บทที่ 139 การต่อสู้ที่ถูกวางเอาไว้แต่แรกซูหยางตกตะลึงเป็นอย่างมากที่เห็นชิว เหวินเจี้ยนมิได้กอบกุมอาวุธใดๆ ไว้ในมือเลยแต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นรายล้อมด้วยกลุ่มของเศษหินที่หักพังเพราะการโจมตีรุนแรงเมื่อครู่
ผู้คนในห้องโถงบัลลังก์แตกตื่นไม่น้อยที่เห็นว่าการต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกในไม่ช้า ซูหยางไม่ได้คิดหาทางหนี นางมองไปรอบกายเห็นคนของนางส่วนใหญ่ยังคงอยู่ใต้การควบคุมของซูเฟิงถ้าไม่คิดให้ดีก่อนจะทำอะไรคนของนางจะต้องตกตายเป็นแน่
ตอนนี้ที่ทำได้คือเชื่อใจชิว เหวินเจี้ยนเท่านั้น
"หยุดพูดจาอาจหาญได้แล้ว" ซูเฟิงกระโดดถอยห่างออกมา สายตาเย็นเยียบมองสำรวจไปทั่วร่างของชิว เหวินเจี้ยน คิดหาหนทางให้คนตรงหน้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ตกตายไปเสียจะได้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น "มันจะไม่ถึงทีของเจ้าหรอก"
ซูเฟิงชี้ดาบไปด้านหน้า เปลวเพลงสีชาดลุกโชติช่วงใบดาบนั้นอย่างรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ คล้ายจะบอกเป็นนัยให้ชิว เหวินเจี้ยนรู้ว่าจงระวังตัว การต่อสู้ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ชิว เหวินเจี้ยนถอยห่างไปก้าวหนึ่งยามเมื่อดาบรัตติกาลระดับศักดิ์สิทธิ์ของซูเฟิงระเบิดพลังออกมา
เทพมารคำรามเกรี้ยวกราด เหวี่ยงขวานไฟไปรอบด้านอย่างโมโหร้าย ซูเฟิงที่เป็นถึงจอมมารลำดับที่สามนั้นไม่ได้หมดหนทางอย่างที่หลายคนเข้าใจ พลังเวทย์ไหลรอบกายเขา เอ่อล้นออกมาคล้ายกับจะทะลักทะลวงคนรอบข้างให้ดับดิ้นเพราะจิตสังหารแรงกล้า
"เอาจริงแล้วสินะ..." ชิว เหวินเจี้ยนพึมพำ เขาจะไม่ประมาทแม้แต่น้อย เพราะหากผิดพลาดไปคนของซูหยางคงไม่รอดชีวิตสักคนเดียว
ซูเฟิงเป็นผู้ใช้เวทยธาตุมืดอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนขวานไฟของเทพมารมิได้น่ากลัวอย่างที่ใครต่อใครเล็งเห็น ชิว เหวินเจี้ยนเคยเอาชนะมาแล้วครั้งหนึ่งหากจะชนะอีกหนจะเป็นอะไรไปเล่า ซูเฟิงร่ายเวทย์ แสงสีดำกระจายไปทั่วห้องจนทั้งคนของเขาและคนของซูหยางหลีกหนี
ชิว เหวินเจี้ยนร่ายเวทย์สีขาวสะอาด เป็นเวทย์คุ้มภัยคล้ายกับของซูเหยียน แสงสีขาวกลายเป็นครึ่งวงกลมโอบล้อมเขาและซูเฟิงเอาไว้เพื่อไม่ให้เวทย์กระจายออกไปทำร้ายคนภายนอก ซูเฟิงกระตุกคิ้ว เขาเห็นเวทย์สีดำที่พื้นของตนสลายหายไปเพราะเกินเขตของชิว เหวินเจี้ยน
"เจ้าเป็นแพทย์ด้วยหรือ" ซูเฟิงเอ่ยถามแตะสัมผัสม่านพลังสีขาวที่ป้องกันเอาไว้ ชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้ตอบ ชายหนุ่มไม่มีอาวุธจึงไม่ได้ชิงลงมือก่อน
