พลิกชะตาบุปผาข้ามภพ

    ช่วยคน

            เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสูงที่อุดมสมบูรณ์ บนยอดเขามีปุยเมฆลอยเป็นแพ บดบังยอดเขาจนมิด มองดูให้ความรู้สึกสวยงามไปอีกแบบ จิ่นฮวาเดินทางออกจากเมืองเหลียงได้ห้าวันแล้ว


            “ข้างหน้าเป็นป่าสัตว์อสูร นายหญิงระวังตัวด้วยขอรับ” จิ้นซื่อกล่าวเตือน เขาสัมผัสพลังของสัตว์อสูร จากป่าข้างหน้าได้


            “เช่นนั้นเรารีบเดินทาง ต้องผ่านป่าสัตว์อสูรนี้ให้ได้ก่อนค่ำมืด จะได้ไม่อันตรายมากนัก” จิ่นฮวากล่าว แล้วใช้วิชาตัวเบาเดินทางเข้าป่าอย่างระมัดระวัง

     

             ในป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรน้อยใหญ่ให้เห็นอยู่ประปราย จิ่นฮวาใช้แหวนมายาพลางตัวอย่างมิดชิด แล้วซ่อนตัวตามกิ่งไม้ ใช้วิชาตัวเบาทะยานจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว


            เดินทางมาได้ครึ่งวันก็ถึงกลางป่าอสูร เริ่มเห็นสัตว์อสูรที่ดุร้ายมากขึ้น นางจึงระวังตัว ใช้ฝีเท้าที่เบาและเงียบทะยานออกไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ


            จิ่นฮวาหยุดที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไม่ได้ไปต่อ “ข้างหน้าเหมือนจะมีการต่อสู้”


            “นายหญิงรอที่ที่ข้าจะไปดูให้ขอรับ” จิ้นซื่อใช้มายาพรางตัวแล้วบินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า


            “มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังต่อสู้กับอสรพิษเกล็ดมรกตขอรับ ดูท่าจะต้านได้อีกไม่นาน” จิ้นซื่อรายงาน


            “เราไปช่วยเขากันเถอะ” จิ่นฮวาเอ่ยขึ้นในที่สุด

     

            เด็กหนุ่มผู้หนึ่งอายุน่าจะประมาณ 15-16 ปี พลังปราณนับว่าสูงพอสมควร แต่เขาโชคร้ายที่อสรพิษเกล็ดมรกตตัวนี้แข็งแกร่งเกินไป ประเมินจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมา มันน่าจะมีตบะถึงห้าหมื่นปี เขาต่อสู้อย่างตึงมือ ทำให้พลาดท่า ถูกคมเขี้ยวอสรพิษกัดเข้าที่ขาข้างขวา เขาตัดสินใจใช้กริชแทงที่ตาของมันทันที


            อสรพิษเกล็ดมรกตนั้นมีเกล็ดแข็งปกป้องร่างกายทำให้มันแทบไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้อย่างดุเดือดกับเด็กหนุ่ม แต่จุดอ่อนของมันคือดวงตา เมื่อถูกแทงมันจึงปล่อยคมเขี้ยวจากขาของเด็กหนุ่ม แล้วดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด


            จิ่นฮวาที่พุ่งทะยานมาถึง จึงอาสัยจังหวะที่มันกำลังเจ็บปวด ทะยานไปด้านหลังใช้ปิ่นพฤกษาโจมตีที่ดวงตาอีกข้างของมันทันที แล้วกระโดดออกห่าง อสรพิษเกล็ดมรกตทั้งเจ็บปวดทั้งโกรธเกรี้ยว มันโจมตีสะเปะสะปะ เพราะตามองอะไรไม่เห็นทั้งสองข้าง


            จิ้นซื่อและเยว่เอ๋อร์จึงใช้พลังโจมตีหลอกล่อมันไปอีกทาง ส่วนจิ่นฮวารีบเข้าไปพยุงเด็กหนุ่มที่ตอนนี้บาดเจ็บจากการถูกพิษสลบไปแล้ว จิ่นฮวาพาเขาหนีออกไปอีกทาง


