3 ภาพและเงาที่เลือนลาง
คฤหาสน์หลังใหญ่ใจกลางเมือง Toyota Alphard สีขาวแล่นเข้าประตูมาจอดตรงหน้าลานกว้าง คนรับใช้สามถึงสี่คน กุลีกุจอยกกระเป๋าเข้าบ้าน เ้าสัวจรัญ เจ๊นวลช้อง พร้อมด้วยศรันย์เดินลงจากรถ คนรับใช้ ทั้งหมดตั้งแถวรอต้อนรับ ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้ม อิ่มเอิบ ครั้งนี้เ้านายของพวกเขาอาจจะอยู่บ้านนานหน่อย
หลายปีแล้วที่เ้าของบ้านไม่ได้กลับมา มีเพียง ลุงเฉลียว พ่อบ้านที่อยู่ดูแลความเรียบร้อย ส่วนเื่ทางธุรกิจได้ ป้าสมทรงภรรยาลุงเฉลียวเป็ผู้จัดการทั้งหมด เรียกว่า ได้สองผัวเมียคู่นี้ ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ
เ้าสัวจรัญ วัชระเคหะโภคิน ยังมีธุรกิจเื่การขนส่งทางบกตลอดภูมิภาคเอเชีย เ้าสัววางคนที่เชี่ยวชาญไว้ทุกจุดที่เป็ธุรกิจของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงทำงานได้อย่างอิสระ คิดจะเดินทางไปไหนนานๆ จะปล่อยงานจุดไหนก็มีคนทำงานให้ตลอดไม่เป็ปัญหา
บนโต๊ะอาหารมื้อเช้าของวันนี้
“วันนี้ป๊ากับม๊าต้องไปงานการกุศลที่บ้านเข็มทองคงจะกลับค่ำๆ รันจะไปกับป๊ามั๊ย”เ้าสัวเอ่ยถามลูกชายที่เดินลงบันไดมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“แต่งตัวหล่อเชียว รันจะไปไหนเหรอ”
“ผมว่าจะไปฟาร์มน้องพิณหน่อยม๊า”
“แต่น้องพิณยังไม่กลับมาเลยนะลูก”
“ผมแค่อยากไปดูครับ ไม่ได้ไปมาแปดปี แล้ว ไม่รู้เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน”
“เออ เราก็มัวแต่ยุ่งๆ ไม่ได้ถามข่าวเื่หนูพินเลยนะช้อง”เ้าสัวจำได้ว่าได้คุยกับชินวุฒิครั้งสุดท้ายเมื่อ ต้นปีที่แล้ว ทราบเื่น้องพิณนอนเป็เ้าหญิงนิทรา ทั้งหมดปิดเื่นี้เงียบไม่กล้าบอกศรันย์กลัวลูกชายจะเสียใจ
“งั้นก็ให้จงขับรถให้แล้วกัน”
“ครับ ป๊า”
เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจจากโต๊ะอาหารก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
ฟาร์มน้องพิณกับบ้านของศรันย์อยู่ห่างกันประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตร ขับรถแค่ชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว ตลอดรายทางศรันย์มองสังเกตทิวทัศน์รอบๆอย่างตื่นตา
“เปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ พี่จง”
“ครับ คุณหนู คงเพราะคุณหนูไม่ค่อยได้กลับบ้านจึงเห็นว่าเปลี่ยนไป ผมอยู่ทางนี้ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่” จงตอบ พร้อมกับมองกระจกข้างรถ “ข้างหน้าเขาทำทางด่วนไปถึงท่าเรือฝั่งตะวันออกโน่นเลยครับคุณหนู”
“อืม บ้านคนเยอะจัง ผมอยู่บนเรือ เห็นแต่ฟ้ากับน้ำ รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่”
ถนนสายใหญ่หกเลน รถยนต์วิ่งกันขวักไขว่ นี่คือเส้นหลักทางเศรษฐกิจเส้นหนึ่งของประเทศ
“ข้างหน้าถึงฟาร์มน้องพิณแล้วนะครับ” มองเห็นป้าย ‘ฟาร์มน้องพิณ’ ตัวโตๆห้าสิบเมตร ฝั่งขวามือ
