ความเ็ปอันแสนสาหัสปลุกไป๋หลุนขึ้นมาจากความมืดมิด
"อ๊ากกก!"
เขากรีดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัวภาพสุดท้ายที่จำได้คือการพุ่งเข้าไปขวางพยัคฆ์เกล็ดศิลาเพื่อปกป้องเย่ซิงบัดนี้เมื่อก้มลงมองแขนซ้ายของเขาได้หายไปจากร่างเหลือเพียงตอแขนที่ชุ่มโชกไปด้วยเืและเศษเนื้อที่ฉีกขาดน่าสยดสยอง
ไป๋หลุนพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายเขารีบใช้แขนข้างที่เหลือฉีกชายเสื้อของตนเองออกมากัดฟันพันแผลห้ามเือย่างทุลักทุเลทุกััที่โดนาแสร้างความเ็ปราวกับจะทำให้เขาขาดใจอีกครั้ง
หลังจากห้ามเืได้ในระดับหนึ่งเขาก็มองไปรอบตัวซากของพยัคฆ์เกล็ดศิลาที่แหลกละเอียดนอนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกลและข้างๆกันนั้นคือร่างของเย่ซิงที่ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติ
ทันใดนั้นเองสัญชาตญาณของไป๋หลุนก็ร้องเตือนภัยขึ้นมาอีกครั้งเขาได้กลิ่นบางอย่าง มันคือกลิ่นคาวเืที่รุนแรงของซากพยัคฆ์อสูรที่เริ่มคลุ้งไปทั่วบริเวณและมันก็ได้ดึงดูดแขกที่ไม่ได้รับเชิญให้มาเยือน
แกรก แกรก
เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งดังขึ้นจากรอบทิศทางเงาทะมึนหลายร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ พวกมันคืออสูรกินซากมีลำตัวผอมเกร็งคล้ายไฮยีน่าดวงตาของพวกมันเป็สีเหลืองขุ่นที่เต็มไปด้วยความละโมบพวกมันขี้ขลาดเกินกว่าจะสู้กับพยัคฆ์เกล็ดศิลาแต่สำหรับผู้าเ็สองคนและซากอสูรระดับสูงนี่คืออาหารมื้อใหญ่ที่พวกมันจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไป
ไป๋หลุนกัดฟันแน่น ความเ็ปจากตอแขนที่ขาดและาแอื่นๆทำให้สติของเขาแทบจะพร่าเลือนแต่สายตาละโมบของฝูงอสูรกินซากกลับเป็สิ่งที่ดึงเขากลับมาสู่ความเป็จริงอันโหดร้าย
เขามองไปยังร่างของเย่ซิงที่ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงจากนั้นก็มองไปยังซากของพยัคฆ์เกล็ดศิลาที่เปรียบเสมือนขุมสมบัติล้ำค่าและเป็ตั๋วรอดชีวิตเพียงใบเดียวของพวกเขา
"ไม่มีทาง" เขาพึมพำกับตัวเอง
"ข้าจะยอมให้พวกแกมาแย่งไปไม่ได้"แม้ร่างกายจะสั่นเทา แต่จิตใจกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด ไป๋หลุนสูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมสติทั้งหมดที่เหลืออยู่ และใช้แขนข้างเดียวพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนช้าๆ
ไป๋หลุนชักกระบี่ออกมาและตั้งท่าเตรียมพร้อมแม้จะเหลือแขนเพียงข้างเดียว แต่ท่าร่างของเขากลับมั่นคงอย่างน่าประหลาดร่างกายที่อ่อนแอของเขาจดจำท่วงท่ากระบี่ของสำนักได้อย่างแม่นยำ
อสูรกินซากตัวหนึ่งที่ใจร้อนที่สุดทนความยั่วยวนของกลิ่นเืไม่ไหวมันกระโจนเข้าใส่ไป๋หลุน! แทนที่จะตื่นตระหนกไป๋หลุนกลับสงบนิ่งเขารอจนกระทั่งมันเข้ามาในระยะสังหาร
เพลงกระบี่พู่กันเมฆา ขั้นที่หนึ่ง พู่กันเหล็กแทงจารึก!
เขาไม่ได้ตวัดกระบี่อย่างบ้าคลั่ง แต่กลับใช้ข้อมือที่มั่นคงแทงกระบี่สั้นออกไปเป็เส้นตรงอย่างรวดเร็วและแม่นยำมันคือกระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ถูกฝึกฝนมานับหมื่นครั้ง
ฉึก!
