หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกแกล้งทำเป็นหรี่ตาพิจารณาแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เคยเห็น”
เย่จื้อเฟิงรู้ดีว่าเมื่อคืนสองคนนี้ไม่ได้ขนถั่วเหลืองหมักไปติดต่อกับพวกนี้ฝ่ายตรงข้ามคงจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ได้อย่างใจเย็น
“หัวหน้าผู้ดูแลผู้นี้ไม่รู้จักพวกเจ้า” เย่จื้อเฟิงจ้องมองชายสองคนที่ฟื้นแล้วพลางเอ่ยถาม“พวกเจ้ารู้จักเขาหรือไม่?”
ทั้งสองเงียบพวกเขาเบือนหน้าไปอีกทาง ท่าทีไม่ให้ความร่วมมือ
หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกฉีกยิ้มลึกขึ้น“เกรงว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันแล้วละ”
เย่จื้อเฟิงฮึ่มในลำคอ“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงไม่ยอมรับง่ายๆ หากไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตาเช่นนั้นข้าก็จะไปแจ้งความ!”
ชายทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขาทว่าจากนั้นก็เคลื่อนสายตาไปยังหัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉก แล้วเม้มปากแต่ก็ยังไม่ได้ส่งเสียงอันใด
“ตามใจเจ้าเถิด” หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกแบมือออกอย่างไม่ใส่ใจพลางเอ่ยชี้ชวน “เพียงแต่เรื่องเช่นนี้แจ้งความไปก็แค่โดนโบยไม่กี่ไม้ ปรับเงินเล็กน้อยเท่านั้นมิสู้ให้พวกเขาชดใช้เงินให้พวกเจ้า เรื่องจะได้จบลงด้วยดี”
“ใช่ใช่ใช่ ถูกต้องที่สุด!” คนบังคับรถคนหนึ่งรีบพยักหน้าเห็นด้วย
เย่จื้อเฟิงมองชายทั้งสามเขาหัวเราะ “คิดไปเองทั้งนั้น” โดนโบยไม่กี่ไม้ ก็พูดง่ายนัก เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครยอมสารภาพ!
เมื่อเห็นเขาดื้อดึงจะแจ้งความแม้หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกจะพยายามห้ามแต่ก็ไร้ผล จึงปล่อยเขาไป
เย่จื้อเฟิงเห็นท่าทางไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยของเขาก็โมโหเพราะรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังทำสิ่งไร้ประโยชน์อยู่!
เรื่องการแจ้งความครั้งแรกอาจไม่คุ้นเคย แต่ครั้งที่สองก็ชำนาญแล้วเย่จื้อเฟิงจับชายทั้งสองส่งเข้าคุกทันที ทว่าหลังจากขึ้นศาลแล้วเรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่เขาคาดคิดไว้เลย
โจรและคนบังคับรถกลับยืนกรานว่าพวกเขาขโมยถั่วเหลืองหมักเองและไม่มีผู้ใดบงการอยู่เบื้องหลัง
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่ไม่กลัวโดนโบยด้วย!” เย่จื้อเฟิงที่กลับถึงบ้านแล้วก็โมโหจนแทบคลั่ง
“พวกเขาไม่ได้ซัดทอดร้านเชียนเว่ยหรือ?” นางซูขมวดคิ้วถาม“แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เย่จื้อเฟิงกระดกน้ำดื่มเข้าไปอึกใหญ่แล้วถอนหายใจ “ถูกโบยคนละยี่สิบไม้แล้วถูกคุมขังชั่วคราวขอรับ”
นางซูถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า“ต้องเป็นเพราะโดนโบยไม่พอ จึงไม่ยอมสารภาพแน่!”
“แค่ข้อหาลักทรัพย์ ลงโทษหนักไปกว่านี้ไม่ได้แล้วขอรับ” เย่จื้อเฟิงนวดขมับ “หากพวกเขายืนกรานว่าตนเป็นผู้กระทำพวกเราจะทำอะไรได้เล่า?”
เมื่อคิดถึงเรื่องที่หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกนั่นแค่ถูกท่านเจ้าเมืองเรียกตัวไปสอบสวนเล็กน้อยสุดท้ายก็รอดพ้นมาได้โดยไม่มีแม้แต่รอยข่วน แถมก่อนกลับยังเชิดหน้ายิ้มเยาะเขาอีกความรู้สึกในตอนนั้นช่างอึดอัดใจนัก
ราวกับว่าอุบายของเจ้าไม่สามารถสั่นคลอนคู่ต่อสู้ได้แม้แต่น้อยเหมือนไม่จำเป็นต้องจริงจังอะไรเลย เพราะอีกฝ่ายไม่เคยเก็บมาใส่ใจแม้แต่นิด
“บางเรื่องแจ้งความไปก็อาจไม่เป็นผล” เย่ชิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยชายสกุลลิ่งที่เผยรุ่นจือเคยกล่าวถึงว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่ผู้ที่จะจัดการได้ง่ายๆตอนนี้มีเพียงหัวหน้าผู้ดูแลคนเดียวที่อยู่ภายใต้เขาแต่พวกนางก็ยังทำอะไรไม่ได้เลย
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า? หมายความว่าแม้แต่จับตัวโจรได้ก็ไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?”นางซูนั่งบนเก้าอี้แสดงสีหน้าไม่พอใจ
เย่จื้อเฟิงลูบคางพลางครุ่นคิด“ข้ารู้สึกว่าหัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกนั่นคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างไรไม่รู้...”
