คนตัวเล็กขยับถอยห่างออกจากเขาเล็กน้อย ตะวันวาดหลบสายตาพลางเก็บขวดยาและสำลีลงกล่องพยาบาลพื้นราวกับพยายามยืดเยื้อเวลาสำหรับคำตอบนั้น
บรรยากาศอึดอัดขึ้นแม้ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที.. สุดท้ายตะวันวาดก็เอ่ยขึ้น
“เหตุผลส่วนตัวค่ะ”
คำตอบนั้นไม่ถูกใจอันธกานต์อย่างเห็นได้ชัด
“เด็กสมัยนี้นี่มันยังไงกันนะ” เสียงทุ้มพึมพำไปด้วยความไม่พอใจ..
ตะวันวาดเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าเธอ คิ้วเรียวงองุ้มเข้าหากัน
เขามีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับเธอ.. คนตัวเล็กคิด
“ถ้าคุณธันมาแค่เพื่อถามเรื่องนี้ ฉันก็มีคำตอบให้ได้เท่านี้ค่ะ” คนตัวเล็กยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา ก่อนจะเอ่ยต่อ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว..”
นัยน์ตาสีดำขลับผสานกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม วิธีไล่แบบอ้อม ๆ ทำให้อันธกานต์ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก ชายหนุ่มทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พลางหันไปมองรอบห้องพักของหญิงสาว
ห้องของตะวันวาดขนาดเล็กยิ่งกว่าห้องทำงานของเขา ฝาผนังสีขาวมีรอยด่างดำของเชื้อราประปราย แม้ว่าห้องพักจะดูทรุดโทรม ทว่าการตกแต่งห้อง รวมไปถึงการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ของอีกฝ่ายค่อนข้างประณีต นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองสังเกตตู้เก็บของสองตู้ใหญ่ข้างเตียง ชายหนุ่มเดาว่าอีกฝ่ายคงเป็นคนเรียบร้อยอยู่มาก
ท่าทีที่นิ่งเงียบไปแถมไม่สนใจคำพูดของเธอทำให้ตะวันวาดจ้องมองเขาอย่างประหลาดใจ ก่อนความประหลาดใจนั้นหลุดหายไป.. รู้ตัวอีกทีร่างบางก็พบว่าเธอกำลังลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายเสียเฉย ๆ เส้นขนคิ้วดกหนาเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบอย่างที่ผู้หญิงหลายคนต้องอิจฉา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเชิด ริมฝีปากหนาสีเข้มรับกับผิวสีแทนของเขา.. ตะวันวาดกลืนน้ำลายอึก
อันธกานต์หันมาสบตาเธอ
ตะวันวาดได้สติ เธอสะดุ้งเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ
“แอบมองฉันเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ย จงใจใช้น้ำเสียงแหย่เย้า ตะวันวาดปฏิเสธไม่ออก ทำเพียงเลี่ยงสบตาเขา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว.. รบกวนกลับเถอะค่ะ ให้ฉันเรียกแท็กซี่ให้ไหมคะ? ขับรถน่าจะไม่สะดวก”
รอยยิ้มบนใบหน้าอันธกานต์หายวับไป
"ไม่ต้อง" เขาตอบสั้นห้วน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนเดินผ่านตะวันวาด หญิงสาวหันมองแผ่นหลังกว้างนั้น.. เธอลังเลเล็กน้อยก่อนเสียงเล็กเอ่ยดังขึ้น
“เราอย่าเจอกันอีกเลยนะคะ”
ร่างสูงยืนนิ่ง.. เขาไม่ได้หันกลับมามองเธอ
“ทำไม” เสียงทุ้มเอ่ยถาม น้ำเสียงเบาแทบกระซิบ
“ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอคะ? เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นเหตุผลที่มากพอแล้ว” ตะวันวาดตอบน้ำเสียงนิ่ง
“ฉันรู้ว่าเรามีเรื่องเข้าใจผิดหลายเรื่อง แต่..”
“เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ ต่อจากนี้อย่าให้เรื่องมันยุ่งยากไปกว่านี้อีกเลย” ตะวันวาดพูดขึ้นโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจนจบ
“...”
ร่างสูงไม่เอ่ยอะไรต่อ.. อันธกานต์นิ่งก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องพักไปอย่างเงียบเชียบ..
ปัง!
เสียงประตูปิดดังขึ้นกระแทกความรู้สึกของตะวันวาด อีกฝ่ายพูดน้อยกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก ความรู้สึกยุ่งยากใจก่อตัวขึ้นโดยที่เธอห้ามไม่ได้..
