มั้ย? ไม่เช่นนั้นมันจะกลายมาเป็ภัยและหากนำสุภาษิตนี้มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์นั่นก็คือต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดกับคนประเภทนี้ อย่าได้ยอมอ่อนข้อให้ง่าย ๆ”
จากนั้นเขาอธิบายหลักการเหตุผลต่าง ๆ มากมายให้ลูกชายสุดที่รักได้ฟัง…ในขณะที่มือก็เล่นกีตาร์ไปพลาง ๆ
พอแม่ชบากลับบ้านมาและได้ฟังเื่ราวเธอโกรธจนถึงขั้นควันออกหู “พร้อมพูดจาด่าสาดเสียเทเสียใส่ไอ้ครูสุพลนั่นอย่างไม่พอใจ…”
ด้วยความร้อนรนทนไม่ไหวเธอจึงโทรไปหาเพื่อนแม่ค้าขาเมาท์ที่ตลาด ให้ช่วยพากันประโคมข่าวเพื่อกระจายชื่อเสีย(ง)ของครูสุพล…
เธอกัดฟันกรอด “กล้าดียังไงถึงมาตัดชื่อของลูกชายฉันออกแถมยังเอาเด็กเส้นของตัวเองมาแทรกใส่ดื้อ ๆ”
ก่อนจะหันไปหาสามีตัวเอง“พ่อแล้วครูที่เอาข่าวมาบอกเราจัดการไปหรือยัง? อย่าให้เสียชื่อเด็ดขาดนะเอ่อ…ว่าแต่แม่รู้จักมั้ยคุณครูคนนี้!?”
“จัดการเรียบร้อยแล้วจ้ะที่รัก...ส่วนครูที่บอกข้อมูลน่ะก็คือครูน้อยหน่าไงที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชอบมาซื้อกับข้าวของแม่บ่อย ๆ พ่อจำได้”
แม่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่แป๊บหนึ่งก็นึกหน้าครูน้อยหน่าออก “อ๋อ…จำได้แล้ว ประเดี๋ยววันหลังแม่จะแถมให้เยอะ ๆหน่อย!”
……
ย้อนกลับมาที่ปัจจุบันที่เสือน้อยกำลังเล่าเื่ให้เพื่อนๆ ฟัง
“นั่นแหละบทสรุปก็คือปกติคนอื่นเขามีสามตัวเลือก ถ้านับว่าหนึ่งสอบผ่าน สองได้จับฉลาก สามเด็กเส้นเด็กฝากทว่าส่วนข้าน่ะ…ใช้วิธีที่สี่นั่นก็คือข่มขู่” เสือน้อยเล่าเื่ให้เพื่อนๆ ฟัง
เพราะตัวเขาเองสอบผ่านก็เหมือนไม่ผ่าน จับฉลากก็ไม่ได้อีก แถมยังไม่ได้ฝาก หรือยัดอีกต่างหากเขาคงเป็กรณีเดียวที่หาได้ยากในรอบหลายปีของโรงเรียนเลยทีเดียว
บรรดาเพื่อนที่นั่งฟังอยู่รอบๆ ก็อดด่าสาปส่งไอ้ครูคนนั้นไม่ได้ พวกเขาคิดอย่างกับว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์เวลาล่วงเลยั้แ่ประกาศผลจวบจนถึงตอนนี้ คงถูกย้ายออกพักงานชั่วคราวหมดสิทธิ์สอนที่นี่ มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาลมาอีกเพียบ
“พวกเอ็งรู้มั้ยไอ้ครูคนนั้นมันพูดสารภาพว่าไง... มันบอกว่าก็เห็นถามข้อมูลส่วนตัวดูโง่ดีพอเหลือบไปมองพ่อข้าก็เห็นแต่งตัวปอน ๆ เลยเลือกข้าเป็เป้าหมาย”
เสือน้อยตบหน้าผากตัวเอง“จะให้ใส่สูตรเต็มยศ แดดร้อนเปรี้ยง ๆ แบบนี้พ่อข้าคงไม่บ้าจี้ทำหรอกแค่แต่งตัวสุภาพให้เกียรติสถานที่โรงเรียนก็พอ”
“สำคัญนักเชียวไอ้อดีตครูสุพลที่มองว่ามัดถุงแกงข้าปัญญาอ่อนนี่สิ ทำเอากูปี๊ดเลย!” พอถึง่หลัง ๆเขาเริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่ จึงเผลอหลุดพูดมึงกูขึ้นมา