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งที่ยังตั้งแผงลอยขายของหัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกนั่นเคยมาพบ และเคยขอซื้อสูตรอาหารแต่ก็ถูกปฏิเสธโดยไม่ลังเล หลังจากนั้นก็ไม่เคยพบเห็นอีกเลยไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะเล่นงานพวกเขาด้วยวิธีนี้
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? ตั้งแต่ครั้งนั้นเขาก็จับตาดูพวกเราอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ?”นางซูส่ายหน้า “ใจคนนี่นะ... ซื้อขายไม่สำเร็จมิตรภาพควรยังคงอยู่ เหตุใดจึงต้องทำให้ชีวิตของกันและกันยากลำบากด้วยเล่า!”
ผลสุดท้ายของการพิจารณาคดีเป็นไปตามคาดทั้งสองคนไม่รับสารภาพว่าใครอยู่เบื้องหลัง พวกเขาถูกปรับเงินให้เย่จื้อเฟิงจากนั้นก็ถูกส่งไปใช้แรงงาน อีกทั้งร้านเชียนเว่ยก็ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
เผยรุ่นจือบอกพวกเขาว่าสกุลลิ่งนั้นมีความสามารถในการควบคุมคนได้ดีเยี่ยมเรื่องที่อาจทิ้งร่องรอยไว้เช่นนี้ เขาจะต้องคัดเลือกคนมาอย่างพิถีพิถันแน่ชายทั้งสองคนนั้นจะต้องยอมอยู่ในกำมือเพราะมีจุดอ่อนแน่นอน จึงจะยอมเป็นแพะรับบาป
“เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ยังไม่จบสิ้นหรือ?” นางซูตกใจมากเมื่อได้ยินว่าร้านเชียนเว่ยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
“ท่านป้าซูอย่าได้ตื่นตกใจเลย พวกเขาคงไม่กลับมาอีกแล้ว” เผยรุ่นจือเอ่ย
เย่จื้อเฟิงมองเขาอย่างสงสัยแล้วคาดเดา “นี่เพราะเหตุใดกัน? หรือว่าคุณชายเจ้าของห้างออกหน้าแทนพวกเราแล้ว?”
เผยรุ่นจือยิ้มไม่พูดอันที่จริงแล้วเขาไปเยี่ยมเยียนลิ่งชางหยวนมาแล้วครอบครัวของนางซูเป็นคู่ค้าของเขาการขโมยถั่วเหลืองหมักที่เป็นวัตถุดิบสำคัญถือเป็นการละเมิดผลประโยชน์ของห้างร้านไท่หรานอย่างร้ายแรงเขามีเหตุผลเพียงพอที่จะออกหน้าจัดการ
สกุลเผยและสกุลลิ่งมีความบาดหมางกันมานานแล้วตอนนี้ควรจะต่างคนต่างอยู่ ไม่ควรเกิดความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นอีกนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ลิ่งชางหยวนยอมถอย
ได้ไม่คุ้มเสีย...
เรื่องลักขโมยจบลงเช่นนี้แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นที่น่าพอใจแต่สกุลลิ่งไม่ใช่ผู้ที่พวกเขาจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้นอกจากสงบศึกแล้วจะทำอะไรได้อีกเล่า
เย่ชิงชิงรู้สึกกังวลใจเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องบ่อน้ำวิเศษในมิติของนางพวกเขาขโมยถั่วเหลืองหมักไปแล้วย่อมจะต้องศึกษาว่ารสชาติของถั่วเหลืองหมักมาจากที่ใด หากเป็นเช่นนั้น...
“บ้านของพวกเจ้ามีบ่อน้ำที่ดีจริงๆ เลยนะ~” เผยรุ่นจือเอ่ยขึ้นกะทันหัน
เย่ชิงชิงใจเต้นแรงนางเงยหน้ามองเขา อีกแล้วหรือ คำพูดคลุมเครือเช่นนี้ เขาค้นพบอะไรบางอย่างจริงๆหรือกำลังสงสัยอะไรบางอย่างกันแน่?