ถังฉือหรงนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง จนเมื่อเขาได้สติแล้ว ดวงตาที่มีอยู่เล็กน้อยนั้นวูบไหวพูดว่า “ข้าทำให้เจ้ารู้สึกน้อยใจสินะ เย่เย่”
ถังฉือเย่นิ่งเงียบแทนคำตอบ นางเห็นเขาหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติเรียบเรียงคำพูด อึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงเขาบอกว่า
“เย่เย่ ข้าอยากกลับมาอยู่บ้าน เพราะข้าไม่วางใจเรื่องของเจ้า ไม่สบายใจเลยจริง ๆ ครั้งก่อนข้าไม่อยู่เจ้าก็ถูกท่านอาพาไปขาย พวกเขาทำร้ายตบตีเจ้าเช่นนั้น…ข้าร้อนใจเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าที่แท้แล้วท่านแม่นั้น…นาง…ที่แท้แล้วนาง”
เสียงของถังฉือหรงขาดหายไปเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะท้ายประโยคที่แบ่งหลายวรรค ดูเหมือนว่าเขากำลังสะอึกสะอื้น แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่อยู่ภายใน จนถังฉือเย่ที่เดิมทีเป็นคนไม่ได้อ่อนหวานอะไร เมื่อเห็นชายหนุ่มเป็นทุกข์ขนาดนี้ นางก็รู้สึกเสียใจที่ตัวเองที่อาจจะเล่ามากเกินไป จึงพูดเป็นเชิงปลอบใจเขาไปว่า
“ท่านพี่พูดจาเหลวไหลอะไรกัน เรื่องทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว ข้าเองก็ไม่ได้เป็นอะไร ทำไมท่านพี่จะต้องกลับมาเล่า?”
“ไม่เป็นไร” สีหน้าของชายหนุ่มสงบลง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังแดงระเรื่ออยู่ “ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียก็แค่การเล่าเรียนเอง จะเรียนที่สำนักศึกษาหรือที่บ้านก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน”
“ใครบอกว่าไม่เหมือน?” ถังฉือเย่เถียง “อย่าบอกว่าที่บ้านของเราไม่มีหนังสือมากมายให้ท่านอ่านก็นับว่ามีแล้ว อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวจะไปเทียบกับการที่มีท่านอาจารย์มาสอนได้อย่างไร ถึงแม้ข้าจะไม่เข้าใจ ข้าก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้หากมาเรียนเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นท่านพี่ต้องกลับไปอยู่ที่สำนักศึกษา”
หญิงสาวดึงมือของเขาเอาไว้ ยังคงกล่าวต่อไป “ท่านพี่ไม่ต้องห่วงจริง ๆ แล้วเรื่องพวกนี้ข้าก็ไม่เคยคิดที่จะเอามาใส่ใจ ข้าสามารถรับมือได้ทั้งหมด ตอนนี้ข้าก็แค่รู้สึกโกรธก็เลยมาคุยกับท่านพี่ให้คลายความโกรธลงก็เท่านั้น”
“ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น” ถังฉือหรงพูดขึ้นอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ข้าเข้าใจดี อย่างไรเสียนางก็เป็นแม่ นางจะทำอะไรก็ได้ แต่เจ้ากลับ…ทำอะไรไม่ได้เลย ข้ากลัวว่าเจ้าจะเสียเปรียบ”
“ท่านพี่กำลังล้อข้าเล่นหรืออยู่…ท่านวางใจเถอะ นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก อย่างไรเสียข้าก็ฉลาดขนาดนั้น” ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะตัดบทเมื่อเห็นเขาทำท่าอยากจะพูดต่อ “สรุปแล้ว หากท่านที่ไม่กลับไป ข้าก็จะบอกท่านหัวหน้าตระกูล”