หลังจากนั้น…ทั้งกลุ่มก็นั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใครฝากเข้าบ้าง จับฉลากบ้าง เมื่อเห็นเสือน้อยเปิดใจเล่าให้ฟังทุกคนที่เหลือก็ไม่มีกั๊กไว้เลย เหมือนเทน้ำออกจากขวด ไหลออกมาจนหมด
จากนั้นก็ถึงตอนบ่ายโมงเศษๆ หมดเวลาของคาบว่างแล้ว ซึ่งทั้งกลุ่มก็พากันเดินขึ้นไปเรียนกันตามปกติยังนัดแนะกันด้วยว่าพรุ่งนี้จะเจอกันตรงไหน
่เวลาที่ครูออกแวะไปนอกห้องเพื่อนผู้ชายในห้องก็หันมาชวนกันไปเล่นเกม โดยมีไอ้สมชายเป็ตัวตั้งตัวตีมีคนเสนอท้าตีดอทเอ หรือไม่ก็เกมออนไลน์อื่น ๆ ที่กำลังเป็ที่นิยมใครที่จับคู่ถูกโฉลกเล่นเกมเดียวกันก็นัดแนะไปด้วยกัน
และแล้วคาบวิชานี้ก็ผ่านพ้นไป…จนถึงเวลาเลิกเรียน
แต่ในโรงเรียนมีกฎแปลกประหลาดอยู่ว่าก่อนออกจากโรงเรียน ต้องเอาเศษขยะในโรงเรียนมาทิ้งไม่ว่าจะเป็เศษเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามแต่ คงเพื่อชักชวนให้นักเรียนรักความสะอาดหรือไม่ก็ี้เีจ้างภารโรงล่ะมั้ง? เสือน้อยลูบคางบ่นพึมพำ
สำหรับเด็ก ม.1ที่พึ่งเข้ามาย่อมไม่รู้เื่ราวเช่นนี้มาก่อน ส่วนพวกรุ่นพี่ก็ไม่เคยบอก คงเห็นว่ามันเป็เื่หยุมหยิม เขาจึงต้องขวนขวายไปขุดคุ้ยเอาเศษขยะตามซอกหลืบมาจนได้ เป็เปลือกลูกอมชิ้นกระจิ๋วหลิว
ทุกคนต่างเข้าแถวเป็ระเบียบแบ่งออกเป็สองฟากฝั่ง แถวยาวเป็หางว่าว ในมือถือขยะคนละชิ้นสองชิ้นขาดก็รอแต่ยามเปิดประตูเท่านั้นถึงจะได้ออกจากโรงเรียน เสียงตามสายประกาศเป็ระลอกๆ พูดเื่ราวจิปาถะ…
พอเปิดประตูออกทุกคนที่ทิ้งขยะเสร็จก็ก้าวออกไป ทว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ เริ่มวิ่งหน้าตั้ง คล้ายกับหมาโซ่ขาดพวกเขาตรงดิ่งไปยังร้านเกมที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียน ซึ่งมีเป็สิบ ๆ ร้าน ถึงขนาดว่าต้องแย่งเก้าอี้กันเลยก็มี
เสือน้อยพึ่งเห็นภาพนี้กับตาตัวเองเป็ครั้งแรกได้แต่พึมพำในใจ “พวกมึงจะรีบไปไหนกันวะ!” วิ่งกรูเป็ฝูงห่าผีคลั่งกันทีเดียว
ในอีกมุมหนึ่งก็คล้ายฝูงม้าที่ถูกปล่อยออกจากไม้กั้นต่างคนต่างวิ่งแข่งขันกันเพื่อไปให้ถึงจุดหมายหรือก็คือร้านเกมก่อน เป็ทำนองว่าถ้าใครไปถึงก่อนเจ๋งกว่าอะไรแบบนี้
ส่วนตัวเขาไม่ได้รีบร้อนวิ่งเป็หมาบ้าเหมือนไอ้พวกนั้นหากแต่ยืนสุขุมอยู่หน้าโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนทั้งสามคนซึ่งก็คือกลุ่มที่ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน
สิงหา : เอาไงพวกเราไปร้านไหนกันดีวะ?
ต่าย :ร้านไหนก็ได้หมดแหละ เอาที่นั่งติดกันก็พอข้าี้เีะโข้าม
เอส : เออเห็นด้วย!แล้วเอ็งล่ะเอาไงไอ้เสือน้อย ไปกับพวกข้ามั้ย?
