- 2 -
จอมมารขี้หงุดหงิด
“เพ่ยอิง เพ่ยอิง!”
“หือ?”
“ข้าเอง มีเื่สนุกแบบนี้ไม่เห็นเรียกข้าบ้างเลย” มือขาวซีดกำลังเกลี่ยเส้นผมของเพ่ยอิง เทพหนุ่มลืมตาขึ้นมาก็ใจนเกือบะโ มองไปทางป๋อเหวินก็เห็นยังหลับตาอยู่
“อี้เฉิง!! อุ๊บ.....” ิญญากระบี่สาดแสงธารา เ้าตัวเล็กผมขาว อาภรณ์ขาว ั์ตาฟ้าคราม ยกมือปิดปากเพ่ยอิงที่กำลังจะส่งเสียงดัง
“อย่าเสียงดัง เดี๋ยวจอมมารก็ตื่นมาหรอก”
“เ้าออกมาไม่ได้นะ เราไม่อยากให้ป๋อเหวินรู้ รีบกลับเข้าไปเลย” เพ่ยอิงเกาหัวแกรก เขาพากระบี่สาดแสงธาราไปอยู่ที่มิติมายา อี้เฉิงก็ยังตามออกมาได้
“ข้าพรางตัวได้ ข้าเก่งมากนะ จอมมารไม่รู้หรอก”
“อี้เฉิง!”
“เมื่อวานเ้ามีอันตราย ข้ารับรู้ได้แล้วก็ห่วงเ้ามากนะ” ใครต่างก็บอกว่าอี้เฉิงน่ารัก น่าเอ็นดู แต่เพ่ยอิงมองเห็นเพียงความเ้าเล่ห์ หากได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของอี้เฉิงแล้ว คงจะชมว่าน่ารักไม่ลง
“เราไม่หลงกลเ้าหรอกนะอี้เฉิง กลับไปที่มิติมายาเดี๋ยวนี้!”
ป๋อเหวินขยับตัวพลางลืมตาขึ้นมามอง เห็นเทพหนุ่มกำลังส่งเสียงคุยกระซิบกระซาบ เพียงแต่เขามองไม่เห็นคู่สนทนาของเพ่ยอิง
“เ้าคุยกับผู้ใด?”
“เอ่อ....คือว่า เราคุยคนเดียว” เพ่ยอิงตอบคำถามจอมมาร แต่มือก็พยายามโบกไล่อี้เฉิงที่พรางตัวให้กลับไป เ้าิญญากระบี่ดื้อดึงกว่าจะยอมฟังเ้านาย เล่นเอาเพ่ยอิงเหงื่อตกเลยทีเดียว
“นายท่าน! โอ้ว นายท่านของข้า ในที่สุดก็ตามหานายท่านเจอ”
“ซัวเหิง!?”
“เดี๋ยวก่อนเลย เ้าเป็ใคร?” เพ่ยอิงมองชายหนุ่มที่อยู่ในชุดดำสนิท ดวงตาของเขามีประกายเพลิง
“ข้าเป็คนรับใช้ของนายท่าน”
“คนรับใช้?”
อีกฝ่ายพยักหน้ารัว เพ่ยอิงขมวดคิ้วมองทั้งคู่ ป๋อเหวินเองก็ดูใไม่น้อย ชายหนุ่มชุดดำยกมือัักับศิลาแก้ว สายตามองป๋อเหวินอย่างห่วงใย
“เป็มารใช่ไหม? น่าแปลกที่เ้าเข้ามาในนี้ได้”
“ข้าเป็ – ”
“ซัวเหิง!!” ป๋อเหวินส่ายหน้าไม่ให้พูด ชายหนุ่มชุดดำจึงปิดปากเงียบทันที เพ่ยอิงถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ดวงตาฟ้าครามเอาแต่จ้องหน้าหาความจริง
“บอกความจริงมาเ้าลูกหมา!”
“ล...ลูกหมาหรือ? ฮึ่ย! ท่านใช้ตาไหนดูกันว่าข้าเป็หมาน่ะ”
“ชินอ๋องเยี่ยหลางส่งเ้ามารึ เ้าตั้งใจมาทำร้ายเขาใช่ไหม” เพ่ยอิงกำลังจินตนาการเื่ราว ป๋อเหวินทนฟังไม่ไหวก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
“เงียบ!”
“ท่านไม่ต้องพูด!!”