พื้นที่มีเวทย์สีดำกระจายอยู่ทั่วมีบางอย่างพุ่งเข้ามาหาชิว เหวินเจี้ยน ชายหนุ่มไม่ได้กระโดดหลบ ทุกครั้งที่พลังงานสีดำแล่นมาหาเขานั้นมันก็ถูกกำจัดไปด้วยพลังของมังกรมายาลวงที่ไหลวนเวียนอยู่ทั่วร่างคล้ายลูกแก้วใส
ชิว เหวินเจี้ยนเห็นหนี่เหยาตกตะลึงกับพลังที่ไม่รู้จักของเขา พลังที่แข็งแกร่งของมังกรมายาลวงทำให้ไม่มีเวทย์อันไหนของซูเฟิงทำร้ายเขาได้ ซูเฟิงวิ่งรุดเข้าไปหาขณะที่พลังสีดำแล่นฉิวเข้าหมายจะทำลายร่างกายของเขา
ดาบสีดำเหวี่ยงลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่แตะเข้ากับผิวของชิว เหวินเจี้ยนมันก็กระเด้งออกอย่างรุนแรงเกล็ดที่ทำหน้าที่คล้ายเกราะเหล็กกล้าถึงจะเป็นอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์แต่สัตว์หายากเช่นมังกรมายาลวงที่เป็นถึงพลังระดับตำนานก็สามารถทัดทานได้
ขวานไฟของเทพมารเฉียดหัวของชิว เหวินเจี้ยนไปเพียงคืบ ไม่มีร่างของมังกรมายาลวงขึ้นมารับขวานไฟอีกต่อไป ชิว เหวินเจี้ยนกระโดดถอยห่างรู้สึกถึงความร้อนผ่านผิวไป ใช่แล้ว...เกล็ดของมังกรมายาลวงนั้นสามารถกันอาวุธได้ทุกชนิด
แต่มิใช่กับเวทย์…
ซูเฟิงสังเกตเห็น เหตุใดชิว เหวินเจี้ยนจึงกระโดดหลบขวานไฟนั่นกันและทำไมมังกรนั่นจึงไม่โผล่มาช่วยเขาอีก จอมมารลำดับที่สามเข้าใจได้ในทันที ชายหนุ่มหายตัวไปต่อหน้าต่อตาชิว เหวินเจี้ยน
ฟุ่บ!
ร่างของจอมมารลำดับที่สามปรากฎขึ้นด้านหลัง ดาบดำเงื้อขึ้นสูงสุดแรงพร้อมทั้งลำแสงสีดำที่โผล่ขึ้นจากพื้น ชิว เหวินเจี้ยนผงะไปเล็กน้อย ชายหนุ่มหันไปด้านหลัง ประกายแสงสว่างวาบที่ฝ่ามือข้างหนึ่ง ซูเฟิงแสยะยิ้ม จิตสังหารพวยพุ่งมหาศาล ร่างของเทพมารอยู่อีกด้าน เทพมารเงื้อขวานขึ้นสูงสุด ไฟสว่างจ้ากระจายไปทั่วบริเวณโหมลุกร่างของชิว เหวินเจี้ยนให้จมอยู่ในเปลวเพลิง
ซูเฟิงกระเด็นออกไป เขาไม่สามารถทำร้ายชิว เหวินเจี้ยนได้ด้วยดาบสีดำและลำแสงนั้น ฝ่ามือของชิว เหวินเจี้ยนผลักเขาออกไปไกล ชายหนุ่มรู้ว่าไม่ทันท่วงที ซูเฟิงไม่เสียเวลาในการร่ายเวทย์สักนิด และนั่นก็เป็นจุดแข็งของเขา
ไฟมหาศาลโอบล้อมร่างกายของชิว เหวินเจี้ยนเอาไว้ ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เห็นซูเฟิงยิ้มในขณะที่ดีดตัวออกไปเพื่อไม่ให้ตนเองโดนเผาไปด้วย ชายหนุ่มก้มลงมองร่างกาย รู้ดีเหลือเกินว่ามังกรมายาลวงนั้นอยากจะปกป้องเขาเอาไว้แม้จะแลกสลายไปแล้วก็ตาม
"เกล็ดมังกรนั่นไม่สามารถทนทานต่อเวทย์ได้...เจ้าแพ้แล้ว" ซูเฟิงตะโกนเข้ามา