ปลายกระบี่พุ่งเข้าเสียบดวงตาของอสูรตัวนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบมันกรีดร้องโหยหวนและล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น
พรวด!
แต่ทันทีที่เขาโคจรลมปราณเพื่อใช้เพลงกระบี่เืที่เพิ่งเริ่มจะแข็งตัวที่ตอแขนของเขาก็พลันปริแตกและฉีดพุ่งออกมาอีกครั้ง!ความเ็ปแล่นปราดขึ้นมาจนใบหน้าของเขาซีดเผือด ชัยชนะเล็กๆนั้นกลับไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยมันกลับกระตุ้นให้ฝูงอสูรที่เหลือบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมพวกมันกรูกันเข้ามาจากทุกทิศทาง!
"เข้ามาเลย!" ไป๋หลุนะโอย่างบ้าคลั่ง เขาพลาดท่าถูกอสูรตัวหนึ่งกัดเข้าที่น่องจนล้มลงฝูงอสูรที่เหลือเห็นโอกาสก็กระโจนเข้าใส่จากรอบด้านหมายจะรุมทึ้งเหยื่อที่าเ็ให้สิ้นใจ
แต่ในขณะที่ร่างของเขากำลังจะล้มลงถึงพื้นไป๋หลุนกลับบิดตัวอย่างสุดแรงเกิดเขาใช้แรงจากการล้มหมุนร่างกายของตนเองให้ขนานไปกับพื้น
เพลงกระบี่พู่กันเมฆา ขั้นที่สอง 'หมึกตัดวารี'!
คมกระบี่ในมือของเขาถูกตวัดออกไปเป็วงกว้างในแนวขวางอย่างราบรื่นและรวดเร็วมันคือเส้นสายที่คมกริบราวกับพู่กันที่ถูกลากผ่านผืนน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
เืของอสูรสาดกระเซ็น!แต่การบิดตัวและโคจรลมปราณอย่างรุนแรงก็ทำให้าแทั่วร่างของเขาปริออกเืสดๆของตัวเขาเองสาดกระเซ็นไปพร้อมกับคมกระบี่ที่ตวัดผ่านอากาศอสูรกินซากสามตัวที่พุ่งเข้ามาพร้อมกันถูกคมกระบี่ฟันเข้าที่ขาหน้าและลำคอจนร้องโหยหวนและถอยกลับไปตั้งหลักการโจมตีในวงกว้างนี้ได้สร้างพื้นที่ว่างรอบตัวเขาขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่า มันก็เป็เพียงการซื้อเวลาเท่านั้นไป๋หลุนใช้แรงเฮือกสุดท้ายยันตัวเองลุกขึ้นมาอีกครั้งแต่เืที่ไหลออกจากาแทั่วร่างทำให้เขาเริ่มหน้ามืดและมองเห็นภาพซ้อนฝูงอสูรที่เหลือหายจากความใและเริ่มตั้งท่าเตรียมจะกระโจนเข้ารุมทึ้งเขาอีกครั้งและครั้งนี้เขาคงไม่มีแรงจะต้านทานได้อีกแล้ว
ในจังหวะสุดท้ายที่คมเขี้ยวของอสูรกินซากกำลังจะฝังลงบนลำคอของไป๋หลุนแสงสว่างอันอบอุ่นก็พลันปะทุขึ้นจากกลางอกของเขา!
วูม!