“ซัวเหิงเป็คนของข้า เ้าเลิกบ้าแล้วก็หุบปากสักที !!!!” จอมมารหนุ่มไม่คิดเลยว่าจะปวดหัวได้เพียงนี้ อย่างแรกเขาไม่้าให้ซัวเหิงปรากฏตัว อย่างที่สองเขาไม่้าให้เทพล่วงรู้
“ซัวเหิง? ชื่อของเ้า”
“เอ่อ ใช่แล้ว ข้าชื่อซัวเหิง” ป๋อเหวินเห็นความนอบน้อมของซัวเหิง ปกติเ้านี่แยกเขี้ยวใส่ทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เทพหรือมารด้วยกันก็ยังไม่ละเว้น
เพ่ยอิงน่ารำคาญผู้นี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ์จึงกล้าส่งให้มาเกลี้ยกล่อมจอมมารอย่างเขา
“งั้นก็เชิญคุยกันให้สบายใจ เรามีธุระที่ต้องไป เดี๋ยวจะรีบกลับมา”
“จะไปไหน?”
“ธุระไงป๋อเหวิน ท่านจะได้สบายใจสักระยะกับการไม่เห็นหน้าเรา” เพ่ยอิงหันหลังเตรียมก้าวเดิน แต่พื้นก็สั่นะเืจนเขาล้มก้นกระแทกพื้น
“ท...ท่าน!”
“โอ้ย....ก้นเรา อะไรของท่านเนี่ย!” ซัวเหิงรีบเข้ามาพยุงเพ่ยอิงให้ยืนขึ้น
“ไปไหน?”
“กลับไปบ้านช่องของเราบ้างสิ หนาวจะตายอยู่แล้ว เสื้อผ้าพวกนี้อุ่นที่ไหนเล่า ฮึ่ย!”
เพ่ยอิงมองค้อนดวงตาแดงก่ำของอีกคน ช่างเป็จอมมารที่น่าหมั่นไส้ที่สุด ตัวเขาเป็เทพแต่ต้องยอมมารอย่างป๋อเหวินทุกครั้ง คอยดูเถอะสักวันจะเอาคืนให้สาสม
“ซัวเหิง เมื่อครู่ขอบใจมากนะ เ้าน่ารักกว่านายของเ้ามากมาย”
“ข..ข้าหรือ”
“อืม ไปล่ะ”
เทพหนุ่มเดินหายไปในม่านหมอกด้านหน้า ป๋อเหวินมองตามไม่วางตา ก่อนจะเบนหน้ามาทางซัวเหิงที่กำลังเงยหน้ามอง้า
“เ้าออกมาได้อย่างไร”
“มีคนช่วยข้า” ซัวเหิงตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“อัคนีปีศาจเช่นเ้าไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดใกล้ แม้ถูกผนึกก็ยังเป็ที่หวาดหวั่น บอกข้ามาว่าเ้าออกมาด้วยวิธีใด หรือองค์ยูไลปล่อยเ้า”
“ข้ายังบอกนายท่านไม่ได้”
“ซัวเหิง!!”
“นายท่านต้องออกมาเสียก่อน ถึงเวลานั้นข้าจะเล่าให้ฟัง” ซัวเหิงบอกเ้านายเสียงเข้ม เขาคือิญญาดาบอัคนีปีศาจ อาวุธร้ายแรงที่สุดในสามภพ ทวยเทพไม่กลาเข้าใกล้ มารร้ายยังแตกกระเจิง มนุษย์ไม่มีทางเอื้อมถึง
แต่มีสิ่งเดียวที่ดาบอัคนีปีศาจจะไม่ทำร้าย ก็คือผู้ที่กระบี่สาดแสงธารา
เพ่ยอิงกลับมาที่วังเหลียนฮวา พบองค์มหาเทพจวิ้นหยางกำลังสนทนากับองค์ยูไล ความดีใจปรากฏบนใบหน้าของเทพหนุ่ม นานมากแล้วที่เขาไม่ได้พบเจออาจารย์
“มหาเทพ ท่านอาจารย์ !”