สิงหา :ข้าว่านะมันรอแม่ยอดดวงใจของมันอยู่เสียมากกว่า…
ทั้งกลุ่มพากันหัวเราะทำเอาเสือน้อยใบหน้าแดงก่ำ จึงได้แต่ตอบตกลงแก้เขิน “เออ...ไปก็ไปส่วนร้านไหนนั่งติดกันได้ก็ร้านนั้นแหละ แต่ว่าเล่นดอทนะ…”
จากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินตระเวนหาร้านเกมที่มี 4 ที่นั่งติดกัน ผ่านไป 7-8 ร้านก็ยังหาไม่ได้ เสือน้อยพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกมันวิ่งเป็หมาโซ่ขาดกันได้ขนาดนั้น
เพราะถ้าช้าหมดอดเล่นไม่มีแม้แต่ที่นั่งให้ได้พักเมื่อยจนทั้งกลุ่มยอมที่จะไม่นั่งติดกันถึงได้เล่นเกมด้วยกันได้...
เวลาผันผ่านเล่นไปแป๊บเดียวก็เกือบ 6โมงเย็นแล้ว ดีที่ว่ารถเมล์แถวนี้วิ่งกันยัน 4 ทุ่มกว่า ๆ ส่วนบางสายแค่สองทุ่มก็หมดแล้ว
เสือน้อยพูดขึ้น“ไอ้สิงหาเดี๋ยวข้าเพิ่มเพื่อนไปนะ แต่เอ็งอย่าลืมเมล์ของเหมือนฝันนะโว้ย”เขากอดคอเพื่อนที่ตัวเตี้ยกว่า และพูดย้ำอีกครั้ง
สิงหาตอบแบบไม่ลังเล“เออ…ไม่ลืมหรอกน่า…ถ้าลืมเอ็งก็โทรมาหาข้าก็สิ้นเื่!”
เอส :พวกเอ็งอยู่ได้ถึงกี่โมงวะ?
เสือน้อย :ข้า...ได้ยันร้านปิด
เนื่องจากวันนี้เป็วันแรกเขาไม่ได้เตรียมไปช่วยแม่อยู่แล้ว
ต่าย :ของข้าสักหกโมงครึ่งก็คงต้องกลับแล้ว
สิงหา :เออข้าก็หกโมงครึ่งเส้นตาย
......
หลังจากได้เวลาแยกย้ายทั้งสี่ก็กลับบ้านกันไปตามทางส่วนเสือน้อยเดินไปตลาดดูว่าแม่เก็บร้านแล้วหรือยังเพราะนี่ก็เกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว
เมื่อถึงตลาดก็พบว่าแผงของแม่เก็บจนเรียบร้อยแล้วดูท่าวันนี้จะขายดี เสือน้อยจึงเดินตัวเบากลับบ้านที่อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร
ไม่นานเมื่อถึงบ้านก็ได้ยินเสียงดัง“ป๊าบ ป๊าบ” ออกมาจากค่ายมวยตรงข้ามบ้านเขา
พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าขายที่ดินแปลงนี้ก่อนที่จะให้ปู่กับย่าไปเที่ยวรอบโลกตามใจฝัน และนาน ๆทีจึงจะกลับมาให้เห็นหน้า
สำหรับค่ายมวยนั้น เสือน้อยเรียกได้ว่าวิ่งเล่นมาั้แ่เด็กเ้าของค่ายมวยเป็อดีตนักมวยไทยรุ่นเก๋า คว้าแชมป์ลุมพินี มวยแชมป์ต่าง ๆแกกวาดรางวัลมาแทบจะหมดแล้ว พอสังขารร่วงโรยจึงผันตัวเองมาปลุกปั้นนักมวยหน้าใหม่
โล่รางวัลพร้อมภาพถ่ายเป็เครื่องการันตีความสามารถซึ่งประดับประดาอยู่เด่นชัดบนป้ายไวนิลตามผนัง ในตอนเด็ก ๆเสือน้อยฟังมาว่าชื่อฉายาของลุงแกคือ ‘ศอกทอง ศิษย์เมืองปทุม’
ซึ่งดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งจังหวัดถือเป็หน้าเป็ตาให้กับจังหวัดปทุมธานี ณ ตอนนั้นเป็อย่างมาก
จวบจนวันนี้ก็ปั้นเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นไปชกตามเวทีต่าง ๆกวาดรางวัลมาได้ไม่น้อย…ถือเป็ค่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดเสือน้อยเองก็สนิทสนมกับพวกนักมวยทั้งรุ่นเยาว์รุ่นใหญ่ก็เพราะพวกเขาเป็เพื่อนเล่นหัว วิ่งแก้ผ้ากันมาั้แ่เด็ก