กุญแจศิลาที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของไป๋หลุนส่องแสงสีทองจางๆออกมาอย่างกะทันหัน อักขระโบราณที่สลักอยู่บนผิวของมันสว่างวาบขึ้นราวกับมีชีวิตมันทำปฏิกิริยากับกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้นในบริเวณนี้และจิติญญาอันยิ่งใหญ่ของเย่ซิงที่อยู่ใกล้ๆคลื่นพลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่แผ่กระจายออกไปเป็วงกว้างมันไม่ใช่พลังที่รุนแรง แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจโบราณที่น่าเกรงขาม
ฝูงอสูรกินซากที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบเมื่อััได้ถึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ถึงกับกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวร่างของพวกมันถูกคลื่นพลังผลักกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวพวกมันมองมายังแสงสว่างนั้นด้วยความหวาดหวั่นก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายเข้าไปในความมืดของป่าอย่างไม่คิดชีวิต
คลื่นพลังงานนั้นไม่ได้ส่งผลแค่กับฝูงอสูรแต่มันยังไหลผ่านร่างที่หมดสติของเย่ซิงไปด้วย
จิตสำนึกของเขาที่กำลังถูกจองจำอยู่ในร่างกายััได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดนี้ มันไม่ใช่พลังหยินหรือหยางแต่เป็พลังงานกฎเกณฑ์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปพลังงานที่บริสุทธิ์นี้ได้กลายเป็ตัวกระตุ้นชั้นดีที่ช่วยประสานรอยร้าวระหว่างเศษเสี้ยวิญญาและร่างกายของเขา
แสงสว่างจากกุญแจศิลาค่อยๆ จางหายไปทิ้งให้ภายในถ้ำกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้งมีเพียงเสียงหอบหายใจของไป๋หลุนที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดและในความเงียบนั้นปลายนิ้วของเย่ซิงก็กระตุกเบาๆ พร้อมกับเสียงไอจากอาการาเ็
ไป๋หลุนที่กำลังมึนงงหันไปมองทันที นิ้วของเย่ซิงกระตุกอีกครั้งจากนั้นก็ค่อยๆ กำเข้าหากันจนกลายเป็หมัดที่แน่นิ่ง เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดพลันสั่นระริกก่อนจะเปิดขึ้นอย่างช้าๆ
ดวงตาที่ปรากฏขึ้นมานั้นไม่ใช่ดวงตาของเด็กน้อยอีกต่อไปแต่มันคือดวงตาสีนิลที่ลึกล้ำราวกับจักรวาลอันไร้ที่สิ้นสุด มันทั้งสงบนิ่งเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจโบราณที่ทำให้ไป๋หลุนรู้สึกราวกับจิติญญาของตนเองกำลังจะถูกแช่แข็ง
เย่ซิงลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคงและกวาดสายตามองไปรอบตัวเขาเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใดกับไป๋หลุนประสาทััอันเฉียบคมของเขาก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่มุ่งร้ายหลายสายกำลังพุ่งตรงมายังตำแหน่งของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนว่าคืนนี้จะยังไม่จบง่ายๆ"
สิ้นเสียงของเย่ซิงร่างในชุดสีดำสนิทสี่ร่างก็ปรากฏขึ้นจากเงามืดของป่าพวกเขาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงและเงียบเชียบราวกับิญญาร้ายก่อนจะเข้าล้อมปากถ้ำไว้ทุกทิศทาง บนอกเสื้อของทุกคนมีสัญลักษณ์กิ่งไม้สีดำปักเอาไว้
ชายคนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเขามองข้ามเย่ซิงไปราวกับเป็เพียงอากาศธาตุก่อนจะกวาดสายตามองไป๋หลุนที่าเ็สาหัสด้วยแววตาดูแคลน
"ดูเหมือนภารกิจของเ้าจะสิ้นสุดลงตรงนี้แล้วบัณฑิตน้อย" หัวหน้ากลุ่มพูดพร้อมกับยิ้มเยาะ
"ส่งกุญแจศิลามาของสิ่งนั้นไม่คู่ควรกับพวกหนอนหนังสืออย่างเ้า"
ไป๋หลุนหน้าซีดเผือดเขากำลังจะเอ่ยปากยอมจำนนแต่แล้วมือเล็กๆของเย่ซิงก็ยกขึ้นมาขวางไว้
เย่ซิงก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวยืนบังร่างของไป๋หลุนที่าเ็ไว้เขามองตรงไปยังหัวหน้ากลุ่มหอไม้ทมิฬด้วยดวงตาที่สงบนิ่งและเ็าอย่างน่าประหลาด
"พวกเ้าแน่ใจแล้วรึว่าจะแตะต้องของๆข้า?"
น้ำเสียงของเด็กน้อยไม่ได้ดังแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ยอดฝีมือทั้งสี่ต้องชะงักไปชั่วขณะพวกเขาััได้ถึงจิติญญาที่แข็งแกร่งเกินกว่าเด็กธรรมดาแต่เมื่อประเมินพลังลมปราณแล้วก็พบว่ามันยังอยู่ในระดับก่อปราณที่ต่ำต้อยเท่านั้น
"ฮ่าๆๆ!" หัวหน้ากลุ่มหัวเราะออกมา"เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดจะทำใจดีสู้เสือรึ? ดูเหมือนพวกหนอนหนังสือจากหอตำราเมฆาจะสิ้นไร้หนทางจนต้องส่งเด็กอย่างเ้ามาทำภารกิจแล้วสินะ!"