“เมี๊ยวว”
เสียงร้องของเจ้าแมวน้อยที่เธอเพิ่งช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อชั่วโมงที่แล้วส่งเสียงดังขึ้น ตะวันวาดเดินไปยังกล่องกระดาษที่เธอวางให้เป็นที่อยู่ของมันชั่วคราว
"เป็นไง? หิวเหรอ? " เธอถาม พลันความคิดย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น.. ตะวันวาดเผยรอยยิ้มขำ เมื่อนึกถึงความงุนงงปนความประหลาดใจบนใบหน้าของอันธกานต์ เสียงบ่นของอีกฝ่ายที่พูดไม่หยุดจนกระทั่งเธอเริ่มทำแผลให้เขายังก้องอยู่ในห้วงความคิด
"เมี๊ยววว" เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งเรียกสติของตะวันวาดให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน
ร่างบางถอนหายใจ ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปหยิบนมในตู้เย็น เธอก็ได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นจากด้านนอก
ตะวันวาดเดินไปแง้มประตู เธอเห็นเพื่อนบ้านข้างคนหนึ่งกวักมือเรียกเธอทันทีที่เธอโผล่หน้าออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
"หนูออกมาช่วยหน่อยมีคนเป็นลม" หล่อนกล่าว พร้อมกับตะโกนเรียกสามีของตัวเองผ่านประตูห้องที่เปิดค้างเอาไว้อยู่
"ตาแก่ มีคนเป็นลม ออกมาข้างนอกหน่อย"
ตะวันวาดเหลือบมองร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้น มือที่เคยกุมศีรษะเอาไว้หล่นวางข้างใบหน้า เสื้อผ้าของชายหนุ่มทำให้ร่างเล็กรู้ทันทีว่าเขาคือผู้ชายที่เพิ่งเดินออกจากห้องเธอไปเพียงไม่กี่นาที
“พี่ธัน..”
ร่างบางรีบเปิดประตูก่อนวิ่งตรงไปยังอันธกานต์
"ป้าคะ เขาเป็นเพื่อนหนูเองค่ะ" เธอรีบบอกหญิงสาว ขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างสูงที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ
"เอ้าเหรอ? ทำไมมานอนอยู่นี่? หัวแตกนี่? "
ตะวันวาดไม่ตอบ ได้แต่มองป้าเพื่อนบ้านอย่างอ้ำอึ้ง ขณะเดียวกันสามีของหล่อนก็ปรากฏตัวขึ้น
"มาช่วยแบกก่อน พาเขาไปพักที่ห้องหนูก็แล้วกัน" หญิงสูงวัยกว่ากล่าวกับสามี
ลุงวัยเดียวกับหล่อนพยักหน้าหงึกหงักรับคำ
"แฟนนังหนูนี่ล่ะสิ" คนมาใหม่พูดเองเออเองขณะที่แบกร่างอันธกานต์ขึ้นหลังเขาโดยมีภรรยาช่วย
ตะวันวาดส่ายหน้ายิก แต่อีกฝ่ายไม่เห็น
หลังจากทั้งประคองทั้งพยุงอย่างทุลักทุเล ร่างของอันธกานต์ก็ถูกวางลงบนเตียงนอนของตะวันวาด ชายหนุ่มขยับเล็กน้อย นัยน์ตาที่ปิดสนิทขยับตัวราวกับว่าเขาพยายามกะพริบตา แต่มันก็นิ่งไปอีกครั้งในวินาทีต่อมา..
"ขอบคุณมากนะคะ" หญิงสาวหันไปกล่าวกับผู้ใหญ่ทั้งสองคน
"เลือดยังไหลไม่หยุดแบบนี้ต้องห้ามเลือดเอาไว้นะ" คนป้าบอกตะวันวาด หญิงพยักหน้ารับอย่างรู้งาน ทั้งที่จริงตัวเองนั้นก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกลับออกไปจากห้องแล้ว ปล่อยให้หญิงสาวที่ทั้งช็อกทั้งงงจัดการกับชายหนุ่มที่สลบไสลไม่รู้เรื่องด้วยตัวเอง ตะวันวาดสำรวจอันธกานต์พลางยกมือเกาศีรษะ..
ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้รู้จักวิธีปฐมพยาบาลอะไรมากนัก เธอจึงตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อค้นหาวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง.. ตอนที่เธอทำแผลให้อีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดมากเธอจึงแค่เช็ดเลือดและล้างแผล คิดไม่ถึงว่าเลือดยังคงไหลไม่หยุด
ในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเธอควรจะกดแผลจนกว่าเลือดจะหยุดไหล ตะวันวาดจึงรีบหาผ้าสะอาดในตู้เสื้อผ้าของเธอออกมาซับแผลบนศีรษะของอันธกานต์.. หญิงสาวนั่งกดแผลอยู่กว่า 10 นาที ขณะที่อ่านวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและเปิดโซเชียลมีเดียของตัวเองไปเรื่อย.. นัยน์ตากลมมองเวลาบนนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาตีหนึ่งเศษ
เลือดบนศีรษะของชายหนุ่มไหลน้อยลง คนตัวเล็กจึงเดินไปเปิดตู้เย็นที่ค่อนข้างจะว่างเปล่าของเธอ ยังโชคดีที่มีน้ำแข็งก้อนเหลืออยู่เล็กน้อย ตะวันวาดจึงใช้ผ้าขนหนูผืนใหม่ห่อน้ำแข็งเพื่อนำไปประคบศีรษะอีกฝ่ายต่อ
ตะวันวาดนั่งหลับไปโดยไม่รู้ตัว..