“ว๊าวว!ถ้ามาเองคงมาไม่ถูกแน่พี่จง ทางเข้าจำแทบไม่ได้”ศรันย์ตาโตฉายแววดีใจ “เลี้ยวเข้าไปเลยครับ พี่จง”
“ครับ คุณหนู” จงตบไฟเลี้ยวขวา ฟอร์จูนเนอร์คันดำ แล่นลงถนนลาดยางสายเล็กๆข้างทาง
“ต้นไม้เยอะมากเลย ดูร่มรื่นจัง”
แปดปีแล้ว ที่ศรันย์ไม่ได้มาที่นี่ ต้นไม้ใหญ่สองฟากข้างร่มรื่นสุดลูกหูลูกตา ต้องขับรถเข้าไปอีกสิบแปดกิโลเมตรจึงจะถึงฟาร์ม ป้ายที่เห็นเมื่อสักครู่คือป้ายบอกทางริมถนนใหญ่เท่านั้น
“ส่งผมลงตรงนี้แหล่ะครับ พี่จง ตอนเย็นสักหกโมงไปรอผมที่บ้านคุณอาวุฒิแล้วกันนะ” ศรันย์กล่าวสายตามองป้าย ‘ฟาร์มน้องพิณ’ตรงหน้า
เขาลงจากรถ จากจุดนี้เหลืออีกห้ากิโลเมตรก็จะถึงฟาร์ม เป้าหมายแรกของเขาคือ‘ผาหินกลิ้ง’จุดชมวิวที่เคยมากับน้องพิณบ่อยๆ เขาก้าวเดินช้าๆปล่อยความคิดให้ลอยล่องจมอยู่กับอดีต
“พี่รันเหนื่อยมั๊ย หนูลงเดินได้นะ”
“ไหวเหรอ คนเก่ง พี่เป็ผู้ชาย ต้องดูแลน้องพิณ อีกไม่ไกลก็จะถึงบ้านแล้วนะ”
“แวะผาหินกลิ้งหน่อยนะพี่รัน เราไปสัญญากันที่นั่นนิดนึงนะ”
“สัญญาอะไรอีก น้องพินจำได้หมดมั๊ยนี่ ว่าสัญญาอะไรไปบ้าง”
“ฮึ หนูเป็คนสัญญา แต่พี่รันเป็คนจำ” อ้าว อย่างนี้ก็ได้เหรอ “แล้วก็ต้องทำตามสัญญาด้วย”
ทุกครั้งที่ทั้งสองไปเจอสถานที่ๆประทับใจ น้องพินจะเอ่ยขอสัญญาต่างๆมากมาย ศรันย์ก็ไม่เคยทักท้วง ตามใจทุกเื่
ผาหินกลิ้ง จุดชมวิวที่สวยงามตามธรรมชาติ มีศาลาเล็กๆสำหรับไว้หลบแดด ฝน ทิวทัศน์เบื้องหน้าเป็ยอดไม้จากต้นไม้สูงหนาทึบกับูเาสูงสลับซับซ้อนมองไกลออกไปปกคลุมด้วยทะเลหมอก
ภาพเด็กชาย,หญิงบนผาสูงปรากฏเลือนลางในความคิดของศรันย์
“ข้างบนมีพระเ้าอยู่เหรอ พี่รัน”
“พี่ก็ไม่รู้”
“ถ้าหนูะโไป เค้าจะได้ยินใช่มั๊ย”
“ได้ยินมั๊ง”
“ไหนบอกไม่รู้งัย”
“น้องพินพูดซะพี่เริ่มรู้แล้ว”
“โตขึ้นหนูจะแต่งงานกับพี่รัน” เด็กสาวยกมือป้องะโใส่ผืนป่าเบื้องล่างเสียงสะท้อนดังไปไกลสุดตา
“......”
“พี่รัน เงียบทำไม ตาพี่รันแล้ว”
“......”
“คุณลุงไม่ห้ามหรอก สัญญาข้อนี้ ทำได้ง่ายจะตาย” พิณรดาตัวน้อยรู้ว่า ป๊าพี่รันไม่ให้สัญญาง่ายๆ แต่ความแก่นแก้วเฉลียวฉลาดของเธอก็จัดการกับศรันย์ให้ยอมสัญญาด้วยเสมอ
“อืม พี่รันก็จะแต่งงานกับน้องพิน”เสียงศรันย์ดังก้องไปทั่วผืนป่ามีเสียงสะท้อนเป็ทอดๆห่างไกลออกไป
คำสัญญาวัยเด็ก ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็จริงหรือไม่ ทั้งคู่ต่างแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อนาคตจะเป็เช่นไรมีเพียงเมื่อถึงเวลาเท่านั้นถึงจะมีคำตอบ
่บ่ายศรันย์นั่งเหม่อใต้ต้นประดู่ใหญ่ต้นเดิมที่เคยหยุดพักร่มเงากับพิณรดาเมื่อวัยเด็ก ดวงตาคู่แกร่งเหม่อมองทุ่งหญ้าสลับแนวป่าสนเบื้องหน้า เขานั่งอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว ทิวทัศน์ยังเหมือนเดิม มีเพียงต้นสนที่โตและจำนวนมากขึ้น
“น้องพิณอยู่ที่ไหน พี่กลับมาแล้ว”ศรันย์พึมพำ น้ำเสียงช่างเศร้าสร้อยยิ่งนัก