"จัดการมันซะ! เอาแค่กุญแจมาก็พอ!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ยอดฝีมืออีกสามคนก็พุ่งเข้ามาจากสามทิศทางทันที! แต่เย่ซิงไม่ได้คิดจะต่อสู้ั้แ่แรกแล้วเขาประเมินสถานการณ์ได้อย่างเฉียบขาดว่าศัตรูแข็งแกร่งเกินกว่าจะต่อกรด้วยได้ในตอนนี้ทางรอดมีเพียงทางเดียวคือการหนี!
ในจังหวะที่ศัตรูกำลังจะมาถึงตัวเขากระทืบเท้าลงบนพื้นถ้ำอย่างแรง!
ครรลองแห่งจุดจบ เงาสร้างรูป!
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อโจมตีแต่เพื่อสร้างความโกลาหล!หนามเงาจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาจากพื้นถ้ำอย่างสะเปะสะปะราวกับป่าหอกไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ใครเป็พิเศษแต่เป็การขัดขวางเส้นทางการเคลื่อนไหวของศัตรูและบดบังสายตา
"อะไรกัน!"
กลุ่มหอไม้ทมิฬชะงักด้วยความใกับวิชาประหลาดและในเสี้ยววินาทีแห่งความสับสนนั้นเอง
"ไป!" เย่ซิงคว้าตัวไป๋หลุนและใช้พลังทั้งหมดที่มีพุ่งทะยานออกจากวงล้อมไปในทิศทางเดียวที่ยังว่างอยู่ทิศทางที่นำไปสู่ส่วนที่ลึกกว่าของป่า
"ตามมันไป! อย่าให้มันหนีไปได้!"เสียงะโอย่างโกรธเกรี้ยวของหัวหน้าหอไม้ทมิฬดังไล่หลังมา
เย่ซิงกัดฟันแน่น เขาลากร่างของไป๋หลุนที่แทบจะหมดสติวิ่งลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิตแม้เขาจะใช้พลังหยินเพื่อเสริมความคล่องตัว แต่การต้องลากจูงน้ำหนักของคนอีกคนหนึ่งไปด้วยก็เป็ภาระที่หนักหนาสาหัสสำหรับร่างกายเด็กที่อ่อนแอของเขา
ไป๋หลุนที่ถูกกึ่งลากกึ่งวิ่งไปสังเกตเห็นใบหน้าของเย่ซิงที่ซีดลงเรื่อยๆและลมหายใจที่เริ่มหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย แม้เด็กคนนี้จะน่าสะพรึงกลัวแต่เขาก็ยังอยู่ในร่างของเด็กธรรมดาการฝืนใช้พลังอย่างต่อเนื่องย่อมต้องมีขีดจำกัด
"เย่ซิงเ้าไหวรึเปล่า?" ไป๋หลุนเค้นเสียงถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
"หุบปากแล้ววิ่งต่อไป"เย่ซิงตอบกลับโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเขายังคงเ็าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน
ทั้งสองหลบหนีอย่างทุลักทุเลและไร้จุดหมายวิ่งลึกเข้าไปในป่าที่รกทึบขึ้นเรื่อยๆกิ่งไม้แหลมคมขูดขีดตามร่างกายจนเกิดเป็แผลใหม่นับไม่ถ้วนสำหรับไป๋หลุนแล้วทุกย่างก้าวคือความทรมานที่แสนสาหัส
การเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงทำให้ผ้าที่พันแผลตรงตอแขนของเขาชุ่มโชกไปด้วยเืจนหยดเป็ทางเืสดๆไหลออกจากาแไม่หยุด สติของเขาเริ่มพร่าเลือน ภาพตรงหน้าเริ่มมืดลงเป็พักๆ
"ไม่ไหวแล้ว.....ข้าจะ......ไม่ไหวแล้ว......"ในที่สุดไป๋หลุนก็พึมพำออกมาอย่างสิ้นหวังเขาหมดแรงโดยสมบูรณ์และสะดุดรากไม้ล้มลงไปกองกับพื้น เย่ซิงบ่นพึ่มพัมอย่างรำคาญในใจแต่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรไป๋หลุนอีก