สองพี่น้องโต้เถียงกันอยู่นาน ในที่สุดถังฉือหรงก็ถูกนางพูดเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ เมื่อลงจากภูเขาแล้วก็เห็นว่าที่หน้าประตูของทุกบ้านเสียบต้นเฮียเฮียะไว้ แต่ถังฉือเย่ก็ทำมากกว่าประเพณีขึ้นไปอีก นางเอาต้นเฮียเฮียะมาถักเป็นรูปคน แล้วเอาใบว่านน้ำมาประดิษฐ์เป็นรูปดาบนำมาเสียบตรงประตู อีกฝั่งหนึ่งก็แขวนกระเทียมเอาไว้พวงใหญ่ แซมด้วยต้นกร่างและดอกทับทิม
ถังฉือเย่เมื่อเห็นฉีจิงจูงมือฉีหยางเดินเข้ามาก็ยัดกระเทียมและต้นเฮียเฮียะพร้อมกับใบว่านน้ำให้เขา ชายหนุ่มมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขากลับไปแล้วก็วาดรูปน้ำเต้าเพื่อเอามาตกแต่งอย่างเคย จนเมื่อแล้วเสร็จจึงถือเนื้อกับผักจำนวนหนึ่งพาเด็กทั้งสองคนไปที่ร้านเหล้าของท่านป้าโจวพร้อมกับถังฉือหรง
“เย่เอ๋อร์” คุณนายโจวร้องทักอย่างยินดี “ข้าเย็บถุงหอมให้เจ้าไว้หลายใบเลยล่ะ แม้ว่าฝีมือการปักของป้าจะขี้เหร่ไปหน่อย แต่เจ้าก็อย่าถือสาเลยนะ”
ประเพณีของเทศกาลตวนอู่* คือการเย็บถุงหอมเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ด้านในก็จะมีชาด สงหวง** และยาหอมบรรจุอยู่ โดยใช้ด้ายห้าสีมาผูกเป็นรูปทรงของบ๊ะจ่าง หรือจะผูกที่ข้อมือก็ได้ ฝีมือการเย็บปักถักร้อยของวังซื่อนั้นดีมาก แต่นางก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนี้เลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับเป็นคุณนายโจวที่ยังนึกถึงนางและก็ยังเผื่อแผ่มาถึงสองพี่น้องตระกูลฉีอีกด้วย
ถังฉือเย่หัวเราะทั้งน้ำตา ในใจรู้สึกยอมรับในตัวผู้หญิงที่ทั้งฉลาดและมีเมตตาผู้นี้ ฉีจิงเองก็ไม่ต่างกัน เขารับถุงหอมแล้วผูกไว้ที่เอว จากนั้นก็มองดูพวงเล็ก ๆ ที่ข้อมือของฉีหยาง คุณนายโจวพูดหยอกล้อว่า
“อันนั้นให้เจ้าไม่ได้นะ…เป็นของเด็ก ๆ น่ะ เขาเอาไว้สวมกัน เจ้าอย่าได้ไปแย่งเลย”
ชายหนุ่มหัวเราะเก้อ ๆ ก่อนจะเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ช่วยกันห่อบ๊ะจ่างอย่างคึกคัก โดยบ๊ะจ่างที่นี่ส่วนใหญ่เป็นบ๊ะจ่างไส้หวาน ด้านในจะเป็นไส้ถั่วกวนหรือไส้พุทรา ห่อในข้าวเหนียวที่ขาวดั่งหยก ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าข้าวปั้นหยกขาว โดยฉีหยางนั้นกำลังหยอกล้ออยู่กับกลุ่มผู้หญิงส่วนฉีจิงนั้นรวมกลุ่มอยู่กับถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน
ถังจวิ้นเชินนั้นเป็นคนดี เขาคงกลัวว่าฉีจิงจะรู้สึกอึดอัดจึงตั้งใจที่จะไม่พูดถึงบทกลอนบทกวีต่าง ๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรฉีจิงก็สามารถตามทันและตอบโต้ได้หมด กระทั่งเป็นพวกเขาเองที่ตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นทั้งสามคนยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะถังจวิ้นเชินยิ่งมีความกระตือรือร้นและเป็นกันเองมากขึ้น
