หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา…หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยเื่ราวลี้ลับเกินกว่าจะอธิบายได้ ไม่ใช่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่หวาดกลัว หากแต่เหล่านักศึกษาจากแดนไกลก็เริ่มรับรู้ถึงความไม่ปกติ เสียงกระซิบในความเงียบ ความฝันแปลกประหลาดยามค่ำ และเงาทึบที่เคลื่อนไหวในความมืด ปอบ…ผีสัมภเวสีผู้หิวกระหาย กำลังย่างกรายเข้ามาในเขตบ้านอย่างเงียบเชียบ
ชื่อของมันเริ่มแพร่กระจาย ราวกับโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง หากแม้จะกลัวเพียงใด นักศึกษาทุกคนกลับยังยืนยันจะอยู่ต่อจนกว่าการทำงานจะสิ้นสุด เพราะสิ่งหนึ่งที่สำคัญเหนือความกลัว คือความฝันที่จะเห็นครอบครัวมายืนข้าง ๆ ในวันรับปริญญา วันแห่งความภาคภูมิที่เฝ้ารอมาเนิ่นนาน ไม่มีสิ่งใดมาหยุดได้
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น…
เช้าวันใหม่ เสียงกลองโทนดังก้องมาแต่ไกล บอกสัญญาณว่าประเพณีประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอีกครา งานวัดประจำปีของวัดป่าบงคำหลวง วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เด็กชาวบ้าน ๆ วิ่งส่งข่าวไปทั่ว ชาวกรุงเทพฯเองก็ได้ยินเสียงระฆังและเสียงเพลงจากลำโพงเก่าที่ดังคลอมาแต่เช้า
เป็เพียง่เวลาสั้น ๆ ที่ความกลัวสงบลง งานวัด…คือ่หายใจของหมู่บ้านก่อนเงามืดจะกลับมาอีกครั้ง
“ทุกคนได้ยินแล้วใช่ไหมว่าวันนี้มีงานวัด” อรเอ่ยถามเพื่อน ๆ ที่นั่งกินข้าวเช้ากันที่โรงครัวอย่างครึกครื้น
“ได้ยินแล้ว เราจะไปกันยังไงหรอ?”
“เดี๋ยว่เย็น ๆ เราพาเดินไป ไม่ไกลมากหรอก ถือว่ารับลมเย็นด้วย” อรพูดพลางตักข้าวคำแรกเข้าปาก “พวกเ้ากะไปนำกันเด้อ เดี๋ยวเอื้อยสิเพิ่นพาไป ใผสิไปกะไปอาบน้ำปะแป้งเตรียมโตไว้ก่อนเด้อ” อรหันไปบอกเด็ก ๆ ชาวบ้านที่นั่งกินข้าวอยู่ร่วมวง
เด็ก ๆ ต่างดีใจ หันไปขออนุญาตผู้ปกครองกันใหญ่ ในทุก ๆ ปีอรจะเป็คนพาเด็ก ๆ ไปอยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่ผู้ปกครองไม่ค่อยอยากไปกันเพราะต้องใช้พลังงานเยอะ ไหนจะต้องคอยวิ่งตามเด็ก ๆ ที่ต้องแวะไปเล่นนู่นเล่นนี่ ไหนจะต้องคอยตื่นเช้ามาทำงานกันแต่ฟ้ายังไม่สว่างอีก พวกเขาเลยไว้ใจอรกันมาก ๆ
อรเดินไปหาก้านพลูที่นั่งกินข้าวแยกกับเธอไปอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง ณ ตอนนี้เธอยังไม่รู้สาเหตุเลยด้วยซ้ำว่าก้านพลูงอนเธอเื่อะไร ถึงคอยหลบหน้าหลบตาเธอตลอดเวลา
“มึงจะไปไหมเนี่ย งานวัด”
“อืม…” ก้านพลูตอบโดยที่ไม่สบตาอรเสียด้วยซ้ำ เอาแต่ตักข้าวเข้าปากอยู่อย่างนั้น
หาสนใจไม่ หากก้านพลูไม่พูด เธอก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็อะไร นี่หมอผีนะ ไม่ใช่พระพุทธเ้าที่จะตรัสรู้ไปเสียหมดทุกอย่าง
อรเดินเข้าบ้านหลังจากที่จัดการธุระยามเช้าเสร็จ เธอเดินตรงเข้าไปในห้องนอนของพ่อท่าน ดูว่าท่านกินข้าวกินปลาหรือยัง พักนี้พ่อท่านก็เป็อีกคนที่ผิดแปลกออกไป ไม่ออกมาจากห้องมากเท่าไร เอาแต่นอนอยู่แต่ในห้อง เหล่าชาวบ้านแทบจะไม่เห็นหน้าคร่าตา แต่ก็เข้าใจได้ว่า อาจเป็่วัยที่ท่านเหนื่อยมามากแล้ว เธอจึงไม่ได้ซักถามอะไรมาก
คำปุ่น กุมารทองตัวเล็กที่ยืนนวดให้พ่อท่านที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้อง หันมามองด้วยสีหน้าจิ้มลิ้มตามเคย ก่อนจะถอยออกเพียงสองสามก้าว เพื่อให้พ่อลูกได้คุยกัน
“มื้อนี่ข่อยสิพาทุกคนไปงานวัดเด้อจะพ่อ อาจสิกลับดึก” อรเอ่ยบอกพ่อท่านเพื่อไม่ให้ท่านเป็ห่วง
ท่านเองก็ได้ยินเสียงป่างประกาศเมื่อเช้าและรู้เช่นกันว่าวันนี้มีงานวัด จึงไม่ได้แปลกใจอะไรมาก
“อืม….อย่ากลับดึกหลายเด้อหล่า ตอนนี้กะฮู้ หมู่บ้านเฮามีเื่บ่ดีเกิดขึ้นหลายอยู่”