เย่ซิงเลือกที่จะอุ้มไป๋หลุนไว้ในท่าอุ้มเ้าหญิงเนื่องจากขนาดตัวของทั้งสองคนค่อนข้างแตกต่างกันการที่จะให้ไป๋หลุนขึ้นขี่หลังก็เหมือนกับการแบกรถยนต์ขึ้นมอเตอร์ไซค์
ในที่สุดพวกเขาก็ทะลุออกจากแนวป่าทึบแต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ไป๋หลุนสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิมมันคือทางตันเบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาหินที่สูงชันจนมองไม่เห็นยอดมันตั้งตระหง่านขวางทางไว้ราวกับกำแพงั์ของธรรมชาติ ไม่มีทางให้ปีนป่ายและไม่มีทางให้หลบหนี
"ฮ่าๆๆ! หนีสิ! หนีต่อไปสิเ้าหนู!"เสียงของหัวหน้ากลุ่มโจรดังขึ้นจากด้านหลัง พวกมันกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจ
"จบสิ้นกันแค่นี้สินะ" ไป๋หลุนได้แต่คร่ำครวญแต่เย่ซิงกลับไม่สิ้นหวัง ดวงตาสีนิลของเขากวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็วและในที่สุดสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ฐานของหน้าผาตรงจุดที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์โบราณที่หนาทึบ
ที่นั่นมีช่องว่างรอยแยกสีดำสนิทที่ดูเหมือนปากถ้ำที่ถูกซ่อนไว้มานานนับพันปีและจากข้างในนั้นเขาััได้ถึงกลิ่นอายที่เก่าแก่และเยือกเย็นแผ่ออกมาจางๆ
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วทางรอดเพียงหนึ่งเดียวก็คือความเสี่ยงที่ไม่อาจประเมินได้ เย่ซิงโยนไป๋หลุนลงพื้นอย่างไม่ใยดีเสียงร่างไป๋หลุนที่กระแทกพื้นดังตุ๊บ ไป๋หลุนได้แต่หน้าเหย๋เกอย่างน่าสงสาร
"ลุกขึ้น!"เย่ซิงตะคอกใส่ไป๋หลุนและกระชากแขนข้างเดียวของเขาขึ้นมา
"จะ......จะไปไหน?" ไป๋หลุนเอ่ยอย่าฉงนใจ
เย่ซิงไม่ตอบแต่ลากไป๋หลุนมุ่งตรงไปยังรอยแยกปริศนานั้นและในจังหวะที่กลุ่มหอไม้ทมิฬปรากฏตัวขึ้นที่ชายป่าพอดีทั้งสองก็พุ่งเข้าไปในความมืดมิดของโบราณสถานลึกลับนั้นโดยไม่ลังเล
ภายในโบราณสถานนั้นมืดสนิทและเย็นเยียบจนน่าขนลุกแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สำรวจอะไรพื้นหินที่ดูมั่นคงใต้เท้าของพวกเขาก็พลันยุบตัวลง!
"อ๊าาา!"
ไป๋หลุนร้องออกมาด้วยความใร่างของเขากับเย่ซิงร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดเบื้องล่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุดมันคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ลมที่พัดสวนขึ้นมานั้นเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณที่ทำให้หายใจลำบาก
"จบแล้ว!!! จบสิ้นกันจริงๆแล้วคราวนี้" ไป๋หลุนะโแหกปากพร้อมกับหลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรมแต่ในขณะที่กำลังร่วงหล่นอยู่นั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงมือเล็กๆ ของเย่ซิงที่จับแขนของเขาไว้แน่นก่อนที่พลังงานสีดำทมิฬจะปะทุออกมาจากร่างของเด็กน้อย
ครรลองแห่งจุดจบ เงาสร้างรูป!