            หากเสียเวลาต่อสู้ยืดเยื้อเมื่อพิษเข้าสู่หัวใจ เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่รอดแน่ จิ่นฮวาจึงวางแผนให้ภูติทั้งสองล่อมันออกไป เมื่อไกลพอสมควรแล้วก็ใช้มนต์พรางกาย แล้วถอนตัวกลับมา


            เมื่อออกห่างจากพื้นที่ ที่ปะทะกันไกลพอสมควร จิ่นฮวาจึงวางเด็กหนุ่มลงให้เขาพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง


            “นี่!! เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” จิ่นฮวาตบที่แก้มเขาเบาๆ แล้วลองเรียกดู เด็กหนุ่มยังนิ่งไม่ตอบสนอง


            “ข้าขอดูแผลเจ้าหน่อยละกัน” จิ่นฮวาใช่มีดสั้นตัดขากางเกงเขาออก เพื่อดูบาดแผล


            “อืม บาดแผลลึกอยู่ แต่กระดูกไปแตก ต้องรีบถอนพิษก่อน” จิ่นฮวาสำรวจแผลที่ขาเขาอย่างละเอียด


            นางนำสมุนไพรถอนพิษออกจากแหวนมิติ แล้วใช้ธาตุแสงห่อหุ้ม กลั่นสมุนไพรทันที จากนั้นชักนำเข้าสู่บาดแผลของเด็กหนุ่มโดยตรง ถ้าจะให้ใช้เตาหลอมนางกลัวจะเสียเวลาเกินไป อาจช่วยคนไม่ทัน


            พิษถูกขจัดออกหมดแล้ว จิ่นฮวาจึงให้เขากินโอสถสมานแผลระดับสองที่นางปรุงไว้ ตอนที่ฝึกฝนกับท่านอาจารย์ บาดแผลของเขาจึงได้รับการฟื้นฟูช้าๆ จนอาการไม่สาหัสแล้ว นางไม่อยากใช้ธาตุแสงรักษาแผลให้เขา เพราะหากแผลหายเร็วเกินไปจะเป็นที่น่าสงสัย


            จิ่นฮวาทำความสะอาดบาดแผล แล้วใช้ผ้าสะอาดพันแผลที่ขาให้เขา จากนั้นจึงพยุงให้เขานอนลง


            ไม่นาน สองภูติก็กลับมา “เรียบร้อยขอรับนายหญิง ข้าล่อมันไปไกลพอสมควรแล้วจึงรีบกลับมา” จิ่นซื่อรายงาน แท้จริงพลังของภูติทั้งสองสามารถต่อกรกับอสรพิษเกล็ดมรกตได้ แต่ทั้งสองไม่ใช่ภูติสายต่อสู้ ไม่ชื่นชอบการฆ่าฟันโดยไม่จำเป็น จึงทำเพียงแค่ล่อมันออกไปไกลๆ เท่านั้น

            “เขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เยว่เอ๋อร์มองเด็กหนุ่มที่นอนหลับไม่ได้สติแล้วเอ่ยถาม


            “ข้าถอนพิษและให้โอสถสมานแผลแก่เขาแล้ว อีกครึ่งชั่วยามคงฟื้น” จิ่นฮวากล่าว


            จิ่นฮวาจึงนั่งพักผ่อนที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ โดยสองภูติคอยระวังไม่ให้มีสัตว์อสูรเข้าใกล้บริเวณนี้ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกตัว เขาขยับเปลือกตาลืมขึ้นช้าๆ


            “อ๊ะ! เจ้าฟื้นแล้ว” จิ่นฮวารีบลุกไปดู


            “เจ้าช่วยข้าไว้หรือ แล้วอสรพิษนั่น เจ้าฆ่ามันได้แล้วหรือ?” เด็กหนุ่มถามอย่างกังวล


            “ข้าแค่ล่อมันออกไป แล้วพาเจ้าหนีมา” จิ่นฮวาในคาบเด็กหนุ่มเอ่ยอย่างใจเย็น


            “ขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิต ข้ามีนามว่า หยางชุน แล้วเจ้าล่ะ” หยางชุนก้มหัวคารวะ แล้วแนะนำตัว


            “ข้า มู่จิ่น เจ้าค่อยๆ ลุก ถึงข้าจะถอนพิษให้แล้วแต่แผลเจ้ายังไม่หายดี” จิ่นฮวาพยุงเขาลุกขึ้น


