โรงเตี๊ยม
ขึ้นชื่อว่าโรงเตี๊ยมย่อมต้องประกอบไปด้วยห้องพักและร้านอาหารแต่เวลาพูดถึงโรงเตี๊ยม สิ่งที่ผู้คนมักจะนึกถึงเป็อย่างแรกคือ เสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อโดยทั่วไปย่อมเป็เด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบปีท่าทางทะมัดทะแมง ขยันขันแข็ง พูดจาฉะฉาน ท่าทีอ่อนน้อมนบนอบ ราวกับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็ญาติผู้าุโของมันก็มิปาน
แต่เสี่ยวเอ้อที่โรงเตี๊ยมนี้อายุราวห้าสิบปีจึงดูชราไปบ้างสำหรับอาชีพที่ต้องโน้มกายลงบริการผู้อื่น
เสี่ยวเอ้อส่วนใหญ่มักพูดมาก
เสี่ยวเอ้อของที่นี่ไม่ค่อยพูด
โดยเฉพาะคืนนี้อากาศร้อนอบอ้าวลูกค้าบางตา มันยืนสบัดผ้าเช็ดโต๊ะไล่ยุงอยู่หน้าร้าน สอดส่ายสายตามองหาลูกค้าเพิ่มสักคน
หลายวันมานี่มันชมชอบเฝ้าดูแขกผู้หนึ่ง
มันเป็บุรุษหน้าตาธรรมดาไม่ยะโสโอหัง ไม่อ่อนน้อมถ่อมต้น ไม่สุงสิงใกล้ชิด ไม่เหินห่างวางตัว
ที่สำคัญมันพูดน้อยเหมือนกัน
มีบ้างบางวันมันนำสตรีงามสุดหล้ามาพัก
ทุกครั้งที่มานางมักาเ็อ่อนแอ
พอหายดีนางก็จากไป
นางไม่เคยจ่ายเงิน
แต่นี่มิใช่ปัญหาบุรุษถือพัดไม่เคยค้างชำระค่าอาหารที่พักโดยเฉพาะค่าห้องหับ มันนำเงินมาวางไว้เพียงพอสำหรับค่าห้องไปอีกหลายเดือน
มันและนางหายไปสามวันแล้ว
หวังว่าพบกันครั้งหน้านางจะไม่าเ็อีก
ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มหน้าตาธรรมดาก็อุ้มร่างโชกโลหิต ร่างหนึ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยม
แต่คราวนี้ไม่เชื่องช้าอ้อยอิ่ง
ความจริงนี่เป็คนที่มีฝีเท้ารวดเร็วที่สุดแล้วเท่าที่ชีวิตเสี่ยวเอ้อของมันพบเห็น
ปกติบุรษหนุ่มมีจุดเด่นที่รอยยิ้มยิ้มที่เฉื่อยชา ยิ้มที่ไม่อนาทรร้อนใจ
แต่วันนี้มันหน้าตาเคร่งเครียดขบริมฝีปากตัวเองจนเป็สีเขียว สองมือที่อุ้มร่างนั้นสั่นเทา
“ตามท่านหมอ”มันพูดระร่ำระรัก หน้าตาเหมือนคนร้องไห้
ไม่มีคำตอบรับ
เสี่ยวเอ้อหายตัวไปในทันที
วิชาตัวเบาเหนือล้ำกว่าค้างคาวโลหิตอยู่หนึ่ง่
บุรุษหนุ่มวางร่างงามระหงลงบนเตียงผ้าห่มพลันชุ่ม ไปด้วยโลหิต นางนอนนิ่งสองตาหลับพริ้ม ไร้ลมหายใจ
หรือชีวิตไปจากนางแล้ว
มันไม่คำนึงถึงสิ่งใดประทับฝ่ามือกับทรวงอกของนาง ถ่ายทอดลมปราณอันอบอุ่นเข้าสู่ชีพจรหัวใจ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเหงื่อกาฬหลั่งไหลท่วมท้นร่างของมันปรากฏควันสีขาวลอยปะทุออกจากศีรษะราวกับน้ำเดือด เส้นเืตามลำตัวปูดโปนกล้ามเนื้อสั่นระริก นี่เป็อาการของผู้ที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกแต่มันไม่แยแสสนใจ กลับเร่งเร้าลมปราณต่อไป
