วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 23.30 น.
ทีปกรนอนมองไปยังเพดานห้องนอนของตน ได้แต่คิดทบทวนเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น การตายจากกันแบบเปียกปูนช่างเป็นอะไรที่น่าเศร้า ไม่มีแม้แต่เห็นหน้า ไม่มีแม้แต่คำร่ำลา เจ็บปวดทั้งผู้ที่จากไปและผู้ที่มีชีวิตอยู่
“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจลากยาวภายในห้องที่มืดสนิท ได้แต่คิดว่าวันหนึ่งถ้าตนกำลังจะตายอย่างน้อยขอเห็นหน้าคนที่รัก และบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายก็คงจะดี เมื่อคิดถึงตรงนี้ใจก็รู้สึกหวิว ๆ อย่างบอกไม่ถูก
“เขมทัตคุณอยู่แถวนี้รึเปล่า” ทีปกรกระซิบขึ้น แต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากชายผู้เป็นที่รัก “ถ้าวันหนึ่งผมต้องตายอย่างโดดเดี่ยว คุณต้องมารับผมนะ” เสียงถอนหายใจลากยาวออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ความเงียบสงบจะเริ่มกลืนกินสติสัมปชัญญะให้หลุดลอยไปสู่ห้วงแห่งนิทรา
“เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะเป็นผู้มารับดวงวิญญาณของเจ้าเอง เด็กน้อยของข้า” เขมทัตที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเดินออกมากระซิบข้างหูทีปกร และก้มลงใช้ริมฝีปากประทับบนหน้าผากของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะหายวับไป
ทีปกรลืมตาขึ้นในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอีกครั้ง หมอกสีเทาปกคลุมรอบบริเวณ ไม่ไกลนักมีประตูสีดำบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บุรุษร่างใหญ่ผิวสีแดงเข้มซึ่งตัดกับการแต่งกายด้วยชุดเกราะสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งตัว พร้อมด้วยไม้พลองโปร่งแสงขนาดใหญ่ในมือ ทั้งสองต่างยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าอันแสนจะดุดัน
“โอ้โฮ… ขนาดอยู่ไกล ๆ ชุดยังแสบตาชะมัด นั่นทองหรือพระอาทิตย์วะเนี่ย” ทีปกรพยายามขยี้ตามองให้ชัดอีกครั้ง แต่ยังไม่มีความกล้าพอที่จะเดินเข้าไปใกล้…คราวนี้จะได้เจอกับอะไรกันนะ…ในระหว่างที่ตนกำลังคิดอยู่นั้น เสียงที่ไม่ได้ยินตั้งแต่กลับมาถึงบ้านดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าตัวหันไปมองโดยฉับพลันทันที เขมทัตในชุดคลุมสีน้ำเงิน สีของชุดช่างตัดกับสร้อยสีทองประดับด้วยทับทิมสีแดงเม็ดใหญ่เส้นเดิมที่เขาสวมอยู่ตลอดเวลา เป็นชุดที่ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ๆ ที่เคยใส่
เขมทัตอ้าแขนรอรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มกว่าทุกครั้ง เมื่อหนุ่มร่างบางเห็นดังนั้นจึงอมยิ้มและวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดทันที ใบหน้าซุกไซ้ไปยังแผงอกพร้อมรับอ้อมกอดอันอบอุ่นของชายร่างใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า
“วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่ทำงานของข้า” เขมทัตกระซิบบอกพร้อมประทับริมฝีปากลงหน้าผากทีปกรอย่างอ่อนโยน เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาอันสดใส ชายร่างใหญ่ในชุดสีน้ำเงินประทับริมฝีปากของตนลงบนปากบางอีกครั้ง ทั้งสองต่างลิ้มรสความหวานจากข้างในของกันและกันอยู่นานกว่าจะผละออกจากกัน
“พอแล้ว คุณไม่อายพวกนั้นเลยเหรอ” ทีปกรเบ้ปากไปยังเหล่าบุรุษร่างใหญ่ที่เฝ้าอยู่หน้าประตู
“เจ้าพวกนั้นไม่สนใจเราหรอกเข้าไปด้านในกันเถอะ ข้าชักจะอดใจจากเจ้าไม่ไหวเสียแล้วคนดี” เขมทัตพูดพลางประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง ก่อนจะจูงมือไปยังประตูที่อยู่เบื้องหน้า บุรุษในชุดสีทองทั้งสองต่างมองไปยังเขมทัตและทีปกร พร้อมโค้งทำความเคารพและเปิดประตูบานใหญ่เพื่อให้บุคคลทั้งสองเข้าไปด้านใน
ห้องโถงสีขาวกว้างขวางเสาขนาบทั้งสองข้างประดับประดาด้วยคบไฟตลอดเส้นทาง บรรยากาศด้านในช่างต่างจากด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก…” ทีปกรยืนนับเสาที่เรียงรายนับไม่ถ้วน
“มิต้องนับดอก มีอยู่ทั้งหมด 32 ต้น” เขมทัตจับมือทีปกรให้หุบลง ก่อนจะพาไปยังเสาที่อยู่ตรงกลางและกระซิบกระซาบแนะนำสถานที่ภายในให้แขกผู้มาเยือนฟัง “นี่มิใช่แค่เสาธรรมดาดอกนะ ช่องว่างระหว่างกลางเสามีประตูล่องหนซ่อนอยู่ ผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้นจึงจะผ่านเข้าไปได้”
“แล้วผมจะเข้าไปได้เหรอ”
“ได้ซิ ข้าอนุญาต” เขมทัตจับมือทีปกรอีกครั้งก่อนจะผ่านเข้าช่องเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างเสา แสงสีแดงส่องประกายออกมาจากสร้อยที่อยู่บนคอของเขมทัต ก่อนที่จะดับลงเมื่อเข้ามาภายในห้อง จึงทำให้รู้ว่าสร้อยที่อยู่บนคอของเขมทัตนั้นไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้น แต่เป็นกุญแจที่นำสู่ห้องต่าง ๆ นี่เอง
“ห้องนี้ข้าตั้งใจจะพาเจ้ามาดู จงดูสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเสียเถิด” เขมทัตชี้ไปยังแท่นสี่เหลี่ยมทรงสูง ซึ่งมีแผ่นกระดาษสีน้ำตาลใบยาววางอยู่ด้านบน ระบุชื่อ-นามสกุลและวันเดือนปีที่ตายของทุกคน
สายตาของทีปกรมองไปยังรายชื่อที่อยู่บนกระดาษนั้นอย่างตั้งใจ ไล่จากด้านบนลงมาด้านล่างด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะเพราะความตื่นเต้น ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นชื่อและวันตายของตนปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น
“ไม่…” เสียงลากยาว ก่อนจะสะดุ้งตื่นด้วยอาการตกใจ เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาจากหน้าผากราวกับอากาศที่ร้อนจัด ทั้ง ๆ ที่ภายในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย มือลูบปาดเหงื่อพร้อมบ่นพึมพำกับตนเอง “อะไรวะเนี่ย เขมทัตให้ดูอะไรวะเนี่ย”
“ตกใจมากนักหรือน้องรัก สาแก่ใจข้าเสียจริง ฮ่า ๆ ๆ” เสียงที่ไม่มีใครได้ยินของรัตติกาลดังขึ้นในมุมหนึ่งของห้อง พร้อมหัวเราะด้วยความสนุก