            เมื่อหยางชุนฟื้นแล้ว ทั้งสองจึงเดินทางออกจากป่าสัตว์อสูร เพราะถ้าหากรอให้ค่ำมืดการพักค้างแรมในป่าแห่งนี้ อันตรายเกินไป สัตว์อสูรที่ดุร้ายส่วนใหญ่มักออกล่ายามค่ำคืน


            ระหว่างเดินทางทั้งสองคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน จึงรู้ว่าหยางชุนก็กำลังเดินทางไปสอบที่สำนักเทียมเมฆาเช่นกัน แต่เขาโชคร้ายเจอกับอสรพิษเกล็ดมรกตเข้า จึงต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด โชคดีที่จิ่นฮวาช่วยไว้จึงรอดมาได้


            หยางชุนนั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุ 15 เท่ากับจิ่นฮวา โดยปกติเป็นคนพูดน้อย ใบหน้าติดจะเย็นชา แต่นิสัยโดยรวมนับว่าเป็นคนน่าคบหาคนหนึ่ง

    เมื่อมีจุดหมายเดียวกันทั้งสองจึงร่วมเดินทางไปด้วยกัน และนับถือกันเป็นสหาย


            หยางชุนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จึงไม่อาจเคลื่อนที่ได้เร็วนัก ทำให้เมื่อออกมาถึงชายป่าก็เป็นเวลาเย็นพอดี พวกเขาจึงพักค้างแรมที่ชายป่า ทีแรกจิ่นฮวาอยากสร้างรังนกบนต้นไม้เหมือนคืนที่ผ่านๆ มาเวลาพักในป่า แต่เมื่อเห็นสหายนำอุปกรณ์พักแรมออกมาจากแหวนมิติ นางจึงเปลี่ยนใจไปช่วยเขากางกระโจม


            กระโจมของเขาเป็นกระโจมชั่วคราวแบบง่ายๆ ตอกเสาสี่เสาแล้วขึงผ้าทำหลังคา แล้วเอาเชือกขึงไว้กับต้นไม้อีกที มีผ้าสำหรับปูพื้น กระโจมหลังนี้มีพื้นที่พอจะนอนได้ 2 คนโดยไม่เบียดกัน


            จิ่นฮวาไม่ได้ถือสาเพราะตอนนี้นางอยู่ในรูปลักษณ์ของบุรุษการนอนกระโจมเดียวกันกับสหายไม่ถือว่าเสียหายอะไร อีกอย่างเสี้ยววิญญาณครึ่งหนึ่งนางมาจากยุค 2021 นางมีเพื่อนผู้ชายอยู่บ้าง นางจึงไม่ถือสาเรื่องชายหญิงเล็กน้อยแค่นี้


            หยางชุนนำหมอนกับผ้าห่มออกมา แต่มันมีเพียงชุดเดียว เขากำลังจะเสียสละให้สหายผู้มีพระคุณ แต่จิ่นฮวาก็นำหมอนกับผ้าห่มออกมาจากแหวนมิติของตนเช่นกัน ทั้งสองจึงเข้านอนไม่ได้เอ่ยอะไร


            จิ่นฮวาพิจารณาสหายคนใหม่คิดว่าเขาน่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ ถึงได้มีแหวนมิติไว้ใช้ได้ รูปร่างหน้าตา การแต่งตัวก็จัดว่าดูดี น่าจะไม่ใช่คนธรรมดา แต่นางไม่ใส่ใจนัก ขอแค่เป็นคนดีก็พอ


            ส่วนหยางชุนก็พิจารณานางเช่นกัน เขาคิดว่านางเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาหมดจด เหมือนพวกคุณชายเจ้าสำอาง แต่กลับช่วยเขาจากอสรพิษร้ายนั่นได้ และรู้วิชาแพทย์สามารถถอนพิษให้เขาแถมยังครอบครองแหวนมิติอีกด้วย จะต้องเป็นคุณชายมากความสามารถแน่


            ที่ทั้งสองคิดเช่นนี้เพราะแหวนมิตินั้นมีราคาแพง ต้องเป็นคนที่ร่ำรวยเท่านั้นถึงจะครอบครองได้ ต่างคนต่างคิดอะไรในหัว สุดท้ายก็เผลอหลับไป

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาบุปผาข้ามภพ ที่คุณอ่าน