เช้าวันต่อมา..
น้ำแข็งในผ้าขนหนูละลายจนแห้งเหลือเพียงความชื้นที่เกาะอยู่บนฟูกเตียงนอน ศีรษะที่ถูกประคบอยู่ขยับขึ้น อันธกานต์กะพริบตาถี่ ๆ ใช้เวลาหลายวินาทีในการประมวลผลถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เขาจำได้ เขางุนงงเล็กน้อยขณะที่ยกศีรษะมองไปรอบ ๆ จบลงด้วยภาพของหญิงสาวที่หลับอยู่ข้างลำแขนของเขา
ตะวันวาดรู้สึกตัว เธอยกศีรษะขึ้นทันทีด้วยใบหน้าสะลึมสะลือจากการเพิ่งตื่นนอน ร่างเล็กขยับออกห่างเตียงอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะฟื้นตัวเร็วกว่าอันธกานต์
นัยน์ตาของทั้งคู่ประสานกัน.. แสงอาทิตย์ยามเช้าเดินทางผ่านความเงียบงันสาดส่องระหว่างช่องว่างของทั้งคู่
“เอ่อ.. คุณสลบไป..น่ะ” ตะวันวาดเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
อันธกานต์นิ่ง พยักหน้ารับเบา ๆ เขายกตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ชายหนุ่มมองสำรวจรอบห้องอีกครั้ง ก่อนจะพ่นลมหายใจเป็นเชิงหัวเราะเย้ย ๆ
“ขอโทษนะ ทั้งที่เธอไม่อยากเห็นฉันขนาดนั้น แต่กลับต้องรบกวนเธออีก”
ตะวันวาดเงียบไป ไม่ตอบอะไร หญิงสาวลุกขึ้นยืน ใช้มือจัดผมเผ้าของตัวเองอย่างลวก
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วค่ะ”
คนตัวเล็กหันไปมองนาฬิกาบนฝาผนังห้อง
“แปดโมงกว่าแล้ว ไม่ต้องไปทำงานเหรอคะ”
การไล่ทางอ้อมของตะวันวาดทำให้อันธกานต์หันไปมองนาฬิกาเรือนนั้นอย่างชั่งใจ
“มียาแก้ปวดไหม? สภาพแบบนี้ไปไม่ไหวหรอก” เขาเอ่ยขึ้นนิ่ง ๆ
ตะวันวาดเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าปกติอย่างรวดเร็ว เธอยกมือเกาศีรษะก่อนจะเดินไปยังตู้เก็บของที่คิดว่าน่าจะมียาแก้ปวดเก็บเอาไว้
ขณะที่ค้นตู้อยู่นั้น เสียงเล็กก็เอ่ยขึ้น
“ถ้ายังปวดหัว.. ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ อย่าเพิ่งไปทำงานเลย” เธอจำได้ว่าสิ่งที่เธออ่านเมื่อคืน.. ถ้าหากหัวแตกหรือหัวกระแทกรุนแรง อันธกานต์อาจจะมีโอกาสช้ำภายใน
อันธกานต์มองร่างเล็กที่หันหลังให้กับเขา..
แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านเข้ามาในห้องจังหวะพอดีกันกับที่ตะวันวาดหันหน้ามาไปมองอีกฝ่าย อันธกานต์รับรู้ได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองที่แรงขึ้น ร่างสูงยกมือขึ้นทาบหน้าอกโดยไม่รู้ตัว ตะวันวาดหรี่สายตาเล็กน้อยพร้อมยกมือขึ้นป้องหน้าตัวเอง ท่าทางของอันธกานต์ทำให้เธอเอ่ยถามขึ้น
“เจ็บหน้าอกเหรอคะ”
อันธกานต์ลดมือลงทันที ละสายตาจากอีกฝ่าย กระแอมไอ
“เปล่า” เขารีบเอ่ย ตะวันวาดดูไม่มีท่าทีสงสัยอะไร
หญิงสาวเดินกลับไปหาอันธกานต์พร้อมกับยาแก้ปวดหนึ่งเม็ด ชายหนุ่มรับยานั้นมาในมือ ขณะที่ชายหนุ่มทำท่าทางจะลุกขึ้นจากเตียง
“จะไปไหนคะ”
“น้ำ”
ตะวันวาดปรายสายตามองเขา
“ตะวันไปหยิบให้ค่ะ”