หากพรุ่งนี้ไม่มีนางก็ไม่มีมัน
ก่อนที่ร่างกายจะะเิเป็ผุยผงฝ่ามืออบอุ่นนุ่มนวล ก็วางลงบนไหล่พร้อมเสียงกระซิบแ่เบา ราวกับมารดากล่อมทารกเข้านอน
"ท่านทำได้ดีแล้วปล่อยเป็หน้าที่ข้าพเ้าเถิด"
เจ็ดราตรีผ่านพ้น
ในที่สุดนางก็ได้สติ
ััแรกกลับมิใช่แสงสว่างแต่เป็กลิ่มหอมอ่อนๆ ของดอกโบตั๋น
จากนั้นจึงมองเห็นแสงสีขาวจางๆ ก่อนจะชัดขึ้นตามลำดับ
รับรู้ที่ข้อมือมีคนกำลังจับชีพจรของนาง
เสียงแ่เบานุ่มนวลดังขึ้น
เ้าฟื้นแล้วอย่าพึ่งฝืนโคจรลมปราณ พักผ่อนให้มากๆ หากสามารถกินยาตามกำหนด คาดว่าจะฟื้นฟูได้ในสามเดือน
นางมองเห็นชัดแล้ว
ผู้พูดเป็คนที่เคยใส่ยาและพันแผลที่ต้นขาให้นางย่อมจำได้ดี เพราะคงมีหญิงวัยกลางคนไม่กี่คนที่จะงดงามทัดเทียมคนผู้นี้ได้โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายคู่นั้น
"ขอบคุณท่าน"
นางมารน้อยพยายามขยับริมฝีปากเสียงแหบแห้ง รู้สึกเหมือนลำคอถูกไฟลวก
"ไม่ต้องพูดอะไรมากดื่มยาเสีย"
นางอ้าปากดื่มยาที่อีกฝ่ายประคองป้อนประดุจลูกนกรับอาหารจากแม่ หากยาปกติมีรสขมยานี้นับว่าขมกว่าสักพันเท่า
แต่นางมารน้อยไม่ปริปากบ่น
หวงฮูหยินอดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูมิได้
"พักผ่อนเสียอีกหลายวันข้าจะกลับมาดูอาการให้"
นางมารน้อยหลับตาลงราวกับทารกได้รับสั่งจากมารดา
หวงฮูหยินเดินออกมาจากห้อง
บุรุษหนุ่มหน้าตาธรรมดายืนอยู่ตรงนั้นโค้งคำนับลงศีรษะแทบจรดพื้น
"ขอบคุณ"มันเอ่ยเสียงเครือ
หวงฮูหยินยิ้มเอื้อมมือตบไหล่ของมัน
"กำชับให้นางกินยาเ้าไม่นอนเจ็ดคืนแล้ว พักผ่อนเถอะ นางปลอดภัยแล้ว"
จากนั้นเดินลงมากำลังจะออกจากประตูโรงเตี๊ยม
เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งโค้งคำนับลงศีรษะแทบจรดพื้น
กลับมิได้กล่าวขอบคุณอันใด
หวงหูหยินยิ้มกว้างกว่าเดิมก้าวขึ้นรถม้าไป
ตึกใหญ่ตระกูลหวง
โต๊ะอาหารจัดตั้งขึ้น
มือเย็นนี้ประกอบไปด้วยเต้าหู้ทรงเครื่อง เป็ดปักกิ่ง ซุปรังนกกระเพาะแกะย่าง และเครื่องเคียงอื่นๆ อีกมากมาย
หวงฮูหยินรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจึงรับประทานได้มากเป็พิเศษ
ประมุขหวงยิ้มอ่อนๆมองภริยาด้วยความรักห่วงใย
"วันนี้ออกไปช่วยเหลือผู้คนอีกแล้วเป็อย่างไรบ้าง"
"รายนี้หนักหน่วงแต่ปลอดภัยแล้ว"
นางยิ้มตอบก่อนจะตักซุปหอมกรุ่นพลางคิดคำนึงในใจ
คราวหน้าจะต้มซุปไปฝากพวกมัน