“ดูสิเด็กคนนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีก็ยังทำตัวเป็เด็ก โวยวายเป็คนขายผ้าไปได้”
“เราลำบากมากเลยท่าน ป๋อเหวินดีขึ้นแล้ว ท่านให้เรากลับเถอะนะ” เพ่ยอิงออดอ้อนองค์มหาเทพจวิ้นหยางตามประสาเด็ก ก่อนจะหันส่งยิ้มให้องค์ยูไลที่มองด้วยความห่วงใย
“หน้าที่ของเ้า คือทำให้ป๋อเหวินปลดปล่อยตนเอง”
“โถ่! ยากแล้วแบบนั้น ท่านคงไม่รู้ว่าเราต้องอดกลั้นขนาดไหน”
“อดกลั้นอย่างไร? เ้าดูสบายกว่าที่คิดด้วยซ้ำ”
“อาจารย์ ท่านช่วยเราด้วยเถอะ” เมื่อเห็นว่าอ้อนมหาเทพไม่สำเร็จ เลยหันไปอ้อนองค์ยูไลผู้เป็อาจารย์ ท่านเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ
“เ้าทำได้เพ่ยอิง เราเฝ้ามองเ้าอยู่ทุกเวลา ไม่ได้ทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง”
“เอากระบี่สาดแสงธาราไปซ่อน เ้ากลัวป๋อเหวินต่อต้านหรืออย่างไร?” มหาเทพยกถ้วยชาขึ้นดื่ม พลางเอ่ยถามเทพหนุ่มเพ่ยอิง
“เราไม่อยากให้ป๋อเหวินหวาดระแวง เขาคิดว่า์กำลังกลั่นแกล้ง”
“แล้วเ้าคิดอย่างไร”
“ไม่รู้เลยมหาเทพ เราไม่รู้ว่าป๋อเหวินกำลังเจอเื่อะไร การที่ถูกจองจำนานนับหลายร้อยปีเช่นนั้น ทำให้ป๋อเหวินสติแตก เขาโกรธแค้นทุกสรรพสิ่งจนฝังลึก”
มหาเทพจวิ้นหยางยกยิ้มอย่างพอใจ ปรายตามององค์ยูไลที่ยังนั่งสงบนิ่งอยู่ การสื่อสารทางจิตของทั้งสองเกิดขึ้นโดยที่เพ่ยอิงไม่รู้
‘ป๋อเหวินดีขึ้นแล้วจริงหรือมหาเทพ ท่านคงไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นหรอกใช่ไหม?’
‘ขอแค่เขาไม่ต่อต้าน เพ่ยอิงจะเอาชนะใจของเขาได้สักวัน’
เพ่ยอิงกลับมาเก็บเสื้อผ้าเพิ่ม เลือกเอาชุดที่หนามากไป หุบเขาหนึ่งรัตติกาลหนาวยิ่งกว่าูเาน้ำแข็ง ที่นั่นจึงเหมาะกับการสะกดพลังชั่วร้าย
ผ่านมาแล้วหลายวันที่เพ่ยอิงไม่กลับมา ป๋อเหวินเองก็กำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
เพ่ยอิงเทพใจเสาะคงยอมแพ้ และกลับไปนอนกกอยู่บน์ เพียงแค่คิดป๋อเหวินก็ชวนหงุดหงิดขึ้นมา ที่ผ่านมาก่อกวนเขาจนประสาทเสีย พอใจแล้วก็ไปงั้นหรือ
“นายท่าน!”
“อะไร?”
“อย่าหงุดหงิดเลยขอรับ ข้าจะหาทางช่วยท่านออกไปเอง” ซัวเหิงเข้าใจว่าจอมมารคงหงุดหงิดที่โดนคุมขังเช่นนี้ แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่อย่างที่ซัวเหิงคิดสักนิด
“ทำไมเ้าดูอ่อนให้กับเพ่ยอิงนัก หรือเทพบน์ซื้อใจของเ้าไปหมดแล้ว”
“เปล่าขอรับ”
“ฮึ่ย! ไม่ได้เื่ ไม่ได้ใจข้าเลยสักอย่าง !!!!”
เพ่ยอิงถอนหายใจกับพื้นที่กำลังสั่นะเื เขาไม่เข้าใจเลยว่าป๋อเหวินจะหงุดหงิดอะไรนัก นี่ขนาดยอมกลับไปหลายวันเพื่อให้สบายใจ ก็ยังไม่ดีขึ้นอีกหรือไง
“ป๋อเหวิน! ท่านหงุดหงิดอะไร?”
“เ้า!!”
“เห้อ...เราไปตั้งหลายวัน ท่านไม่รู้สึกดีขึ้นบ้างเลยหรือ” เพ่ยอิงเอ่ยถามจอมมารตาแดง ที่กำลังมองมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา
“ใจเสาะอย่างเ้า กลับมาทำไม?”
“เราก็ไม่อยากกลับหรอก อยู่บนนั้นสบายใจจะตาย มองไปตรงไหนก็เจริญหูเจริญตา”
“งั้นเ้าก็ออกไป!”