เป็เวลาแปดปีที่เขาไม่ได้เจอพิณรดา หลายปีก่อนป๊ากับม๊าบอกว่าน้องพิณต้องรักษาตัว คุยโทรศัพท์ไม่ได้ พอนานเข้าก็บอกว่าไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วไม่รู้เบอร์โทรฯ ชีวิตบนเรือมีเื่ต้องให้ทำมากมาย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมา
ยามพลบค่ำ ศรันย์เดินเอื่อยๆช้าๆขึ้นรถฟอร์จูนเนอร์ที่จงจอดรออยู่หน้าบ้านหลังงาม
“แล้วคราวหน้าพี่รันจะมาหาน้องพินอีกนะ รีบกลับมานะ น้องพิน” ศรันย์กล่าวอำลาสายตามองเหม่อไปยังทุ่งกว้างเบื้องหน้าที่เห็นเป็เพียงเงามืดสลัวๆ เขาหายใจสะท้อนไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้มาอีกเมื่อไหร่ “คำสัญญาทุกคำพี่รันจะเก็บไว้และจะทำตามแน่นอน น้องพิน”
โรงพยาบาลแฟร์วิว คลิฟแลนด์ สหรัฐอเมริกา สถานที่พิณรดารักษาตัว ชินวุฒิยืนโอบไหล่พิมพ์ใจมองผ่านกระจกผืนใหญ่ของห้องปลอดเชื้อ ร่างพิณรดาที่มองผิวเผินเหมือนคนนอนหลับนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ทั่วร่างมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด
“น้องพินจะเหงามั๊ยพ่อ ที่เรามาเยี่ยมเค้าแค่อาทิตย์ละครั้ง”พิมพ์ใจที่ดูแก่ลงไปมากพูดเสียงเครือ
“ไม่หรอกแม่ น้องพินเป็คนร่าเริง”ชินวุฒิปลอบใจภรรยา“หมอบอกว่าน้องพิณยังมีประสาทััที่ดี รอสักวันอาจมีปาฏิหาริย์”
“แต่นี่มันห้าปีแล้วนะพ่อ”
“ทุกชีวิตย่อมมีความหวัง ใจร่มๆไว้นะแม่”
อีกสองอาทิตย์เ้าสัวศรันย์จะต้องเดินทางอีกแล้ว ไปครั้งนี้ยังไม่รู้กำหนดกลับ วันนี้ศรันย์ ป๊ากับม๊านั่งปรึกษาหารือกันถึงอนาคตของศรันย์
“รันโตแล้วนะป๊า จะให้เทียวไปเทียวมากับเราคงไม่ได้แล้ว”เจ๊ช้องมองหน้าลูกชายที่นอนหนุนตักมือลูบผมเบาๆ
“ป๊าติดต่อมหาลัยที่ซูริคไว้แล้ว เดือนหน้าจะส่งรันไปเรียนที่นั่น”เ้าสัวจรัญกล่าวอย่างจริงจัง
“จริงอ่ะ ป๊า ต้องไปอยู่สวิสฯเลยเหรอ ผมขออยู่กับม๊าไม่ได้เหรอ สมบัติเราก็ตั้งเยอะแยะใช้ยังงัยก็ไม่หมด”
“อย่าประมาทสิลูก อนาคตเป็ของหนู ป๊ากับม๊าไม่นานก็ต้องจากไป สมบัติถ้าไม่รู้จักใช้สักวันมันก็หมด การศึกษาสิเป็สมบัติที่ดีที่สุดที่ป๊ากับม๊าจะมอบให้”เจ๊ช้องมองศรันย์อย่างรักใคร่เอ็นดู
“ผมต้องเรียนกี่ปีเหรอครับ”
“แล้วแต่หนูเลยสี่ปี หรือมากกว่านั้น เอาที่หนูสบายใจ”
เมื่อถึงเวลา เฮียจรัญกับเจ๊นวลช้องออกเรือไปยุโรป หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ศรันย์ก็บินไปเรียนต่อที่สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อทุกคนจากไปบ่าวรับใช้และทุกคนในคฤหาสน์หลังใหญ่ต่างอยู่ในอาการซึมเศร้า ความเงียบเหงากลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง เ้านายไปกันอีกแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมารวมกันอีก
สองปีต่อมา ภายในห้องปลอดเชื้อ พิณรดา องศาพิสัย ในวัยสิบห้าปี ที่นอนสงบนิ่งมาตลอดเจ็ดปี เริ่มกระดิกนิ้ว แขนซ้ายมีอาการกระตุกเล็กน้อย นี่เป็สัญญาณว่า อีกไม่นาน เธอจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลที่ยาวนาน