เย่ซิงใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเงาให้กลายเป็ปีกสีดำขนาดใหญ่ที่ดูขาดรุ่งริ่งคล้ายกับปีกของค้างคาวเนื่องมาจากตอนนี้พลังยุทธของเขายังอยู่เพียงระดับกำเนิดปราณเท่านั้นหากว่ากันตามหลักแล้วต่อให้เป็เย่ซิงในสภาพสมบูรณ์ก็ไม่อาจจะใช้เงาสร้างรูปเนรมิตปีกขึ้นมาได้แน่นอนหากแต่เป็พลังลึกลับจากกุญแจศิลาช่วยให้เขาฝืนสร้างปีกที่รุ่งริ่งขึ้นมาได้แต่มันก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะบินและไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงได้ทั้งหมด
แม้จะได้เพียงเท่านั้นทว่ามันก็มากพอที่จะชะลอการตก เปลี่ยนจากการร่วงหล่นอย่างอิสระให้กลายเป็การร่อนลงไปในความมืดเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า
ขณะที่ทั้งสองร่อนลงไปในความมืดกลุ่มยอดฝีมือหอไม้ทมิฬก็วิ่งมาถึงปากเหวพอดีพวกเขามองลงไปในความมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"กลิ่นอายแปลกประหลาดนี่มันอะไรกัน"หนึ่งในนั้นพึมพำ
"ข้ารู้สึกไม่ดีเลย"
"พวกมันตกลงไปแล้วแต่ที่นี่ดูลึกลับเกินไป" หัวหน้ากลุ่มตัดสินใจ
"เราจะยังไม่ตามลงไปรออยู่ที่ปากทางนี้ก่อน หากพวกมันรอดขึ้นมาได้ค่อยจัดการก็ยังไม่สาย" แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะถอยกลับไปตั้งหลักนั้นเอง
ฟู่ววววว!
หมอกสีดำสนิทที่แปลกประหลาดพลันพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเหวอย่างรวดเร็วมันไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง แต่กลับเต็มไปด้วยพลังดูดกลืนที่น่าสะพรึงกลัว
"อะไรกัน!"
พวกมันยังไม่ทันได้ตั้งตัวหมอกดำนั้นก็แปรสภาพกลายเป็เส้นสายคล้ายโซ่พุ่งเข้ารัดพันร่างของพวกเขาทั้งสี่คนไว้ในพริบตา!
"อ๊ากกก! ช่วยด้วย!"
เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น แต่ก็ไร้ผลพลังของพวกมันถูกหมอกดำดูดกลืนจนหมดสิ้นร่างของยอดฝีมือทั้งสี่ถูกกระชากลงไปในเหวลึกอย่างโเี้ก่อนที่เสียงของพวกเขาจะค่อยๆเงียบหายไปในความมืดเบื้องล่าง
ทางด้านเย่ซิงและไป๋หลุนปีกเงาที่สร้างขึ้นอย่างเร่งรีบเริ่มสั่นไหวและไม่เสถียรมันค่อยๆสลายกลายเป็อนุภาคสีดำและจางหายไปในที่สุด
"จับไว้ให้แน่น!" เย่ซิงะโสั่ง
ร่างของทั้งสองร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง!
โครม!
พวกเขากระแทกเข้ากับพื้นหินที่แข็งกระด้างอย่างรุนแรงโชคยังดีที่ปีกเงาได้ชะลอความเร็วไปมากแล้วทำให้พวกเขาเพียงแค่าเ็จากการกระแทกแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต
ไป๋หลุนร้องครางออกมาด้วยความเ็ปในขณะที่เย่ซิงรีบยันตัวเองลุกขึ้นมาสำรวจรอบตัวทันที ที่นี่ไม่ใช่ถ้ำธรรมดามันคือทางเดินที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
พวกเขาอยู่ในโถงทางเดินที่กว้างใหญ่และทอดยาวจนสุดสายตาเพดานสูงลิบจนแทบมองไม่เห็นค้ำยันไว้ด้วยเสาหินขนาดมหึมาที่แกะสลักเป็ลวดลายประหลาดตามันไม่ใช่ลวดลายัหรือหงส์ที่ดูสง่างามอย่างที่เขาคุ้นเคย แต่เป็ลวดลายของ 'อสรพิษ' และ 'หมาป่า' ขนาดใหญ่ที่สอดประสานร่างกายของพวกมันเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อนและดุดัน
ทั่วทั้งผนังและเสาหินสลักไว้ด้วยอักขระโบราณที่ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ใดๆที่ไป๋หลุนเคยศึกษามา มันมีลักษณะเป็เส้นตรงและมุมแหลมคมให้ความรู้สึกที่แข็งกร้าวทรงพลัง และป่าเถื่อน
บรรยากาศโดยรอบนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาที่ถูกลืมเลือนมันเป็สถาปัตยกรรมที่ทรงพลังและแปลกแยกจากทุกสิ่งที่พวกเขาเคยพบเจอโดยสิ้นเชิง