ชิว เหวินเจี้ยนรู้สึกถึงความร้อนจากภายนอก เกล็ดมังกรสีดำขลับพยายามงอกขึ้นมาปกปิดผิวกายของชิว เหวินเจี้ยน ไฟกาลป์ลุกโชติช่วงเผาร่างของเขาหลายต่อหลายหน เกล็ดนั้นแหลกสลายแต่ก็งอกกลับขึ้นมาเพื่อปกป้องเขาเอาไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'ปกป้องข้าถึงเพียงนี้เลยหรือ' ชิว เหวินเจี้ยนคิดในใจ เขามองขึ้นไปด้านบนเห็นไฟหมุนวนปิดล้อมเขาเป็นกรงอัคคีที่แข็งแกร่ง ชิว เหวินเจี้ยนคิดว่าเขาคงทนได้อีกไม่นานนัก ไฟของเทพมารนั้นรุนแรงราวนรกผลาญและสุดท้ายเกล็ดของมังกรมายาลวงก็งอกฟื้นคืนไม่ไหวอีกต่อไป
แขนขวาของเขาไม่สามารถทนได้อีก ไฟเผาแขนของเขาจนชายหนุ่มรู้สึกแสบร้อน กลิ่นไหม้อบอวลไปทั่วราวกับร่างของเขาแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ไร้เสียงกรีดร้อง ซูเฟิงยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย เขาเก็บดาบในมือและเรียกเวทย์ที่พื้นกลับคืน
"จงเผามิให้เหลือแม้เถ้ากระดูก หากไร้อาวุธเจ้านั่นก็มิต่างอะไรจากคนธรรมดา" ซูเฟิงแหงนหน้าไปคุยกับเทพมาร "หลังจากนั้นจงจัดการที่นี่ เผามันให้หมดเสีย"
ซูเฟิงเดินไปแตะม่านพลังของชิว เหวินเจี้ยนที่สร้างเอาไว้มันบุบสลายอย่างง่ายดาย หนี่เหยาและซูหยางรู้แล้วว่าชิว เหวินเจี้ยนพ่ายแพ้ คนเช่นเขาและไร้อาวุธแบบนั้นจักไปชนะได้อย่างไร ซูเฟิงลากคอของซูหยางให้ออกมาอยู่ตรงกลางอย่างทารุณ เขาโยนนางลงไปที่พื้นก่อนจะยิ้มเยาะอย่างสนุกปาก
คนของซูหยางตะโกนลั่น ต่างช่วยกันฉุดยื้อคนของซูเฟิงเพื่อรุดหน้าไปหาซูหยาง เสียอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรักตัวกลัวตายอีกแล้ว จอมมารลำดับที่หกของพวกเขากำลังจะตายเสียแต่ตอนนี้ หากไม่ทำอะไรก็ต้องตายอยู่ดี
คนของซูหยาง ทหารและเหล่าข้ารับใช้วิ่งเข้ามาเพื่อทำลายซูเฟิง แต่บางส่วนก็ถูกคนของซูเฟิงสกัดกั้นเอาไว้ได้ ซูหยางหันไปมองอย่างเจ็บปวด ถึงจะเคยทำให้ผู้ใดหวั่นเกรงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เสียใจเมื่อคนของนางปกป้องนางถึงเพียงนี้
หนี่เหยามองไปที่กำแพงไฟ ไม่เห็นเงาร่างของชิว เหวินเจี้ยนอีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มตกตายหมดรูปในเปลวเพลิงเหล่านั้น ซูเฟิงยิ้มได้ใจ เขาเห็นคนของซูหยางตะเกียกตะกายเข้ามาช่วยทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์
"เป็นได้แค่นี้ยังจะมาอวดดี เจ้าชิว เหวินเจี้ยนอะไรนั่นก็แค่มนุษย์ทั่วไปจักสู้ข้าได้อย่างไร ถึงจะรอดพ้นจากข้าไปได้ ซูหยางจงจดจำเอาไว้" ซูเฟิงยิ้มเหี้ยมเกรียม ชี้ดาบสีดำไปที่ลำคอของนาง
"เจ้าจักตกตายอยู่ดีไม่ว่าอย่างไร ดินแดนแห่งนี้มีแต่คนจะปองร้ายเจ้า จอมมารทุกหมู่เหล่าจักรวมกำลังพลมาทำลายจนสิ้น ในตอนนี้ทุกหนแห่งกำลังเตรียมการ แต่คงไม่จำเป็น เจ้าจะจบชีวิตลงที่นี่"