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้น ถังฉือเย่ได้ยินหมดทุกถ้อยคำ อาจเป็นเพราะมีเพียงผ้าม่านผืนเดียวกั้นเท่านั้น ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกขำขึ้นมานิดหน่อยและไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้ถังฉือหรงถึงบอกว่าถังจวิ้นเชินผู้นี้เหมาะที่จะเป็นน้องชายมากจริง ๆ เพราะแม้ภายนอกเขาจะดูเป็นคนเคร่งขรึมสง่างาม แต่เมื่อได้พูดคุยกับฉีจิงแล้วกลับทำให้รู้สึกว่าถังจวิ้นเชินผู้นี้ต้องการจะพึ่งพาฉีจิงไปหมดทุกเรื่องจนแทบจะรอไม่ไหว แต่เพราะว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะมาประจบสอพลออะไร อีกทั้งก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดร้ายอะไรด้วย เพียงแต่เป็นการอิจฉาธรรมดา ๆ เท่านั้น ดังนั้นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเกลียดชังเลยแม้แต่น้อย
เมื่อทุกคนกินมื้อนี้เสร็จไปหนึ่งมื้ออย่างมีความสุข หลังจากนั้นทุกคนก็กินบ๊ะจ่างกันไปคนละหนึ่งถึงสองลูกตามเทศกาล ก่อนหน้านี้ถังฉือหรงนั้นได้นำบ๊ะจ่างพร้อมกับข้าวไปสองอย่างไปให้วังซื่อแล้ว เวลาผ่านไปพักใหญ่พวกเขาถึงลากลับ ไปพร้อมกับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปหมด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร…ค่ำคืนแห่งความสุขนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันต่อมาเป็นวันที่ถังฉือหรงได้พักอีกหนึ่งวัน ถังฉือเย่ได้เตรียมทำอาหารมาตั้งแต่เช้าเพราะอยากให้พวกเขาได้กินหม้อไฟกัน แต่ด้วยความที่ไม่มีพริก นางจึงทำเป็นเครื่องหม้อไฟแบบน้ำซุปใส เพราะก่อนหน้านี้นางได้ซื้อกระดูกชิ้นใหญ่มาอยู่แล้ว รวมกับโครงไก่ที่คุณนายโจวทำอาหารเมื่อวานก็เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจัดการใส่ต้นหอมและขิงลงไปก่อน จากนั้นก็เอากระดูกและโครงไก่ใส่ลงไป เร่งไฟให้น้ำเดือด จากนั้นก็ตักฟองที่ลอยออก แล้วค่อยใส่น้ำเปล่าลงไปใหม่ เคี่ยวไปอีกหนึ่งชั่วยาม จึงใส่เก๋ากี้ พุทราและต้นหอมซอยลงไป แล้วค่อยเติมเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อปรุงรส เครื่องหม้อไฟก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
เมื่อถึงเวลาเที่ยง นางก็ให้ถังฉือหรงไปเรียกทั้งสองครอบครัวมากินข้าว คุณนายโจวเข้ามาในบ้าน ยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วที่เจ้าซื้อหม้อต้มไฟมาครั้งก่อน วันสองวันนี้จะต้องหาเหตุผลมากินสักมื้อเป็นแน่ เด็กคนนี้อยากกินไปเรื่อยจริง ๆ ไม่รู้ว่าในอนาคต...” ยังพูดไม่ทันจบเมื่อเห็นฉีจิงเดินเข้ามา นางจึงเปลี่ยนคำพูดในทันที
“ข้ารู้ว่าเป็นเพราะพี่เจ้าอยู่ที่นี่ ถ้าหากเป็นเจ้าเองก็คงทำใจกินไม่ได้หรอก”
ฉีจิงยังคงสงบนิ่งและสุขุมเช่นเคย ราวกับว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย เมื่อทุก ๆ คนเริ่มลงมือ ไม่นานก็จัดจานและของอื่น ๆ เสร็จอย่างเรียบร้อย
ถังฉือเย่เพิ่งสังเกตเห็นว่าหม้อต้มหม้อไฟในยุคสมัยนี้ทำมาจากเซรามิก เรียกว่าหม้ออุ่น เมื่อทุกคนนั่งล้อมวงกันแล้ว นางจึงนำเนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อแกะ เห็ดหอม เต้าหู้ ผักป่า และเส้นหมี่ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมากออกมา ทุกคนกินไปพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน
วังซื่อมีดีอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อมีสถานการณ์แบบนี้ ปกติแล้วนางจะไม่ชอบมาร่วมวงเท่าไหร่ เพราะที่นี่มีผู้หญิงที่นางไม่ชอบขี้หน้าอยู่ และยังมีชาวไร่ชาวสวนอย่างท่านลุงสี่ตระกูลถังที่นางไม่ชอบขี้หน้าอยู่ด้วย ดังนั้นคนที่เย่อหยิ่งอย่างนางคงจะไม่มาคบค้ากับคนพวกนี้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงอย่างสะดวกใจกว่า
“ความจริงแล้ววันนี้ที่ข้าเชิญพวกท่านมาก็เพื่อที่จะให้พวกท่านลองชิมเหล้าสักหน่อย”
“ใช่แล้ว!” คุณนายโจวแทรกก่อนจะหันไปสั่งสามี “อาหารดีเช่นนี้ เจ้ากลับไปเอาเหล้ามาสักไหสิ”
“อย่าเพิ่งเจ้าค่ะ ท่านลุงสี่รอก่อน” ในขณะที่ท่านลุงสี่กำลังจะลุกขึ้นนั้น ถังฉือเย่ก็ยิ้มพลางร้องห้ามเขาเอาไว้
“ข้าอยากให้พวกท่านชิมเหล้าของข้าเองเจ้าค่ะ”
ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน คุณนายโจวกลับไปเอาถ้วยเหล้ามาพร้อมกับถังฉือเย่ที่เดิมอุ้มไหเหล้าออกมาจากข้างห้องซึ่งพังลงมาเกือบครึ่งทีละไห รวมทั้งหมดห้าไห
คุณนายโจวพูดกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าเด็กคนนี้ นี่ไม่ใช่เหล้าของบ้านข้าหรอกหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” นางบอกพร้อมกับเปิดฝาออก
“ไม่ใช่ได้อย่างไร” ท่านลุงสี่ตระกูลถังพูดขึ้นอย่างซื่อ ๆ ว่า “ข้าจำไหเหล้าของบ้านข้าได้”
“พวกท่านลองชิมเองก็จะรู้” พูดพร้อมกับเทเหล้าสีน้ำตาลเข้มและมีความหนืดเหมือนน้ำผึ้งลงในถ้วยเหล้า โดยเหล้าในยุคสมัยนี้ส่วนมากจะเป็นสีเขียวอย่างเช่นเหล้าหลิงลู่และเหล้าเฉิง ส่วนเหล้าของร้านเหล้าเล็ก ๆ นั้นสีธรรมดาทั่วไปก็คือสีเหลืองอ่อน ทุกคนจึงมองเหล้าของถังฉือเย่ด้วยความประหลาดใจ
“ลองชิมดูก่อนนะเจ้าค่ะ”
ถังฉือหรงเองก็ไม่เคยแตะเหล้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เพราะอยากรู้ เขาจึงหยิบมาหนึ่งถ้วย และใช้ลิ้นแตะดู ถังฉือเย่ใช้โอกาสตอนที่พวกเขาไม่ทันสังเกตนั้น แอบหยิบขึ้นมาหนึ่งถ้วย แล้วลองชิมไปหนึ่งอึก เมื่อลองชิมรสชาติแล้วก็บ้วนทิ้ง
เหล้าของถังฉือเย่นั้น เมื่อเข้าปากไปจะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่กลมกล่อมละมุน เนื้อสัมผัสก็มีความหนักแน่นกว่าสาเกที่เคยชิมก่อนหน้านี้ รสชาติใหม่นี้กลับติดอยู่ในปากอย่างยาวนาน เพียงแค่เหล้าอึกเดียวกลับทำให้พวกเขาชิมอยู่นาน ขนาดถังฉือหรงที่ไม่เคยดื่มเหล้ายังพอใจ ท่านลุงสี่ตระกูลถังหรือแม้แต่ถังจวิ้นเชินก็ยังรู้สึกประหลาดใจและดีใจ
หลังจากนั้นท่านลุงสี่ตระกูลถังจึงได้ถามนางว่า “เหล้าพวกนี้ เจ้าทำเองงั้นหรือ หรือว่าเจ้าจะเอาไปขาย?”
ถังฉือเย่ยิ้มเมื่อได้ยินคำถามของเขาที่แม้จะดูเป็นคนที่ซื่อ ๆ และพูดน้อย แต่พอเขาได้พูดประโยคนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของพ่อค้าออกมาทันที
.
.
.
เทศกาลตวนอู่* - เทศกาลตวนอู่ (端午节 : duānwǔ jié) เทศกาลตวนหวู่ วันตวนหวู่ ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน 五月初五 คนไทยเรียกวันนี้ว่า ‘วันไหว้บ๊ะจ่าง’ เพราะขนมบ๊ะจ่างเป็นอาหารประจำเทศกาลนี้
สงหวง** - สงหวง (雄黄) เป็นแร่ชนิดหนึ่งประกอบด้วยกำมะถันและสารหนู สูตรทางเคมีคือ As2s2 คนไทยรู้จักในชื่อว่า “หรดาลแดง” สงหวงมีสีส้มแดง ในตำรายาจีน ใช้แก้พิษ มีฤทธิ์ ชับเสมหะ ถอน พิษงู แมลง ฆ่าเชื้อโรค ไล่หนอน ฆ่าแมลงได้