“ท่านเป็ใครป๋อเหวิน นักโทษที่โดนคุมขัง มีสิทธิ์สั่งเทพเบื้องสูงอย่างเราด้วยหรือ?” เพ่ยอิงพูดด้วยรอยยิ้ม และมันก็ะเิความโมโหของป๋อเหวินออกมา
“บังอาจ อย่าจองหองกับข้า!!!!”
ซัวเหิงขอให้เ้านายใจเย็น แต่ป๋อเหวินถูกมารในใจเข้าครอบงำจนไม่มีสติ เพ่ยอิงยืนมองทุกอย่างที่กำลังเกิด เขา้ารู้ว่าป๋อเหวินจะหลุดพ้นเมื่อใด อะไรที่ทำให้ตรวนขององค์ยูไลยังคุมขังได้อยู่
ทั่วทั้งหุบเขาหนึ่งรัตติกาลสั่นะเื คล้ายว่าแผ่นดินกำลังแยกตัว ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมาที่เพ่ยอิงอย่างโกรธแค้น สิ่งที่เพ่ยอิงไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้
เขาแอบสร้างร่างที่เป็ดวงจิตเอาไว้ เป็ครั้งแรกที่เพ่ยอิงได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของป๋อเหวิน
ร่างสูงกำยำคว้าลำคอของเพ่ยอิงเอาไว้ แล้วบีบสุดแรงด้วยความโกรธแค้น
“นายท่านอย่า!”
ซัวเหิงไม่อยากให้เ้านายของตัวเองเป็เช่นนี้ ป๋อเหวินไม่หยุดการกระทำของตนเอง มารร้ายที่อยู่ในใจเข้าสิงสู่ครอบงำ ดวงตาเปล่งแสงสีแดงเต็มไปด้วยเพลิงแค้น
ฟึบ! เคร้งงง!
กระบี่สาดแสงธาราลอยผ่านหน้าของป๋อเหวินไป รวมไปถึงร่างจิตที่ไม่สมบูรณ์เท่าไรก็กระเด็นกลับเข้าร่างจริงของจอมมาร ั์ตาสีเพลิงลืมขึ้นทันที
เพ่ยอิงไม่้าให้ป๋อเหวินรู้ว่าเขามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เลยต้องรีบซ่อนกระบี่สาดแสงธารา ก่อนจะหันมาสบตากับจอมมารที่เหมือนพึ่งได้สติ
“เมื่อครู่”
“ป๋อเหวิน ร่างจิตของท่านมันเป็มารร้าย!”
“ร่างจิต?”
จอมมารมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจ เพ่ยอิงเห็นอาการผิดปกติของป๋อเหวินก็อดกังวลไม่ได้
“นายท่าน....เป็อะไรไปหรือขอรับ”
“พาข้าออกไปซัวเหิง ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมต้องคุมขังตัวข้าไว้ด้วย”
เพ่ยอิงมองหน้าซัวเหิงทันที ท่าทางของป๋อเหวินไม่เหมือนเช่นเดิม เขาอ่อนโยนลงและดูเป็มิตรขึ้น
แต่มันก็แค่ชั่วครู่เท่านั้นเมื่อป๋อเหวินชักเกร็งอย่างรุนแรง ดวงตาเหลือกกลิ้งไปมา ก่อนจะกลับมาเป็ดวงตาแดงก่ำเช่นเคย พร้อมด้วยเสียงหัวเราะพึงพอใจอยู่ในลำคอ
“ป๋อเหวิน!”
“หุบปาก เ้าเป็เพียงเทพสกปรกต่ำต้อย!!”
“นายท่านขอรับ อย่าเป็อย่างนี้เลย ท่านต้องนึกถึงวันวานที่เคยสวยงาม ท่านต้องจำให้ได้นะขอรับ”
เพ่ยอิงเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรกับป๋อเหวินกันแน่ ซัวเหิงบอกว่าเป็อาการที่จิตมารเข้าแทรก ป๋อเหวินจะหลงลืมทุกอย่างไปช้าๆ และจะกลายเป็ปีศาจร้ายเต็มตัว
“เราต้องทำอย่างไรบ้าง”
“ข้าไม่รู้ขอรับ นอกจากต้องช่วยให้นายท่านฟื้นความทรงจำ”
เพ่ยอิงร้อนรนใจ เขาไม่้าเห็นป๋อเหวินเป็ปีศาจร้าย เขาไม่หวังให้ป๋อเหวินโดนจองจำอยู่แบบนี้เช่นกัน
“หน้าที่ของเ้า คือทำให้ป๋อเหวินหลุดพ้น” คำพูดของมหาเทพจวิ้นหยางยังดังอยู่ในสมองของเพ่ยอิง