เด็กหนุ่มหันไปมองเพื่อนในค่ายก่อนะโทักทายสองสามคำก่อนจะหันหน้าเดินเข้าบ้านของตัวเอง
บนบ้านทรงไทยหลังใหญ่ที่มีการปรับปรุงไปตามวิถีสมัย จากบ้านไม้ใต้ถุนสูงชั้นเดียวตอนนี้กลายเป็บ้านไม้สามชั้น สูงเด่นเป็สง่าในละแวกนี้เป็อย่างมากเคยมีกองละครมาหยิบยืมสถานที่ขอถ่ายทำอยู่เป็่ ๆ
ที่เปลี่ยนบ้านเป็แบบนี้สาเหตุก็มาจากพ่อของเขานั่นเองหลังจากขายภาพให้ เศรษฐีเมืองคอนได้ พ่อผันผู้มีอารมณ์ศิลปินเป็เลิศ ทักษะด้านการเข้าสังคมก็มิใช่เบาจึงมีเพื่อนสนิทมิตรสหายอยู่ไปทั่ว
เขาจึงได้ไอเดียขยายบ้านใหม่ด้วยแนวความคิดของตัวเองและเพื่อนที่เป็สถาปนิก ช่วยกันร่วมออกแบบ จนกลายเป็โครงร่างในท้ายที่สุด
หน้าบ้านหันหน้าไปทางทิศใต้แต่มีทางเข้าได้สามทาง หนึ่งจากทางฝั่งถนนหลวงที่เขากำลังยืนอยู่ อีกหนึ่งก็จากซอยถนนลูกรังที่ห่างจากตัวเขาไปสองสามก้าวสุดท้ายก็คือท่าเทียบเรือ ไว้ใช้เดินทางหรือต้อนรับแเื่
ซอยด้านข้างเป็ที่ดินของครอบครัวเขาแต่เว้นว่างไว้เพื่อเป็ที่จอดรถเวลามีเพื่อนฝูงมาสังสรรค์หรืองานรวมญาติ
ส่วนแปลงที่ดินที่ติดกับบ้านของเขาตอนนี้เป็ที่ดินกว้างหลายไร่ปลูกพืชผักสวนครัว พร้อมขุนวัวควายไว้ขายและที่ดินตรงนี้ก็เป็ที่เก่าของปู่ตน ซึ่งปล่อยขายไปนานแล้วเช่นกัน
แม่ของเขาไปมาหาสู่กับลุงป้าเ้าของสวนตอนเด็ก ๆ เขาก็วิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ในสวนของลุงป้าแกเป็ประจำ
ส่วนทางทิศเหนือคือด้านหลังบ้าน เป็ชุมชนแออัดที่เสือน้อย ชอบไปนั่งดูคนตบตีกันครั้นเมื่อยามเด็ก มีทั้งตึกแถวและห้องเช่าเสียเป็ส่วนใหญ่
ที่ดินหลายแปลงนี้ก็เคยเป็ของปู่ทวดของเขา และได้ขายให้กับนายหน้าค้าที่ สมัยยังหนุ่ม ๆส่วนบรรยากาศก็ค่อนข้างวุ่นวายเป็ธรรมดา เพราะมีคนอาศัยอยู่ไม่ขาดสายห้องเต็มแน่น บางห้องก็นอนกันหกเจ็ดคนก็มี
เสือน้อยมีเพื่อน ๆอาศัยอยู่ในชุมชนเหล่านี้มากมาย
พอเดินเข้าไปด้านในบ้านก็มีไม้ประดับนานาพรรณ ทั้งไม้มงคลที่ชื่อความหมายดี ๆ เช่น ต้นขนุน ต้นมะยมต้นคูน …ตามแต่สารพัดการจัดสวนของพ่อ แน่นอนว่าเขาก็ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆในวงการต้นไม้ ที่แม้แต่เสือน้อยก็ไม่รู้ว่าไปรู้จักกันตอนไหน!
เสือน้อยถอดรองเท้าเตรียมจะขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นสองโดยตรงแต่กลับเหลือบไปเห็นแสงไฟยังส่องสว่างออกมาจากห้องซ้อมดนตรีที่ชั้นหนึ่งหรือชั้นใต้ถุนเดิม…นอกจากห้องซ้อม ที่เหลือส่วนใหญ่เป็ห้องนอนรับแขกและห้องเก็บของจุกจิก
จำต้องยอมรับจริง ๆว่าพวกงานเกี่ยวกับศิลปะ พ่อของตัวเองมีพร์ด้านนี้จริง ๆส่วนตัวเขาเองก็ได้รับถ่ายทอดมาบ้างเล็กน้อย