“จ้า ข่อยฮู้ พอแล้วสิฟ่าวกลับมาปลอดภัยทุกคนจ๊ะ บ่ต้องห่วงเด้อ”
ว่าจบ อรเดินเข้าไปกอดพ่อจากด้านหลังก่อนเดินออกไปเพื่อไปฝึกวิชาในห้องพระต่อตามเคย
เมื่อถึงเวลาที่ฟ้าสลัวเหมือนยามผีตากผ้าอ้อมเยือนมาเยี่ยมเยือน ท้องนภาก็กลายเป็สีส้มปนม่วงอย่างแ่เบา แสงสุดท้ายของวันทอดไล้ลงบนพื้นดินแห้งกร้าน อากาศปลอดโปร่ง ลมเย็นพัดโชยราวปลอบขวัญให้ผู้อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้ บรรยากาศรื่นเริงที่เคยเลือนหายไปเนิ่นนาน กลับหวนมาอีกครั้งอย่างเงียบงัน
เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังระงมทั่วลาน พวกเขายืนเรียงแถว เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังวัดป่าบงคำหลวง สถานที่จัดงานประจำปีที่ทุกคนต่างเฝ้ารอ
เมื่ออรเดินมาถึงเรือนเล็กทั้งสองหลัง ก็พบว่าเพื่อน ๆ ต่างตั้งแถวรอกันเรียบร้อยแล้ว ก้านพลูเองก็อยู่ตรงนั้นด้วย เธอยืนเกาะแขนเพื่อนคนหนึ่งไว้แน่น สีหน้าหม่นหมองต่างจากเคย
แต่ผิดแปลกไปจากเดิมตรงที่
ยา
ได้มายืนรวมกลุ่มอยู่ตรงนี้ด้วย หญิงสาวที่ยืนหลบอยู่หลังสุดของแถว ราวกับไม่้าให้ใครสังเกตเห็น แต่สีผมของเธอก็ยังเด่นชัดในสายตาของอร
หัวใจของอรอบอุ่นขึ้นมาวูบหนึ่ง ความหวังของเธอคือการได้เห็นยาเปิดใจ ได้มีสังคม มีเพื่อน และดูเหมือนว่าวันนี้ ทุกอย่างจะเป็ไปอย่างที่เธอปรารถนา อย่างน้อยก็ให้ยาได้พักจากฝันร้ายและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เธอต้องเผชิญในทุกค่ำคืน ได้หลับตาสนิทสักคืนก็ยังดี
เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ดังกรอบแกรบเมื่อเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งปนดินชื้น พวกเขาเดินตามหลังอรเป็แถวยาว เสียงพูดคุยเบิกบานตลอดทาง ดนตรีจากวัดเริ่มดังแว่วมาแต่ไกล ยิ่งพวกเขาใกล้ถึงเท่าไร เสียงแตรวง กลองยาว และเสียงโห่ร้องจากงานวัดยิ่งเร่งเร้าให้หัวใจเต้นแรงขึ้นตาม
ทันทีที่ถึงลานวัด เด็กชาวบ้านต่างกรูกันวิ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้น เสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังระงมอย่างไม่มีใครควบคุม
“ฮอดหัวค่ำ ข่อยสิให้หมอลำเวทีเพิ่นฮ้องบอก พอฮอดสองทุ่มแล้ว มาโฮมกันอยู่หม่องนี่ อย่าให้เลยมืดหลายเด้!”
เสียงอระโไล่หลังเด็ก ๆ ตามด้วยเสียงตอบรับดังก้อง
“จ้า!!!”
อรหันไปพูดกับคำปุ่น กุมารทองในร่างเด็กน้อยที่นุ่งโจงกระเบนซึ่งยืนแอบตามมาอยู่ด้านหลังไม่ไกลนัก
“เ้าก็นำกัน”
ทันทีที่ได้รับอนุญาต ร่างเล็กของคำปุ่นก็แวบหายเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
อรหันกลับมาหาเพื่อน ๆ ที่ยังยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เธอย้ำประโยคเดิมด้วยภาษากลางให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจ
"ฟังออกกันใช่ไหม?"
เพื่อน ๆ พยักหน้ารับ ต่างก็เข้าใจกติกา ก่อนจะแยกย้ายกันเดินเข้าไปในงานอย่างเป็ระเบียบ
เว้นเสียแต่...
“ไม่เข้าไปหรอยา?”
อรถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นแววตาของยายังจับจ้องไปที่ตัววัดไม่ละสายตา สายตานั้นนิ่งงัน คล้ายซ่อนอะไรบางอย่างไว้เื้ั
มือของอรเอื้อมไปััเบา ๆ บนแขนของอีกฝ่าย
“ไปกับเรา...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก...ไปเที่ยวกันเถอะ”
มือของเธอประสานเข้ากับมือของยาอย่างแ่เบา
สองร่างเดินเคียงกันเข้าไปในงานวัด งานที่ทุกคนรอคอย เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกชั่วคราว งานเดียวที่เปิดพื้นที่ให้ความทุกข์คลายตัวลงชั่วขณะ
นี่คือเวลาที่ผู้คนได้ปลดปล่อย ได้ยิ้มออกมาโดยไม่ต้องซ่อนความกลัว
และสิ่งเดียวที่อรหวังในค่ำคืนนี้...
คือการได้เห็นยา มีความสุขบ้าง
…เพียงสักครั้งก็ยังดี.