คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่สีเขียวที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีต รั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตรทอดยาวโอบล้อมอาณาเขตเอาไว้ราวกับปกป้องสิ่งล้ำค่าภายใน สวนดอกไม้ถูกตัดแต่งอย่างพิถีพิถัน กลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบและมะลิลอยคลุ้งตามสายลม บ่อน้ำพุหินอ่อนตรงลานกลางส่งเสียงน้ำกระทบกันเบา ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เย็น และน่าอยู่ราวกับโลกอีกใบที่แยกขาดจากความวุ่นวายภายนอก
แต่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่ถูกจัดวางอย่างไร้ที่ติ กลับมีบางสิ่งที่หนักอึ้งกดทับอยู่เงียบ ๆ ในทุกมุมของบ้านหลังนี้ ความคาดหวัง ความเคร่งครัด และสายตาของสังคมที่ไม่เคยละไปไหน คุณหนูเฌอแตมเป็ลูกสาวคนเล็กของตระกูล เธอเติบโตมาท่ามกลางความสำเร็จของพี่ๆทุกคนโดยไม่มีโอกาสได้เป็ตัวของตัวเอง
เด็กสาววัย 19 ปีกำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อที่เมืองนอก ซึ่งมหาลัยฯนั้นก็เป็มหาลัยชื่อดังที่คุณหนูสอบเข้าได้ด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ นอกจากความเฉลียวฉลาดเป็เลิศ ลักษณะภายนอกของเธอก็ไร้ที่ติ ผิวขาวเนียนราวกับกระเบื้องเคลือบ ใบหน้าหวานละมุนแบบหญิงไทย ดวงตากลมโตมีประกายอ่อนโยน ริมฝีปากได้รูปแต้มรอยยิ้มที่ใครเห็นก็ต้องหลงใหล เรือนร่างสมส่วนงดงามถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าราคาแพงที่เลือกสรรมาอย่างดีทุกวัน
ท่าเดิน ท่ายืน ท่านั่ง สง่างามราวกับถูกฝึกมาอย่างสมบูรณ์แบบั้แ่เกิด ในสายตาของคนภายนอก เธอคือลูกสาวในอุดมคติของครอบครัวผู้ดี แต่รอยยิ้มที่เธอสวมใส่นั้นกลับเป็ส่ิงที่ตรงกันข้ามกับจิติญญาภายใน คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อบอุ่นน่าอยู่นี้กลับไม่มีที่ใดเลยที่เธอจะเรียกว่าบ้านได้อย่างแท้จริง
คุณหนูเฌอแตมไม่ต่างจากลูกนกที่อยากจะโบยบินไปทั่วท้องฟ้า แต่ทว่ากรงทองที่พ่อแม่ขังไว้นั้นก็แข็งแกร่งราวกับคุกเจ็ดชั้น
“อ้าว เฌอแตม ตื่นแล้วหรอลูก มาทานข้าวก่อนสิ”
ผู้เป็แม่ถามเมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กแต่งตัวสวยลงมาจากบ้าน เด็กสาวเพรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม รวมถึงเครื่องประดับ ทั้งๆที่บ้านควรเป็สถานที่ที่ทำให้สบายใจ แต่คุณหนูกลับรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการตื่นขึ้นมาและทำตัวเพรียบพร้อมทุกวินาที
“ยิ้มอะไรคะคุณแม่ วันนี้มีอะไรหรือเปล่า” เสียงหวานถาม
“แหม ดูออกเลยหรอ”
“มีอะไรจริงๆด้วยสินะคะ”
เมื่อเห็นรอยยิ้มแปลกๆของมารดา คุณหนูร่างบางจึงถามออกไปตรงๆ สีหน้าของผู้เป็แม่ดูสุขสม แต่สำหรับผู้เป็พ่อนั้นกลับดูฟึดฟัดไม่พอใจเล็กน้อย
“อีกไม่นานลูกก็จะไปเรียนต่อที่อเมริกา พ่อกับแม่คิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยปล่อยลูกไปไหนเลย”
“…..”
“จริงๆพ่อกับแม่ตั้งใจจะให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของลูก แต่แม่อดใจไม่ไหวขอให้วันนี้เลยก็แล้วกัน”
คุณหนูเฌอแตมยังไม่เข้าใจ คุณแม่ของเธอจึงรีบลุกขึ้นและจูงมือลูกสาวไปนอกบ้าน ลานกว้างขนาดใหญ่มีรถบ้านราคาแพงจอดอยู่ หน้ากระจุกมีโบว์สีชมพูติดไว้ให้คล้ายกล่องของขวัญ ใบหน้าเรียบนิ่งของเฌอแตมฉีกยิ้มขึ้นมาทันที เนื่องจากรถบ้านคันนี้เป็ของขวัญที่เธอ้ามาทั้งชีวิต เธอเล่าให้ผู้ปกครองฟังเสมอว่าอยากได้รถบ้านเพื่อขับไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ความจริงก็คือ เธออยากได้รถคันนี้และขับไปใช้ชีวิตในฝันของตัวเองต่างหาก!
“จริงหรอคะคุณแม่ ไม่ได้โกหกหนูใช่มั้ย!” เฌอแตมะโกอดคุณนาย
“จริงๆคุณพ่อก็ไม่เห็นด้วยหรอก แต่แม่ช่วยตื้อให้ ก่อนไปอเมริกาแม่อยากให้หนูออกไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่นให้หนำใจสักครั้ง”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่…”
“…..”
“ต้องมีเพื่อนๆไปด้วยนะ”
“ค่ะ นี่เป็ของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตหนูเลย”
เฌอแตมวิ่งเข้าไปสำรวจรถบ้านของตัวเอง มันคันใหญ่โตมโหฬารแต่ก็ดูขับขี่คล่องตัว ภายในมีส่ิงอำนวยความสะดวกครบครัน เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ห้องครัว โซฟา หรือแม้กระทั่งทีวี ใบหน้าจิ้มลิ้มฉีกยิ้มกว้างจนน้ำตาล้นเอ่อ เธอวิ่งออกมาจากตัวรถบ้านและเข้าไปกอดพ่อและแม่ แต่สายตาของคุณผู้ชายเ้าของบ้านกลับดูเป็ห่วงลูกสาวผู้อ่อนต่อโลกคนนี้เหลือเกิน
“ไม่ต้องห่วงนะคะคุณพ่อ ตอนนี้เฌอแตมดูแล้วตัวเองได้แล้ว” เด็กสาวรู้ทัน
“ก็ได้ๆ พ่อยอมแล้ว จะไปเที่ยวที่ไหนก็โทรบอกแม่ด้วยแล้วกัน”
“ค่ะ เฌอแตมจะรายงานทุกวินาทีเลย”
เด็กสาวหันไปมองรถบ้านคันใหญ่ด้วยความสุข หัวใจของเธอพองโต สมองเอาแต่คิดว่าจะขับรถบ้านคันนี้ไปไหน เมื่อจิตใจอันดำมืดที่ถูกความกดดันจากครอบครัวสร้างไว้ผุดขึ้นมา มุมปากของคุณหนูก็ยกขึ้นอย่างมีเลศนัย อะไรบางอย่างทำให้เรียวขาทั้งสองข้างเบียดกัน และในไม่ช้าเฌอแตมก็พบว่าง่ามขานั้นมันเปียกแฉะมากกว่าทุกที!